พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 121 เจ้าหน้าที่ผู้น้อยในเมืองเหอตง
บทที่ 121 เจ้าหน้าที่ผู้น้อยในเมืองเหอตง
เล่าเจี้ยงไล่ตามออกมาด้วยสีหน้าแฝงไปด้วยการขออภัย
“ปั๋วอวี๋ ข้าขอโทษด้วย จู่ ๆ ข้าก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ และเกรงว่ายังต้องรบกวนเจ้า”
“แม่ทัพหลังเชิญว่ามาได้เลย!”
เว่ยจี้ขุ่นเคืองอยู่ในใจเล็กน้อย อะไรอีก? เหตุใดจึงพูดไม่จบในคราวเดียว
น่าเสียดายที่สภาพการณ์ตอนนี้ทายาทตระกูลเว่ยทำได้เพียงต้องอดทนไว้ ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาเลยแม้แต่น้อย
เล่าเจี้ยงไม่ได้ตั้งใจปล่อยให้ค้างคา จู่ ๆ มันก็แวบขึ้นมาในหัว ถึงได้เรียกรั้งอีกฝ่ายไว้
เพราะเขาถือกองทัพอัศวินพยัคฆ์เสือดาวในอนาคตไว้ในมือ จึงนึกถึงขุนพลอีกคนหนึ่งของโจโฉขึ้นมา และยังอยู่ใกล้แค่เอื้อม!
ขุนพลผู้นี้มีชื่อเสียงไม่ค่อยชัดเจนมานานแล้ว และเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ผู้น้อยคนหนึ่งในเมืองเหอตง
ต่อมาเมื่อลิฉุย กุยกี*[1] อดีตขุนศึกของตั๋งโต๊ะผู้ทะยานสู่อำนาจในเมืองหลวงประสบกับอหิวาตกโรคในเมืองเตียงฮัน ชายผู้นี้ก็เสนอตัวคุ้มกันพระเจ้าเหี้ยนเต้กลับตะวันออก และหลังจากสวามิภักดิ์ต่อโจโฉแล้ว ทุกสนามรบเขาก็ไม่เคยพลาดเลย
บางหลักฐานระบุไว้ ไม่ว่าวีรกรรมประมือกับทหารเอกของอ้วนเสี้ยวงันเหลียง*[2] หรือบุนทิว*[3] ชายผู้นั้นก็ล้วนมีส่วนร่วม
แม้ยามโจโฉสยบแคว้นกิจิ๋ว กรีธาทัพออกรบกับชนเผ่าออหวนก็ยังมีเงาเขาอยู่ ทั้งยังเอาการเอางานอย่างมากในสนามรบ
ชายผู้นี้กรำศึกเคียงใต้ธงวุยก๊กมานับไม่ถ้วน แม้ตัวเองมีชื่อเสียงหลบเร้นในประวัติศาสตร์ แต่กล้าเข้าปะทะกับขุนศึกที่โด่งดังแห่งยุคสมัยหลายคนได้อย่างสูสี และแทบไม่เคยพ่ายแพ้เลยในชีวิตนี้!
ใช่แล้ว! เขาคือซิหลง นามรองกงหมิง ผู้ที่ได้รับการยกย่องจากโจโฉว่าเป็นเสมือนดั่งโจวย่าฟู!
แม้แต่เทพเจ้ากวนอูที่ปล่อยน้ำท่วมเจ็ดทัพก็ยังถูกเขาโจมตี เรื่องราวการทำศึกของซิหลงได้รับการสรุปจากโจโฉออกมาเป็นสำนวนหนึ่ง
นั่นคือโรมรุกบุกตะลุย!
