พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 126 การใช้ปัญญากับความกล้าหาญแข่งกับซัวหลิงน้อย
บทที่ 126 การใช้ปัญญากับความกล้าหาญแข่งกับซัวหลิงน้อย
เมื่อไรก็ตามที่เล่าเจี้ยงไม่มีอะไรทำ เขาจะมาหมกตัวอยู่ในจวนเจ้ากรมพระราชวังของบิดาอย่างแน่นอน ทุกวันนี้เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ คือเรื่องใหญ่ของแม่ทัพหลังผู้นี้
เพียงแต่ตอนนี้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม และเดินไปเดินมาอยู่หน้าประตูห้องซัวเอี๋ยม
“เอี๋ยมเอ๋อร์ พอได้แล้วน่า เจ้าไม่ให้ข้าเข้าไปหลายวันแล้วนะ!”
“มีอย่างที่ไหน ข้ามีการรัดตัวทุกวันยังยอมทิ้งมาเพราะอยากอยู่กับเจ้านะ”
“ข้าเป็นถึงแม่ทัพหลังผู้สูงศักดิ์ กลับถูกภรรยาในอนาคตปฏิเสธไม่ให้เข้าไป จะไม่เป็นที่หัวเราะเยาะหรอกหรือ”
“เอี๋ยมเอ๋อร์ วันนี้เรามาทำข้อตกลงของสุภาพบุรุษกัน ขอแค่เจ้าเปิดประตู ข้าจะไม่แตะต้องเจ้าเด็ดขาด!”
“…”
ปากของเล่าเจี้ยงแทบจะหลุดออกมาแล้ว ซัวเอี๋ยมก็ยังไม่ยอมเปิดประตูให้ อีกทั้งเป็นเช่นนี้มาหลายวันแล้ว
ส่วนเพราะอะไรนั้น? ต้องโทษที่เขามือไม้อยู่ไม่สุข จึงไปยั่วโมโหนางเข้า
ไม่กี่วันต่อมา ไม่ว่าเล่าเจี้ยงจะพูดอะไร ประตูของซัวเอี๋ยมก็ปิดแน่นสนิท
ถามว่าเล่าเจี้ยงสำนึกหรือไม่? ก็ไม่! จะมาอีกกี่หนก็ทำเช่นนั้น
“เฮ้อ! พี่เขย ท่านมาอีกแล้ว พี่สาวข้ายังไม่เปิดประตูให้ท่านอีกรึ?”
เล่าเจี้ยงหันกลับไปมองก็เห็นเป็นซัวหลิง จึงพยายามจะเดินหนีไป
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ อย่าเพิ่งไปสิ! พี่สาวข้าไม่สนใจท่าน ท่านก็มาเล่นกับข้าฆ่าเวลาสักประเดี๋ยวจะเป็นไร”
ซัวหลิงยืนขวางอยู่ตรงหน้าเล่าเจี้ยงพร้อมกางแขนออก ไม่ยอมให้พี่เขยไปไหน
เล่าเจี้ยงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นนาง โยกไปซ้ายทีขวาที คิดอยากจะสลัดแม่มดน้อยนี้ให้หลุดโดยเร็ว
“เอาละ เข้าใจแล้ว ข้าจะฟ้องพี่สาวว่าท่านรังแกข้า อย่าเปิดประตูให้เข้าเด็ดขาด!”
“หยุด!” เล่าเจี้ยงเรียกรั้งซัวหลิงที่กำลังหันหลังกลับ พร้อมจ้องนางด้วยความขุ่นเคือง “เจ้าต้องการอะไร”
ซัวหลิงได้ยินเสียงอันจนใจของแม่ทัพหลัง ก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นทันใด
“พี่เขย ท่านเล่าให้ข้าทีว่าท่านดุเตียวก๊กจนกระอักเลือดได้อย่างไร?”
เล่าเจี้ยงเอื่อมระอา แทบจะเป็นบ้าเพราะนางแล้ว!
ซัวเจินจี นามรอง ซัวหลิง ซุกซนขนาดนั้นเลยหรือ? นางเลี้ยงดูสั่งสอนพระพันปีเอียวฮุยอวี๋*[1] กับบัณฑิตเอียวเก๋า*[2] ได้อย่างไร!
