พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 122 ความปรารถนาในใจของกาเซี่ยง
บทที่ 122 ความปรารถนาในใจของกาเซี่ยง
ณ จวนแม่ทัพหลัง เมืองลกเอี๋ยง
เล่าเจี้ยงศึกษารูปแบบค่ายกลทั้งสองม้วนมาหลายวันแล้ว เนื้อหาที่จดบันทึกไว้ในนั้นซับซ้อนมาก
เดิมทีเขารู้เรื่องทหารม้าแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น พออ่านรูปแบบค่ายกลสองม้วนนี้เข้าไปยิ่งเข้าใจยากเข้าไปใหญ่
แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเป็นผู้บัญชาการทหารม้ามาก่อน แต่ส่วนใหญ่อาศัยการบัญชาการของพวกฮองตง และอย่างมากตนก็เป็นได้แค่ผู้นำเท่านั้น
“เฮ้อ! รูปแบบค่ายกลสองม้วนนี้ข้ายากจะเข้าใจจริงๆ ดูเหมือนต้องมอบให้พวกจูล่งกับจืออี้แล้ว…”
โจโฉมีขุลพลใต้บังคับบัญชามากมาย แต่กลับมอบกองทัพอัศวินพยัคฆ์เสือดาวให้กับญาติสนิททั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน!
เล่าเจี้ยงเป็นเพียงคนธรรมดาย่อมมีความเห็นแก่ตัว เขาเองก็อยากควบคุมม้วนตำราทั้งสองนี้ด้วยตัวเองเช่นกัน เขาอยากฝึกเอง แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องยากลำบากมาก
อันดับแรกเล่าเจี้ยงยากจะเรียนรู้ได้ในเวลาอันสั้น อย่างต่อมาเขาไม่สามารถนำทหารม้าออกรบเองครั้งนี้ได้
แม้เล่าเจี้ยงจะทำตามคำสอนขงจื้อไม่ได้ แต่กระนั้นก็ไม่สามารถออกรบแนวหน้าได้ทุกครั้ง สิ่งที่เขาต้องเรียนรู้เพิ่มเติมคือการนั่งชี้นิ้วสั่ง*[1]
ตามความเข้าใจของเล่าเจี้ยงที่มีต่อไทสูจู้กับจูล่ง ทั้งสองเป็นคนจงรักภักดี และมีความศรัทธาต่อเจ้านายคนเดียวไปจนตาย
โจโฉมีเครือญาติจากตระกูลโจและตระกูลแฮหัวคอยช่วยเหลือ แต่เล่าเจี้ยงไม่มี ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงพึ่งพาคนนอกเท่านั้น
เล่าเจี้ยงมีพี่น้องสามคนก็จริงอยู่ ไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ แค่พูดถึงความสามารถ ทั้งสองก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนทำการใหญ่ไม่ได้!
พี่ใหญ่กับพี่รองเป็นบัณฑิตอ่อนแอ อย่างมากเป็นได้เพียงเจ้าหน้าที่ผู้น้อยในอำเภอหนึ่งเท่านั้น ส่วนพี่สามเป็นคนมีพละกำลังมาก ความสามารถเขาแทบนับได้ว่าเป็นระดับขุนพล แต่น่าเสียดายที่มีอายุสั้น
เล่าเจี้ยงกับพี่ชายทั้งสามไม่ได้สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก ถึงขนาดคุยกันไม่ถึงครึ่งประโยค! อีกอย่าง… ต่อไปทั้งสามจะเป็นคู่แข่งแย่งชิงการเป็นเจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋วในอนาคตด้วย
ในประวัติศาสตร์พี่ใหญ่กับพี่รองตายที่เมืองเตียงฮัน ทว่านักท่องเวลาไม่กล้าเดิมพันกับภูมิความรู้เดิมอีกต่อไป วงล้อแห่งประวัติศาสตร์ได้เปลี่ยนไปแล้ว!
“เรียนแม่ทัพหลัง ท่านกุนซือทั้งสองและผู้บัญชาการทั้งสี่ได้รออยู่ที่ห้องโถงแล้วขอรับ”
เสียงของนายทหารปลุกเล่าเจี้ยงให้ตื่นจากความคิดของตัวเอง “ข้ารู้แล้ว”
เล่าเจี้ยงมองม้วนตำรากลยุทธ์ในมือ และรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ
แม่ทัพหลังลุกขึ้นเดินไปที่นั่น กาเซี่ยงและซุนฮิว ตลอดจนพวกฮองตงสี่คนต่างก็ยืนอยู่ในห้องโถงทั้งหมดแล้ว
“คารวะนายท่าน!”