เดิมโจโฉเป็นผู้นำที่เก่งฉกาจในการสงครามอยู่แล้ว แต่กลับอดอุทานไม่ได้ว่าตัวเองรับราชการทหารมาสามสิบปี ประกอบกับรู้จักขุนพลมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ ล้วนไม่มีผู้บัญชาการคนใดที่โรมรุกบุกตะลุยได้เหมือนซิหลง และเอาชนะศัตรูได้*[6]
โจโฉถึงขนาดกล่าวตรง ๆ ว่าความสามารถของซิหลงนั้นเหนือกว่าซุนวู มหาปราชญ์พิชัยสงครามเสียด้วยซ้ำ!
เล่าเจี้ยงรู้จักซิหลงเป็นอย่างดี และชื่นชมเขามาก
แล้วเหตุใดไม่ไล่ตามเขาตั้งแต่แรก?
เหตุผลนั้นง่ายมาก ซิหลงหาตัวได้ยาก! เล่าเจี้ยงรู้เพียงว่าอีกฝ่ายทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ผู้น้อยอยู่ที่เมืองเหอตงเท่านั้น
ซึ่งเมืองเหอตงใหญ่เกินไป ปกครองกว่ายี่สิบอำเภอ และมีประชากรเกือบหนึ่งล้านคน!
ในยุคนี้ เล่าเจี้ยงอยากตามหาซิหลงก็เหมือนกับการงมหาเข็มในกองหญ้ามหาสมุทร อีกทั้งยังต้องเผชิญกับจุดจบคว้าน้ำเหลวด้วย
อาจกล่าวได้ว่าเล่าเจี้ยงไม่คุ้นเคยกับดินแดนเมืองเหอตง แม้เขาจะพลิกหาทั้งเมืองเหอตง ก็มีโอกาสจะหาซิหลงไม่เจอ ใครจะบอกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าหน้าที่ผู้น้อยตั้งแต่ปีใด? ต่อให้เล่าเจี้ยงโชคดีตามหาซิหลงเจอ กระนั้นก็ยังต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธ
การลงทุนและผลตอบแทนนั้นเกินสัดส่วนอย่างมาก และการซื้อขายที่ขาดทุนเช่นนี้เล่าเจี้ยงไม่อยากทำ
แน่นอนว่า ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ซิหลงค่อนข้างเหมือนกับเตียวคับ*[6]
ทั้งสองยิ่งแก่ยิ่งเป็นปีศาจมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนอายุน้อยยังไม่ถือว่าเป็นขุนพลระดับแนวหน้าอะไร! เพียงแต่มีพัฒนาการก้าวหน้าน่าทึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะติดตามโจโฉออกไปเปิดหูเปิดตาโลกกว้าง และขยันศึกษาก็เป็นได้
สรุปคือสำหรับเล่าเจี้ยง ซิหลงเป็นเหมือนปีกไก่ ที่พอได้กินแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีรสชาติอะไร แต่พอหายกลับรู้สึกเสียดาย!
โชคดีที่มีตระกูลเว่ย! ตระกูลเว่ยหยั่งรากลึกอยู่ในเมืองเหอตงมาหลายร้อยปี รู้ทุกอย่างในเมืองนี้หลังกับหลังฝ่ามือตนเอง หากให้พวกเขาหาคนผู้หนึ่งให้ คงลดความยากลงไปได้มากโข
“ปั๋วอวี๋ เจ้าเคยได้ยินบัณฑิตคนหนึ่งในเหอตง อายุราว ๆ ยี่สิบปี แซ่ซิ ชื่อหลง นามรองกงหมิงหรือไม่?”
“ข้ารู้แค่ว่าเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ผู้น้อยอยู่ในเมืองเหอตง แต่กลับไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด! อยากรบกวนปั๋วอวี๋ตามหาเขาให้เจอ แล้วให้มาพบข้า!”