“หลิงเอ๋อร์ ตอนเด็กพี่สาวเจ้าไม่ได้ซุกซนเหมือนเจ้าขนาดนี้! หากนางไม่ใช้เวลาไปกับการเรียน ก็ฝึกฝนทักษะฉินทุกวัน เจ้าต้องตั้งใจเรียนรู้เหมือนนางด้วยสิ!”
“ในฐานะสตรี จะต้องสงบนิ่ง มีเกียรติ และใจกว้าง จะหมางเมินจารีตไม่เห็นกฎสวรรค์ได้อย่างไร! เจ้าอยากฟังข้าด่าเตียวก๊กไปทำไม หรือเจ้าอยากเรียนรู้วิธีด่าคน!”
เล่าเจี้ยงสั่งสอนอย่างจริงจัง แต่ซัวหลิงไม่ฟังเลยแม้แต่น้อย เดี๋ยวก็มองไปรอบห้องเดี๋ยวก็เกาหัว
เมื่อเห็นพี่เขยพูดจบแล้ว ก็ท่าทางน่าเอ็นดู และมองเล่าเจี้ยงอย่างไร้เดียงสา
“พี่เขย เมื่อครู่ท่านพูดว่าอย่างไรนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยชัด”
“โอ๊ย! ข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น เจ้าคิดเสียว่าข้าพูดไปเรื่อยแล้วกัน!”
เล่าเจี้ยงยอมรับความพ่ายแพ้ ถึงขนาดรีบยอมรับผิดทันที เขาสีซอให้ควายฟังมาตั้งนานเพื่ออะไร!
“ไม่ได้นะพี่เขย จะกล่าววาจาไปเรื่อยนานเพียงนี้ได้อย่างไรกัน”
เล่าเจี้ยงส่ายหัว คร้านจะสนใจนาง จึงเดินตรงไปที่หน้าประตูห้องซัวเอี๋ยม
“เอี๋ยมเอ๋อร์ ข้ากับบิดาตกลงกันแล้ว เราจะเข้าพิธีแต่งงานกันวันที่หกเดือนหน้า”
“ข้ามาแจ้งให้ทราบ เพื่อที่เจ้าจะได้เตรียมตัวเป็นเจ้าสาว”
เล่าเจี้ยงเผยรอยยิ้มลามกออกมา และรู้สึกอิ่มเอมยิ่ง
หึ ๆ ข้าจะปล่อยให้เจ้าเป็นถือเกียรติยศอีกสักสองสามวัน แล้วคอยดูว่าจะเป็นอย่างไร หากตอนนั้นเจ้ากล้าไม่เชื่อฟังข้า
ซัวเอี๋ยมที่อยู่ในห้องยังไม่ตอบโต้ใด ๆ ส่วนซัวหลิงก็วิ่งไปคว้าขากางเกงแม่ทัพหลังไว้
“พี่เขย ท่านเล่าให้ข้าฟังเร็ว! ข้าได้ยินจากพี่สาวว่าท่านอาศัยแค่ฝีปากก็สามารถทำให้โจรโพกผ้าเหลืองคุกเข่าร้องอ้อนวอนได้!”
เล่าเจี้ยงไม่เชื่ออย่างแน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้มาจากปากของซัวเอี๋ยม นี่มันการพูดโม้มิใช่หรอกหรือ?
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าปล่อยข้าก่อน แล้วข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง ตกลงไหม?”
ซัวหลิงตัวน้อยลังเล ก่อนมองไปที่อีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ
“พี่เขย ท่านไม่โกหกข้าหรอกใช่ไหม…”
เล่าเจี้ยงพยักหน้ารัว ๆ “พี่เขยจะโกหกเจ้าได้อย่างไร?”
ซัวหลิงยังคงมีสีหน้าไม่เชื่อ ปากยังคงพึมพำอะไรบางอย่างไม่หยุด
“ข้าจะเชื่อท่านเป็นครั้งสุดท้าย หากท่านหลอกข้าอีกนะน่าดู! ฮึ่ม!”
เมื่อเห็นซัวหลิงปล่อยตัวเอง เขาก็รีบลุกขึ้นยืนดี ๆ พลางเอากำปั้นปิดปาก และกระแอมในลำคอ
“นี่! หลิงเอ๋อร์รีบดูเร็ว วัวกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า!”
“อะไรนะ!”