ทุกคนต่างพากันคำนับ เล่าเจี้ยงเองก็พยักหน้าตอบ
“ทุกท่าน เชิญนั่ง”
กาเซี่ยงกับซุนฮิวแยกไปนั่งอยู่ข้างเล่าเจี้ยงทางด้านซ้ายมือตามลำดับ โดยมีกาเซี่ยงอยู่หน้าสุด ตามมาด้วยซุนฮิว
ใช่ว่าความสามารถของกุนซือปีศาจสูงกว่าบัณฑิตไร้ชื่อ เพียงแต่กาเซี่ยงมีอายุมากกว่า ประกอบกับซุนฮิวนั้นถ่อมตัวมาก
ส่วนพวกขุนพลต่างนั่งอยู่ทางด้านขวามือของเล่าเจี้ยง คนแรกเป็นฮองตง ตามมาด้วยไทสูจู้ เตียนอุย และจูล่ง
ลำดับที่นั่งเรียงกันตามอายุ และเวลาที่รับใช้เล่าเจี้ยงเท่านั้น
ทุกคนภายในห้องกลมเกลียวกันมาก ไม่มีไม่พอใจเรื่องตำแหน่งของตนเองแม้แต่น้อย
เล่าเจี้ยงกวาดตามองทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ และรู้สึกขุ่นเคืองใจเล็กน้อย ในใจอดคาดหวังไม่ได้
เมื่อไหร่ห้องโถงนี้จะเต็มไปด้วยนักปราชญ์กับขุนศึกกันนะ!?
ให้ข้าได้มีวันที่มีขุนพลกับกุนซือมากมายบ้างสิ!
เอาให้แย่งที่นั่งกันไม่หวาดไหวเลยก็ได้!
“ไม่ทราบว่านายท่านเรียกพวกเรามาด้วยเรื่องอันใดหรือขอรับ?”
กาเซี่ยงพูดก่อนคนแรก เขาในตอนนี้ได้กลายเป็นลูกน้องใต้บังคับบัญชาอันดับหนึ่งของเล่าเจี้ยงแล้ว
แม่ทัพหลังรีบขจัดความคิดเรื่อยเปื่อยออกไป วันนี้เขามีเรื่องสำคัญจริง ๆ
“ยกเว้นจูล่ง ทุกท่านอาจจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดข้าถึงปล่อยตระกูลเว่ยไปอย่างง่ายดาย”
ทุกคนไม่พูดอะไร แต่พากันมองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยความข้องใจ
“พวกเจ้าเคยพบเว่ยจี้กันแล้วใช่ไหม พูดได้คำเดียวว่า… ข้าดูถูกคนผู้นี้เกินไป”
เล่าเจี้ยงนึกถึงเว่ยจี้ก็อดรู้สึกผิดหวังขึ้นมาเป็นระลอกไม่ได้ ตัวเองเป็นทั้งแม่ทัพหลัง เป็นทั้งนักท่องเวลาเสียเปล่า กลับถูกคุณชายอายุไม่ถึงสามสิบบงการเอาได้!
ซุนฮิวพยักหน้าเล็กน้อย คำพูดของนายท่านตรงใจเขา
“นายท่าน ปั๋วอวี๋เล่าเรียนอ่านตำรามาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนใจกว้าง และมีพรสวรรค์ที่หาได้ยากจริง ๆ แต่น่าเสียดายที่เว่ยจ้งเต้าเสียชีวิต และเขาไม่สามารถเป็นแรงให้นายท่านได้แล้ว”
“ข้าก็สงสัยมากเช่นกัน ในเมื่อนายท่านมีโอกาสแล้ว ไยไม่ประหารตระกูลเว่ยให้สิ้นเสีย? ตอนนี้ปล่อยเสือกลับภูเขา เกรงว่าจะเกิดปัญหาไม่รู้จบ”
เล่าเจี้ยงมองไปที่ซุนฮิวด้วยรอยยิ้ม เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายสนิทสนม และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเว่ยจี้
“กงต๋า ข้าจำได้ว่าเจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเว่ยจี้ ไฉนเจ้าจึงไม่อ้อนวอนให้เขา ตรงข้ามกลับอยากให้ข้ากำจัดเขาแทน”
เล่าเจี้ยงไม่สงสัยในตัวลูกน้องเลย ซุนฮิวเองก็ฟังน้ำเสียงของนายท่านออก จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกัน
“นายท่าน เมื่อได้เจ้านายดีก็ควรจะรับใช้อย่างภักดี ในเมื่อซุนฮิวรับใช้นายท่าน ย่อมเห็นแก่ผลประโยชน์ของนายท่านเป็นสำคัญ”
เล่าเจี้ยงรู้สึกประทับใจกับคำพูดของซุนฮิวมาก ถึงขนาดเคลิบเคลิ้ม
หากไม่บอกคงนึกว่าบรรพบุรุษดลใจ ถึงได้โปรดปรานซุนฮิวนักหนามาตั้งนานแล้ว
“กงต๋า ข้าประจักษ์น้ำใจเจ้านัก ข้าขอไม่พูดจาเกรงใจอีก เกรงใจมากไป คงมีแต่เสียน้ำใจกันเปล่า ๆ”
คำพูดของเล่าเจี้ยงเปี่ยมด้วยความรู้สึก ทำให้ซุนฮิวประทับใจยิ่งนัก
คนอย่างซุนฮิวก็เป็นเช่นนี้ วาจาไม่กี่คำ ก็ทำให้เขาพลีกายถวายชีวิตได้
เล่าเจี้ยงไม่อยากสนิทสนมกับซุนฮิวเกินควรต่อหน้าทุกคน จึงรีบกลับเข้าประเด็นสำคัญ
“เอาล่ะ กลับมาเรื่องสำคัญ เว่ยจี้ใช้สิ่งล่อลวงสองอย่างที่ข้าไม่สามารถปฏิเสธได้ เพื่อแลกกับการปลดปล่อย รวมทั้งปกป้องตระกูลเว่ยในอนาคต”
ทุกคนยกเว้นจูล่งต่างเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา!