เว่ยจี้มองแม่ทัพหลังที่กำลังตื่นเต้นด้วยสายตาสับสน
ซิหลง… แค่ชายหนุ่มวัยสวมกว้านอายุยี่สิบปีคนหนึ่ง ทำให้เล่าเจี้ยงเป็นถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
แต่กระนั้นเว่ยจี้ก็แอบหายใจด้วยความโล่งอก อย่างไรเรื่องเช่นนี้นั้นง่ายดายมากสำหรับเขา
ตระกูลเว่ยเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง มีเครือญาติอยู่ทั่วเมืองเหอตง ตราบใดที่ซิหลงอยู่ในเมืองเหอตง ไม่ช้าก็เร็วคงหาเจอ!
“แม่ทัพหลังโปรดวางใจ เรื่องนี้ไม่ยาก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า”
“เช่นนั้น ขอบคุณปั๋วอวี๋ยิ่งนัก!”
เล่าเจี้ยงยินดีอย่างที่สุด แม้ตอนวัยหนุ่ม ซิหลงจะไม่ค่อยโดดเด่นเท่าใดนัก ทว่านั่นคือซิหลงเชียวนะ! ได้มาเปล่า ๆ จะไม่เอาหรือไง?
“เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวลา”
เว่ยจี้กุมมืออำลา ก่อนจากไปอย่างไม่ลังเล
เมื่อมองแผ่นหลังของทายาทตระกูลเว่ยที่ค่อย ๆ หายลับไปจากสายตา แม่ทัพหลังก็อดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้
คาดไม่ถึงเลยว่าเว่ยจี้จะสามารถนำผลประโยชน์ยิ่งใหญ่มาให้ขนาดนี้!?
ม้าศึก ยุทธวิธี แม้กระทั่งขุนพลก็ยังนำมาให้ได้!
เมื่อนึกถึงภายภาคหน้าที่มีซิหลงอยู่ใต้บังคับบัญชา เล่าเจี้ยงอดขบขันอยู่ในใจไม่ได้
สงสัยข้าคงต้องมีตำแหน่งทหารเสืออีกคนแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!
…
ภายใต้การคุ้มกันของจูล่ง เว่ยจี้ก็รับบิดากลับมาได้สมดังใจหวัง
แม้เว่ยเสียนจะหน้าตาบวมช้ำ แต่โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เพียงแค่บาดเจ็บภายนอกเท่านั้น
หลังถูกลูกชายคนโตหว่านล้อมครั้งแล้วครั้งเล่า เว่ยเสียนก็ตัดสินใจกลับไปที่เมืองเหอตงทั้งอาการบาดเจ็บ
เมืองลกเอี๋ยงแห่งนี้… เว่ยเสียนไม่อยากอยู่ต่ออีกสักลมหายใจเดียว!
ลูกชายถูกฆ่าตาย ซ้ำยังถูกโฮจิ๋นเหยียบย่ำ!
ตระกูลเว่ยไม่เพียงตกต่ำลงเท่านั้น แต่ยังเกือบถูกทำลายด้วยมือเขาเองด้วย!
เวลานี้เว่ยเสียนรู้สึกหงุดหงิดท้อแท้แล้ว เขาไม่คิดที่จะแก้แค้นคนอื่นอีก คิดเพียงอยากจะกลับบ้านโดยเร็ว
โชคดีที่การเดินทางราบรื่น จูล่งพาสองพ่อลูกเว่ยเสียนมาถึงเมืองเหอตงอย่างปลอดภัย
“คุณชายเว่ย ในเมื่อพวกท่านสองพ่อลูกถึงที่หมายแล้ว ข้าน้อยก็ขอกลับลกเอี๋ยง”
จูล่งรวบรวมกองกำลัง กล่าวคำอำลาเว่ยจี้ และเตรียมจะออกเดินทาง
บัดนี้เว่ยจี้กับเล่าเจี้ยง นับว่าเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตรแล้ว จูล่งจะไร้มารยาทเกินไปไม่ได้
“ผู้บัญชาการ ท่านเดินทางติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน ไม่พักอยู่ที่นี่ก่อนเสียสองสามวันเล่า พักเสียหน่อยแล้วค่อยกลับไปก็ยังไม่สาย”
เว่ยจี้เองก็ขอบคุณจูล่งที่มาส่งพวกเขาตลอดทางเช่นกัน จึงเชื้อเชิญด้วยท่าทางจริงใจ
จูล่งจะทิ้งงานเพราะเห็นแก่ตัวเองได้อย่างไร จึงปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่ายไป
“คุณชายเว่ยไม่ต้องเกรงใจ ขอเพียงท่านจดจำคำสั่งของนายท่านก็เพียงพอแล้ว”
“ข้าน้อยขอตัวลาก่อน”
เว่ยจี้พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ก่อนคารวะอำลา
“ผู้บัญชาการรักษาตัวด้วย!”
