พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 123 ยุทธวิธีขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์กับการแก่งแย่งอำนาจในที่ราบภาคกลาง
- Home
- พลิกตำนานสามก๊ก
- บทที่ 123 ยุทธวิธีขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์กับการแก่งแย่งอำนาจในที่ราบภาคกลาง
บทที่ 123 ยุทธวิธีขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์กับการแก่งแย่งอำนาจในที่ราบภาคกลาง
ฮองตงสงบสติอารมณ์ได้ก่อน จึงถามนายท่านด้วยความสงสัย
เล่าเจี้ยงนำสองสิ่งที่เหมือนกันออกมา ย่อมหาใช่นำมาอวดพวกเขาแน่
แม่ทัพหนุ่มมองไปที่ฮองตง และพยักหน้าเล็กน้อย ฮองตงมีประสบการณ์มากที่สุดในหมู่พวกเขา และยังเป็นคนแรกสุดที่ติดตามเล่าเจี้ยง
“ฮั่นเซิง ตอนนี้เรายังมีเงื่อนไขไม่พร้อมสมบูรณ์สำหรับค่ายกลทหารม้าของเว่ยชิง ค่ายกลนี้ต้องมีทหารม้า พลหน้าไม้ รถม้าศึก และทหารราบร่วมมือด้วย”
“ค่ายกลนี้สามารถยับยั้งการยิงเกาทัณฑ์บนหลังม้าของพวกชนเผ่าได้ แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีพลหน้าไม้ จึงเหลือแต่ใช้กองพลเกาทัณฑ์แทน”
“รูปแบบค่ายกลเล่มนี้ข้ามอบให้เจ้าก่อน เจ้าจะได้ศึกษาการประสานงานระหว่างกองทหารต่าง ๆ ทหารราบเจ้าไปหาที่เตียนอุย ส่วนทหารม้าเจ้าไปหาที่จูล่งก่อนชั่วคราว และจำไว้เก็บรักษาให้ดี ๆ อย่าให้ผู้ใดเห็นเด็ดขาด!”
ฮองตงตกใจ ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะให้งานสำคัญเช่นนี้แก่เขา จึงออกไปคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที
“นายท่านโปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน จะทำให้ดีที่สุด!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม และวางใจในตัวฮองตง อีกฝ่ายเป็นคนสงบนิ่ง ไม่ใจร้อนหรือวู่วาม
“ฮั่นเซิง ข้าได้คัดลอกเป็นสำเนาเองแล้ว อีกเดี๋ยวตอนจะไป ข้าค่อยมอบให้เจ้า”
“รับทราบ!”
“ฮั่นเซิง กลับไปนั่งเถิด”
เล่าเจี้ยงมองฮองตงกลับไปนั่งลงกับที่ตัวเอง ก่อนมองไปทางไทสูจู้ ซึ่งทำให้อีกฝ่ายตกใจเช่นกัน
“แม้ค่ายกลทหารม้าจะไม่สามารถฝึกได้ชั่วคราว แต่ค่ายกลวงล้อของฮั่วชวี่ปิ้งไม่มีปัญหาอะไร”
“จืออี้!”
ไทสูจู้ออกจากแถวมา แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“ขอรับ!”
“ลุกขึ้นก่อน”
เล่าเจี้ยงช่วยพยุงอีกฝ่ายยืนขึ้น
“จืออี้ ตอนนี้ความรับผิดชอบของเจ้าหนักหน่วงอีกแล้ว เจ้ายังจำสิ่งที่ข้าพูดในตอนที่ข้ามอบกองทหารม้าหัวหอกให้เจ้าได้หรือไม่?”
ไทสูจู้โพล่งออกมาโดยไม่คิดอะไรเลยแม้แต่น้อย
“นายท่านอยากให้กองทหารม้าหัวหอกกลายเป็นคมหอกที่เฉียบคมที่สุด!”