ข้อตกลงแบบไหนกัน ถึงสามารถทำให้เล่าเจี้ยงละทิ้งความแค้นในอดีต ถึงขนาดตัดสินใจปกป้องตระกูลเว่ย?
เล่าเจี้ยงหยิบม้วนหนังสัตว์สองม้วนขึ้นมา แล้วชูมันขึ้นกลางอากาศให้ทุกคนได้เห็น
“ม้วนหนังสัตว์ด้านซ้ายมือเป็นของที่เว่ยชิง อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดทิ้งไว้ให้ ซึ่งบันทึกค่ายกลผืนผ้าประสานระหว่างทหารม้ากับทหารราบเอาไว้ และยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เว่ยชิงเอาชนะพวกชนเผ่าซยงหนูได้!”
“ม้วนหนังสัตว์ด้านขวามือเป็นของขุนพลอาชาฮั่วชวี่ปิ้ง บันทึกน้ำพักน้ำแรงของเขาเอาไว้! นั่นคือค่ายกลวงล้อ! ขุนพลอาชาฮั่วสามารถพิชิตภูเขาหลางจวีซี บุกตีชนเผ่าซยงหนูจนกุมหัววิ่งพล่าน ถึงแตกซ่านหลบหนี แต่ก็หนีจากค่ายกลนี้ไม่พ้น!”
แม้แต่จูล่งก็ต้องกลืนน้ำลาย เพื่อปกปิดร่างกายที่สั่นเทา
ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินเว่ยจี้พูดคร่าว ๆ เกี่ยวกับค่ายกลทั้งสองเท่านั้น แต่ไม่เข้าใจความหมายของมันเลย ถึงขั้นสงสัยด้วยซ้ำว่าเหตุใดนายท่านจึงปล่อยตระกูลเว่ยไปอย่างง่ายดาย
จูล่งที่เตรียมใจมาแล้วยังมีท่าทางเช่นนี้ คนที่เหลือไม่บอกก็รู้ปฏิกิริยา แม้แต่กาเซี่ยง กับซุนฮิวก็ยังเนื้อเต้น
โดยเฉพาะกาเซี่ยงที่ดวงตาลุกเป็นไฟ แสงแห่งความหวังทอประกายออกมา
ในใจของกุนซือปีศาจ เฝ้ารอคอยให้เกิดฮั่วชวี่ปิ้งออกมาอีกคน คนที่สามารถนำสันติภาพมาสู่ชายแดน ให้ผู้คนแถบชายแดนไม่ถูกคุกคามจากชนเผ่าอีกต่อไป
จวบจนเวลานี้ ราชวงศ์ฮั่นหามีคนมากกว่าร้อยล้าน ทว่ามีฮั่วชวี่ปิ้งแค่เพียงคนเดียว! นานวันเข้า กาเซี่ยงก็จำต้องก้มหัวต่อความเป็นจริงอย่างช้า ๆ
คราวนี้เล่าเจี้ยงนำค่ายกลสองม้วนออกมา เป็นการให้ความหวังแก่เขาทันที!
เล่าเจี้ยงเป็นผู้นำที่กล้าหาญอยู่แล้ว อีกทั้งขุนศึกของเขาล้วนเก่งกาจสามารถ หากสามารถฟื้นคืนชีพค่ายกลในตำนานของผู้บัญชาการเว่ยชิงกับขุนพลอาชาฮั่วชวี่ปิ้งขึ้นมาอีกครั้ง เช่นนั้นก็มีหวังคลี่คลายสงครามในชายแดนได้!
แต่กาเซี่ยงรู้… หากอยากจัดการพวกชนเผ่าจะต้องรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นเสียก่อน บัดนี้ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำให้สุดความสามารถ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นในเร็ววัน!
“นายท่าน ไม่ทราบว่าจะจัดแบ่งยุทธวิธีสองฉบับนี้อย่างไรขอรับ?”
[1] 君子不立危墙 นั่งชี้นิ้วสั่งเป็นสุภาษิตที่ขงจื๊อพูดถึงหลักการเป็นมุนษย์ ความหมายคือวิญญูชนควรอยู่ให้ห่างจากสถานที่อันตรายหรือสถานการณ์ไม่ปกติ