หลังจากจูล่งออกคำสั่ง เหล่าทหารม้าต่างพากันเคลื่อนพล ไม่นานก็หายลับไปจากสายตา
จูล่งนำกองกำลังทหารจากไป ทุกคนในตระกูลเว่ยต่างก็โล่งใจ ในที่สุดวันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ก็ได้สิ้นสุดลงเสียที
เว่ยเสียนเองรู้สึกเหมือนรอดชีวิตจากภัยพิบัติเช่นกัน หากครั้งนี้ไม่มีเว่ยจี้ลูกชายคนโต ตระกูลเว่ยคงหนีความตายไม่พ้น
“ปั๋วอวี๋ หนนี้ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ”
เว่ยจี้เห็นสภาพของบิดาก็สะท้อนใจ เวลาผ่านไปแค่เพียงไม่กี่วัน แต่เว่ยเสียนดูราวกับแก่ชราลงไปกว่าสิบปี
“ท่านพ่อ การตายของน้องรองล้วนเป็นเขาที่หาเรื่องใส่ตัว ท่านอย่าได้เสียใจไปเลย”
“ตอนนี้วิกฤตของตระกูลเว่ยเราได้ผ่านไปแล้ว ท่านต้องยืนหยัดขึ้นมาโดยเร็วที่สุด นำตระกูลเว่ยของเราก้าวต่อไป”
เว่ยเสียนส่ายหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า หลังจากผ่านมรสุมครั้งนี้ เขาก็พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
ลูกชายถูกตัดหัว ตระกูลก็เกือบถูกทำลายดับสิ้น สิ่งเหล่านี้มันมากเกินไป!
“ปั๋วอวี๋ พ่อยิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือน ไม่เพียงทำร้ายจ้งเต้า แต่ยังเกือบจะทำลายตระกูลเว่ยด้วย พ่อละอายใจต่อบรรพบุรุษจริง ๆ”
ในใจเว่ยเสียนเปี่ยมล้นด้วยความเกลียดชัง เขาเจ็บแค้นโฮจิ๋น แค้นเคืองเล่าเจี้ยง ชิงชังพระเจ้าเลนเต้ และเหนือสิ่งอื่นใดคือนึกเกลียดตนเองยิ่งนัก
ความเกลียดชังทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ไร้หวังในการแก้แค้น ตรงข้ามมันบดขยี้เขาจนถึงที่สุด!
คนที่เขาเกลียดนอกจากตัวเองแล้ว แต่ละคนก็ล้วนแข็งแกร่ง! แค่เพียงก้าวขาครั้งเดียว ก็สามารถเหยียบย่ำตระกูลเว่ยดุจดั่งมดแมลงได้
ครั้นเห็นบิดาน้ำตานองหน้า เว่ยจี้ทำได้เพียงอยู่เคียงข้างอย่างเงียบงัน
เขาไม่สามารถแก้แค้นคนเหล่านี้ได้ แค่ผุดความคิดขึ้นมาก็ไม่ได้!
“ท่านพ่อ เรื่องมันจบลงแล้ว อย่าได้เสียใจมากไปเลย เราหลบหนีจากความตายหนนี้ได้ ไม่เพียงต้องขอบคุณบารมีของบรรพบุรุษ แต่ยังต้องขอบคุณความเมตตาจากสวรรค์ด้วย!”