ซัวหลิงรีบมองไปตามที่เล่าเจี้ยงชี้ แต่ไม่เห็นอะไรเลย แม้ใช้มือขยี้ตา แล้วมองไปรอบ ๆ กี่ครั้งก็ตาม
“พี่เขย วัวอยู่ไหน…” เมื่อนางหันกลับมาอีกครั้ง ก็ไม่เห็นเงาเล่าเจี้ยงแล้ว และไม่รู้ว่าเขาไปไหน! “ท่านหลอกข้าอีกแล้ว!”
เสียงเอี๊ยดดังขึ้น พร้อมประตูห้องซัวเอี๋ยมเปิดออก
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าหยุดรบกวนพี่เขยเจ้าได้แล้ว เขาจะมีเวลาที่ไหนมาเล่นกับเจ้า”
ซัวเอี๋ยมมองเด็กหญิงด้วยความไม่พอใจ น้องสาวนางรบกวนเล่าเจี้ยงตลอดทั้งวัน ช่างไม่เป็นสุภาพสตรีเสียเลย นางเองทนไม่ไหวอีกแล้ว
ซัวหลิงเดินไปหาพี่สาว ปากก็แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
“ฮั่นแน่… พี่หญิง ท่านยอมรับว่าเขาเป็นพี่เขยข้าแล้วหรือ เช่นนั้นท่านจะวางมาดไม่เปิดประตูให้เขาไปไย”
ซัวเอี๋ยมหน้าแดง รู้สึกเขินอายขึ้นมา
“พี่หญิง จะให้ข้าพาพี่เขยกลับมาไหม พวกท่านทั้งสองจะได้…” ซัวหลิงยังคงยิ้งซุกซน รู้ตัวอีกทีก็ถูกซัวเอี๋ยมบิดหู และลากเข้าไปในห้อง “โอ๊ย ๆ ๆ ข้าผิดไปแล้วพี่หญิง”
“ยัยหนูน้อย ดูกันว่าวันนี้ข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร”
“พี่เขย… พี่เขยเล่าเจี้ยง! ช่วยข้าด้วย!”
เล่าเจี้ยงย่อมไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของซัวหลิง แต่ต่อให้เขาจะได้ยินก็ไม่มีทางมาช่วย
…
“นายท่าน ท่านกลับมาได้เสียที”
เมื่อซุนฮิวเห็นเล่าเจี้ยงมาแล้ว ก็รีบเข้าไปทักทาย
“กงต๋า ข้าขอโทษด้วย ปล่อยให้เจ้ารอนานแล้ว”
“ไม่เป็นไร! นายท่าน พวกเรารีบไปกันเถิด!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ก่อนเดินออกไปพร้อมกับเตียนอุยและซุนฮิว
วันนี้ก็เป็นงานชุมนุมวรรณศิลป์ประจำปีนี่เอง ผู้คนมีความรู้ความสามารถจากทั่วเมืองลกเอี๋ยงจะมารวมตัวกันที่นี่
เดิมทีซุนฮิวไม่มีความสนใจพวกงานชุมนุมวรรณศิลป์อยู่แล้ว แต่ไม่สามารถต้านทานคำขอของนายท่านได้ ทำได้เพียงพามาที่นี่
เจตนาของเล่าเจี้ยงชัดเจนมาก คืออยากดูว่าจะมีบัณฑิตมากความสามารถหรือไม่ จะได้ชักชวนมาเป็นพวกเสียสองสามคน!
วันนี้เล่าเจี้ยงแต่งตัวหล่อเป็นพิเศษ สวมเสื้อคลุมสีครามไม่เหมือนคนธรรมเลยแม้แต่น้อย ดูสง่างามอย่างมาก
“กงต๋า งานชุมนุมวรรณศิลป์ประจำปีของลกเอี๋ยงจัดขึ้นมาหลายปีแล้ว เหตุใดไม่เคยได้ยินพวกความสามารถอะไรใหม่ ๆ บ้างเลย?”
เล่าเจี้ยงไม่เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับงานชุมนุมวรรณศิลป์นี้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะรอบตัวเขา หรือในความทรงจำทางประวัติศาสตร์
“นายท่าน ว่ากันว่าเป็นการแลกเปลี่ยนวรรณกรรม แต่จริง ๆ แล้วจุดประสงค์ได้เปลี่ยนไปนานแล้ว งานชุมนุมวรรณศิลป์ในปัจจุบันส่วนใหญ่จัดขึ้นเพื่อให้ลูกหลานของครอบครัวร่ำรวยมีชื่อเสียงกัน”
“ตอนนี้มันถูกควบคุมโดยตระกูลร่ำรวยอย่างตระกูลหยาง และตระกูลอ้วนแห่งยีหลำ คนธรรมดาคิดอยากจะสร้างชื่อให้ตัวเองที่นี่ ก็ยากลำบากนัก!”