เล่าเจี้ยงพอใจอย่างมาก ก่อนพยักหน้าให้ไทสูจู้ไม่หยุด
“ใช่แล้ว! คมหอก แต่ไม่จำเป็นต้องคมเพียงตรงปลาย ขอบทั้งสองก็ต้องคมด้วย”
“ค่ายกลวงล้อนี้สามารถทำให้ขอบอันแหลมคมทั้งสองด้านปรากฏออกมาได้อย่างเต็มที่ได้”
“จืออี้ เจ้ารับหน้าที่หนักอีกแล้ว!”
เล่าเจี้ยงรู้สึกผิดเล็กน้อย ไทสูจู้ฝึกกองทหารม้าเกราะหนักก็เป็นเรื่องยากมากอยู่แล้ว ตอนนี้ยังให้เขาฝึกค่ายกลวงล้ออีก
แต่ช่วยไม่ได้ แม่ทัพหลังไม่มีใครใช้ได้จริง ๆ จูล่งเองก็มิอาจละทิ้งกองทหารม้ายิงเกาทัณฑ์ได้!
น่าเสียดาย หากมีขุนพลมาเพิ่มอีกคนคงจะดีไม่น้อย!
ทว่าไทสูจู้ไม่ได้กดดันเลย ในแววตากลับเปี่ยมความตื่นเต้น
“นายท่านโปรดวางใจ ข้าจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วง!”
“ดี! จืออี้ พวกเรารู้จักกันมาหลายปี ข้าไม่แคลงใจในตัวจืออี้เลย!”
“จืออี้เชิญนั่งลงเถิด”
ไทสูจู้รู้สึกตกใจ พลางอดอุทานในใจไม่ได้ นั่นสิ ตัวเองรู้จักกับนายท่านได้หลายปีแล้ว!
“จูล่ง”
เมื่อขุนศึกรูปงามได้ยินเสียงเรียกขอนายท่าน เขาก็รีบลุกขึ้นโค้งคำนับทันที
“ขอรับ!”
“จูล่ง เจ้าไม่โกรธใช่หรือไม่ที่มอบค่ายกลสองฉบับให้ผู้อื่นไปแล้ว”
เล่าเจี้ยงให้ความสำคัญกับชายผู้นี้เป็นอย่างมาก เขากลัวว่าจูล่งจะคิดว่าตัวเองลำเอียงไปทางฮองตงกับไทสูจู้
ทว่าขุนศึกรูปงามมีแววตาเป็นประกาย และเอ่ยปฏิเสธนายท่าน
“นายท่านทำการใดต้องมีเหตุผลแน่ จูล่งผู้นี้ไม่แคลงใจในตัวนายท่าน”
“อื้ม ความจงรักภักดีจูล่งนั้น ข้าประทับใจยิ่งนัก”
เมืองเหอตง จูล่งก็เป็นคนนำกองกำลังทหารไป อีกทั้งจูล่งก็เป็นผู้จับกุมกลับมาด้วยแรงกดดัน แต่ตอนแบ่งผลประโยชน์ กลับไม่มีส่วนของเขาเลย
หากเปลี่ยนเป็นตัวเล่าเจี้ยงเอง คงแอบขุ่นเคืองอยู่ในใจ
“จูล่ง ตอนนี้กองทหารม้ายิงเกาทัณฑ์ใต้บังคับบัญชาเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับกองทัพเรา ค่ายกลทหารม้าของเราก็ดี ค่ายกลวงล้อก็ช่าง สิ่งสำคัญคือรับมือกับชนเผ่าต่าง ๆ!”
“ข้าจะไม่พูดอะไรมาก อย่างน้อยในอีกยี่สิบปีข้างหน้า พวกเราไม่มีความสามารถออกรบกับชนเผ่าเซียนเปย ออหวนและชนเผ่าเร่ร่อนอื่น ๆ”
“ดังนั้นกองพลอาชาของเจ้าจะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับเราในการพิชิตชนเผ่าต่าง ๆ ในอนาคต!”