“ข้าขอแนะนำท่านพ่อ อย่าก่อการแก้แค้นอีกเด็ดขาด อย่าแม้แต่จะคิด!”
“แค่ความคิดเสี้ยวเดียว ก็เพียงพอจะทำให้ตระกูลเว่ยเราลงไปในหุบเหว และจมดิ่งสู่นรกอันไร้ขอบเขตได้แล้ว”
“ตระกูลเว่ยเราสืบไปภายหน้า ย่อมไม่อาจรับความทุกข์ทรมานมากกว่านี้ได้อีก…”
[1] ลิฉุย กุยกี สองสหายขุนพลของตั๋งโต๊ะที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตลอด เมื่อตั๋งโต๊ะถูกลูกเลี้ยงอย่าง ‘ลิโป้’ สังหาร กุยกีและลิฉุยก็ร่วมมือกับเตียวเจและหวนเตียว จัดตั้งกองทัพบุกยึดอำนาจในเมืองหลวงเตียงฮันจนขับไล่ลิโป้ออกไปได้ ต่อมาทั้งสองทูลขอตำแหน่งในเมืองหลวงจากฝ่าบาท จนกุยกีจึงได้เป็นแม่ทัพหลัง ส่วนลิฉุยได้เป็นสมุหนายก เมื่อทั้งสองขึ้นมามีอำนาจก็กระทำการหยาบช้าไม่ต่างจากสมัยตั๋งโต๊ะขึ้นเป็นใหญ่ ต่อมา ลิฉุยกับกุยกีผิดใจกัน และก่อความวุ่นวายขึ้นจนทำให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ ฮ่องเต้ในตอนนั้นต้องย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองลกเอี๋ยง แต่สุดท้ายทั้งสองได้กลับมาร่วมมือกันอีกครั้งหวังปลงพระชนม์ฮ่องเต้ แต่ก็ถูกโจโฉปราบปรามจนสิ้น
[2] งันเหลียง หนึ่งในสองขุนพลของอ้วนเสี้ยวทีมีฝีมือเลื่องชื่อคู่กับบุนทิว ใช้ง้าวเป็นอาวุธ ครั้งหนึ่งเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ได้แยกจากกันเพราะทัพแตกกระซ่านกระเซ็นกันไป เล่าปี่ไปอาศัยอ้วนเสี้ยว ส่วนกวนอูไปอยู่กับโจโฉ อ้วนเสี้ยวได้ให้งันเหลียงนำทัพออกไปรบกับกองทัพของโจโฉ ซึ่งงันเหลียงสามารถสังหารซงเหียนและงุยซก และได้ประมือกับซิหลงอยู่นานสองนานจนซิหลงต้องถอยกลับค่ายไป โจโฉไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปจึงให้กวนอูออกไปรบ จนงันเหลียงถูกกวนอูสังหาร
[3] บุนทิว หนึ่งในสองขุนพลของอ้วนเสี้ยวที่มีฝีมือเลื่องชื่อคู่กับงันเหลียง ได้รับฉายาว่าเจ้าแห่งทวน และถูกฆ่าตายในการศึกกับทัพของโจโฉ แม้ซิหลงจะไม่สามารถเอาชนะงันเหลียงและบุนทิวได้ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งกล้าหาญได้เป็นอย่างดี