เล่าเจี้ยงไม่ค่อยเข้าใจ หรือครอบครัวร่ำรวยสามารถควบคุมได้กระทั่งความสามารถทางวรรณกรรมของผู้อื่น?
“หรือคนที่มีความสามารถน่าทึ่งจะมิอาจสร้างชื่อเสียงจากที่นี่ได้?”
ซุนฮิวส่ายหน้า และเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา
“ผู้คนเกือบทั้งหมดที่มาที่นี่ล้วนแต่ต้องการประจบสอพลอผู้มีอิทธิพล ที่นั่นไม่มีวรรณกรรมแท้จริงอะไรหรอก!”
ตอนนี้เล่าเจี้ยงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดซุนฮิวถึงไม่อยากมา มันก็แค่งานประจบสอพลอลูกหลานคนร่ำคนรวย มิน่าเล่าถึงไม่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เลย
“กงต๋า!”
มีเสียงเรียกดังมาจากระยะไกล ดึงดูดความสนใจของเล่าเจี้ยงและคนอื่น ๆ
เห็นชายคนหนึ่งเดินเข้ามา สูงแปดฉื่อ หน้าตาขาวเกลี้ยงเกลา ดู… หล่อมาก!
เล่าเจี้ยงนิ่งอึ้ง ผู้ชายอะไรรูปงามขนาดนี้?
ใบหน้าไม่เพียงแต่ลุ่มลึกเท่านั้น แต่ยังดูคมคายมีมิติอีกด้วย
พลันเล่าเจี้ยงนึกถึงชาติก่อนขึ้นมา เขาปิดรูปวาดบุคคลผู้หนึ่งและมองดูลักษณะใบหน้าทีละส่วน เครื่องหน้าทั้งหมดดูดีมาก แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ในภาพวาดกลับพิลึก
ทว่าคนผู้นี้แตกต่างออกไป ตา หู จมูก ปากไม่เพียงแต่งดงามเท่านั้น เมื่อรวมเข้าด้วยกันยิ่งทำให้ใบหน้าดูไร้ที่ติขึ้นไปอีก
หากต้องการค้นหาข้อบกพร่อง ก็คือชายตรงหน้าดูผอมสักหน่อย ในมุมมองของนักท่องเวลา ขุนศึกจูล่งที่ทั้งรูปงามและกำยำน่าประทับใจยิ่ง ทว่าในยุคสมัยนี้ หุ่นสะโอดสะองของอีกฝ่ายตรงขนบกว่ามาก
เมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ก็มีกลิ่นหอมก็ฟุ้งลอยออกมา มันไม่ใช่กลิ่นหอมฉุนของน้ำหอม แต่เป็นกลิ่นหอมหรูหราที่ทำให้ผู้คนผ่อนคลายและมีความสุข
มันคือกลิ่นชะมด*[3] ช่างเป็นบุรุษที่มีเสน่ห์ไปทุกส่วนจริง ๆ
[1] เอียวฮุยอวี๋ ธิดาของซัวหลิง เป็นภรรยาคนที่สามของสุมาสู บุตรชายคนโตของ สุมาอี้ อัครมหาเสนาบดีแห่งวุยก๊ก และได้สถาปนาเป็นพระพันปีหลวง ในยุคราชวงศ์จิ้น
[2] เอียวเก๋า บุตรชายของซัวหลิง เป็นขุนพล ขุนนาง และนักวิชาการสมัยราชวงศ์จิ้น หนึ่งในผู้สนับสนุนแผนการพิชิตรัฐง่อก๊กและเกลี้ยกล่อมให้จักรพรรดิจิ้นอู่แห่งรัฐวุยก๊กดำเนินการตามแผนได้สำเร็จ แม้เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เห็นผลลัพธ์ของมันก็ตาม
[3] กลิ่นชะมด เดิมเป็นชื่อเรียกสารที่ได้มาจากต่อมซึ่งอยู่ระหว่างท้องและอวัยวะเพศของกวางชะมดตัวผู้สารนี้ใช้ในการทำน้ำหอมมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นสารจากสัตว์ที่มีราคาสูงที่สุดสารหนึ่งในโลก