เล่าเจี้ยงพูดอย่างสละสลวยมาก อีกนิดหนึ่งก็จะบอกว่ากองพลอาชาของจูล่งคือกองกำลังหลักในการพิชิตใต้หล้าแล้ว
ทุกคนภายในห้องโถงล้วนเป็นขุนศึกและนักปราชญ์คู่ใจ ความจริงที่ว่า แม่ทัพหลังลอบคิดการใหญ่ แม้เล่าเจี้ยงจะเปิดเผยก็ไม่มีปัญหาอะไร
เพียงแต่ตอนนี้แผ่นดินยังไม่วุ่นวาย พระเจ้าเลนเต้ยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ เล่าเจี้ยงต้องยับยั้งชั่งใจตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่รู้ว่าจูล่งคนซื่อเข้าใจความหมายของผู้เป็นนายหรือไม่ แต่เขาเข้าใจว่าตอนนี้นายท่านต้องการเขามากที่สุด จึงเอ่ยคำสัตย์รับปากออกมาทันที
“นายท่านวางใจให้ข้าน้อยทำงานสำคัญเช่นนี้ หากจูล่งทำให้นายท่านผิดหวัง ก็ไม่คู่ควรเป็นลูกผู้ชายแล้ว!”
เล่าเจี้ยงยิ้มแผ่วเบา และอดส่ายหน้าไม่ได้ ภายในห้องยกเว้นกาเซี่ยงกับฮองตง ที่เหลือแทบเป็นวัยสวมกว้านทั้งหมด ค่อนข้างมีกลิ่นอายของความเป็นเด็กเล็กน้อย
“จูล่ง แม้จะไม่ได้มอบยุทธวิธีให้กับเจ้า แต่ในยุทธวิธีสองฉบับนั้นบันทึกวิธีฝึกทหารม้ามากมายเอาไว้ หากเจ้าสื่อสารกับฮั่นเซิงและจืออี้มาก ๆ หน่อย จะต้องเป็นประโยชน์ต่อเจ้าแน่!”
“ข้าน้อยรับคำสั่ง!”
เสียงของจูล่งกังวานและทรงพลัง ท่าทางเช่นนี้ทำให้คนรู้สึกวางใจมาก
“นายท่าน ของพวกนี้แลกกับการที่นายท่านปล่อยตระกูลเว่ยไปข้านั้นพอเข้าใจ ทว่านั้นก็ไม่เท่ากับแลกกับการปกป้องตระกูลเว่ยไม่ใช่หรือ”
“นายท่านเพิ่งคืนดีกับแม่ทัพใหญ่ไป หรือไม่เสียดายหันมาต่อต้านแม่ทัพใหญ่อีกครั้งเพื่อตระกูลเว่ย?”
ซุนฮิวเห็นจูล่งกลับไปนั่งลงแล้ว จึงถามข้อสงสัยของตัวเองกับนายท่าน
ในความเห็นเขา ยุทธวิธีทั้งสองฉบับนี้มีน้ำหนักเพียงพอจริง ๆ แต่อย่างมากก็แลกได้แค่ชีวิตของตระกูลเว่ยเท่านั้น มันยังมีค่าห่างเกินกว่าจะให้เล่าเจี้ยงกลายเป็นศัตรูกับโฮจิ๋นอีกครั้ง!
เล่าเจี้ยงหันไปทางกาเซี่ยงด้วยดวงหน้าเปื้อนยิ้ม ทำให้กุนซื่อปีศาจประหม่า ทำอะไรไม่ถูกอยู่พักหนึ่ง
“กงต๋า ข้าเดาว่าเว่ยปั๋วอวี๋คงคำนวณนายท่านไว้ไม่น้อยแล้ว ถึงใช้อุบายจนหมดเปลือก!”
กาเซี่ยงมองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยรอยยิ้มเฝื่อน ในใจยืนยันการคาดเดาของตัวเองไว้แล้ว
“นายท่าน เว่ยปั๋วอวี๋บอกนายท่านว่า ยุทธวิธีในมือเขาเป็นฉบับจริง?”