[4] ซิหลง เป็นชาวเมืองโฮตั๋ง มณฑลซานสี มีนิสัยเข้มแข็งกล้าหาญและซื่อตรง ชำนาญการใช้ขวานใหญ่เป็นอาวุธ เปิดตัวครั้งแรกในการอารักขาพระเจ้าเหี้ยนเต้กลับเมืองลกเอี๋ยงหลังการแตกคอกันของลิฉุยและกุยกี เขาควบม้าทะนง ฟาดขวานใหญ่ ฉับเดียว! ซุยยง แม่ทัพของกุยกีที่ตามมาก็ขาดใจตายทันที จากนั้นยังมีวีรกรรมสังหารคนที่คิดชิงตัวพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่หลายคน จนกระทั่งถึงคราวโจโฉผู้ส่งทหารเอกอย่างเคาทูออกไปรบด้วย รบกันได้ห้าสิบเพลงไม่รู้แพ้ชนะ โจโฉจึงสนใจอยากได้ซิหลง และส่งหมันทอง กุนซือให้คนหนึ่งปลอมเป็นทหารเลวเข้าไปเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายจนได้ตัวมารับใช้ ซิหลงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในห้าทหารเสือแห่งวุยก๊ก และรับใช้วุยก๊กจนถึงยุคสมัยของโจยอย รุ่นหลานของโจโฉ
[5] วีรกรรมซิหลงอาสาออกรบรั้งกวนอู …ย้อนไปเมื่อครั้งหลังศึกผาแดง เล่าปี่ตั้งตัวเป็นใหญ่ในเสฉวนในขณะที่กวนอูได้เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว กวนอูบุกตีเมืองอ้วนเสียและวางอุบายทดน้ำท่วมไล่ข้าศึกเจ็ดกองทัพ โจโฉถึงขนาดเตรียมตัวย้ายเมืองหลวงหนี แต่ซิหลงก็อาสาออกรบขับไล่กวนอู ทั้งสองรุกรบเข้าฟาดฟันกันอย่างไม่รู้แพ้ชนะอยู่ห้าสิบเพลงทวน ก่อนแยกกันไปคุมเชิงตั้งหลักกันใหม่ สุดท้ายซิหลงก็สามารถรั้งของกวนอู จนได้ข่าวว่าลิบอง ขุนพลของซุนกวนแห่งง่อก๊ก ฉวยโอกาสลอบยึดเมืองเกงจิ๋วไปแล้ว ทำให้กวนอูต้องยกทัพถอยออกจากเมืองอ้วนเสียไป ในการรบกับกวนอูครั้งนี้ โจโฉชื่นชมในความกล้าหาญของซิหลงเป็นอย่างมาก กล่าวชมว่า “ข้าอยู่ในสนามรบมา 30 ปี มิเคยเห็นผู้ใดโรมรุกบุกตะลุยได้เยี่ยงซิหลงเลย” “ซิหลงมีจิตใจดุจดังโจวย่าฟู” และแต่งตั้งให้เขาเป็น ‘ทหารเอกสำหรับปราบข้าศึกทิศใต้’ …โจวย่าฟู คือบุตรของโจวป๋อ ยอดขุนพลในยุคจักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ เป็นนายพลผู้กองทหารไปประจำการที่เมืองซีหลิวเพื่อต่อกรกับการรุกรานของกองทัพชนเผ่าซยงหนู และมีผลงานเลื่องชื่อจากการปราบกบฏเจ็ดหัวเมือง นำพาสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองอันสูงสุดมาสู่แผ่นดินจีน
[6] เตียวคับ แม่ทัพฝ่ายหนุนที่โจโฉแต่งตั้งขึ้น ยอดขุนพลแห่งวุยก๊กที่เล่าปี่ครั่นคร้าม ทำสงครามมีความดีความชอบมากมาย ในยุคต้นสามก๊กเคยต่อสู้ตัวต่อตัวกับเตียวหุยได้อย่างสูสี และในยุคปลายสามก๊กยังมีชัยเหนือกองทัพของมาเจ๊ก แม่ทัพแห่งจ๊กก๊ก ตลอดจนแก้กลศึกของจูกัดเหลียง ขงเบ้งได้สำเร็จครั้งหนึ่งในยุทธการยึดเกเต๋ง ก่อนตายด้วยกลของจูกัดเหลียงโดนเกาทัณฑ์รุมยิงในช่องเขาเสียชีวิตกลางสนามรบในภายหลัง