“และข่มขู่นายท่านว่าหากเขาตายด้วยน้ำมือนายท่าน ข่าวที่ว่านายท่านสังหารตระกูลเว่ยเพื่อยุทธวิธีจะแพร่ขจรไปทั่วราชวงศ์ฮั่นใช่หรือไม่?”
เล่าเจี้ยงตกใจ และอดยกนิ้วโป้งให้กาเซี่ยงไม่ได้
“เหวินเหอ เจ้ายอดเยี่ยมยิ่งนัก เว่ยปั๋วอวี๋ใช้อุบายเช่นนี้กับข้าจริง ๆ และมันเริ่มต้นตั้งแต่เขาขอให้จูล่งพามาพบข้าแล้ว!”
จูล่งตกตะลึง เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะสร้างปัญหาใหญ่เช่นนี้!
“นายท่าน ข้า…”
เล่าเจี้ยงยกมือขัดขุนศึกรูปงาม ด้วยไม่มีเจตนาจะตำหนิเขาเลยแม้แต่น้อย
“จูล่ง เจ้าไม่ต้องโทษตัวเอง แม้ข้าจะหลงกลเว่ยปั๋วอวี๋ แต่เรากับตระกูลเว่ยต่างก็มีสิ่งที่ตัวเองต้องการ”
แม้นายท่านจะพูดแบบนี้ ทว่าจูล่งก็ยังคงรู้สึกผิดมาก เห็นได้จากสายตาของเขาว่าครั้งนี้จะต้องเป็นบทเรียนที่น่าจดจำสำหรับเขาแน่!
“นั่นเป็นเหตุผลทที่ข้าบอกเมื่อครู่ว่า ข้าประเมินเว่ยปั๋วอวี๋ต่ำไป เขาเก่งจริง ๆ ข้าได้เดินตามบทที่เขาวางไว้ตั้งแต่แรกแล้ว!”
“กงต๋า เจ้าอาจจะยังไม่รู้! เว่ยจี้ลักลอบขนสินค้ามาตลอดเลย!”
ทุกคนต่างมีสีหน้าฉงน พลางมองเล่าเจี้ยงตาปริบ ๆ ครั้นซุนฮิวเห็นไม่มีใครพูด จึงถามออกมาก่อน
“นายท่าน บทคืออะไร? แล้วการลักลอบขนสินค้าคือสิ่งใด?”
“หืม?”
เมื่อครู่เล่าเจี้ยงเพิ่งสงสัยว่าเหตุใดทุกคนถึงมีสีหน้าแบบนั้น แต่ก็เข้าใจทันทีหลังจากที่ซุนฮิวพูดเช่นนี้ออกมา
“พวกเจ้าอยากถามเรื่องนี้เหมือนกันรึ?”
เมื่อเห็นเล่าเจี้ยงถาม ทุกคนรวมถึงกาเซี่ยงต่างก็พยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“อะแฮ่ม บทก็คือแผน ๆ หนึ่งของเว่ยปั๋วอวี๋ และขั้นตอนทั้งหมดของแผนนี้เรียกว่าบท!”
“ส่วนการลักลอบขนสินค้า คือเขาลักลอบนำสินค้าของราชวงศ์ฮั่นไปขายให้กับซยงหนูใต้แห่งพื้นที่แถบเหอเท่าในราคาที่สูง ไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากทางการหรือไม่ ตระกูลเว่ยของพวกเขาล้วนขายหมด จากนั้นก็รับซื้อของจากซยงหนูใต้ในราคาที่ถูก แล้วกดราคาสูงขายให้ชาวฮั่นเรา!”
“ ตระกูลเว่ยนี้เก่งจริง ๆ ตอนนี้รู้จักใช้พ่อค้าคนกลางแสวงหาผลกำไร! และเป็นพ่อค้าหน้าเลือด!”
ทุกคนต่างมีเครื่องหมายคำถามในหัวขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนมองเล่าเจี้ยงด้วยความสับสน
“นายท่าน อะไรคือพ่อค้าคนกลางรึ?”