พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 128 เย่อหยิ่งยังต้องดูอ้วนสุด
บทที่ 128 เย่อหยิ่งยังต้องดูอ้วนสุด
งามชุมนุมวรรณศิลป์นี้จัดขึ้นในเขตวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงในลกเอี๋ยง จัดอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำลก
ตอนนี้ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ไปที่ไหนล้วนเป็นบัณฑิตรุ่นเยาว์กริยาวาจาเหมาะสมอยู่กันทั่ว
ประธานในพิธีใหญ่ตรงกลางคือหลานรุ่นที่ยี่สิบของขงจื๊อ หนึ่งในกวีทั้งเจ็ดแห่งเจี้ยนอันในอนาคต ขงหยง นามรอง ขงบุ้นกื้อ*[1]
ขงหยงไม่ค่อยเก่งด้านงานศึก แต่คงแก่เรียน และมีชื่อเสียงพอ ๆ กับ เถาชิวหงแห่งที่ราบภาคกลาง*[2] กับ เปียนเหยียง ชาวตันหลิว*[3]
ขงหยงเป็นคนขยันตั้งแต่เกิด ตั้งใจอ่านหนังสือ ตอนเด็กมีความสามารถที่โดดเด่น และได้รับการยกย่องจากขุนนางท้องถิ่นชื่อดังหลี่อิง
แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นเองยังให้ความสำคัญกับขงหยงเพราะความซื่อสัตย์และชื่อเสียง และทำให้เขาเป็นบริวารของแม่ทัพใหญ่
“ทุกท่าน ด้วยความไว้วางใจของแม่ทัพใหญ่ ข้าจึงได้เป็นประธานพิธีใหญ่ในหนนี้ ขงหยงตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย”
ขงหยงมีปัญญาเฉลียวฉลาด และได้รับการยอมรับจากผู้คนมานานแล้ว พลันมีคนส่งเสียงคล้อยตามมาทันที
“ใต้เท้าขงโด่งดังด้วยคุณธรรมและความสามารถ”
“ใต้เท้าขงสมควรอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานยิ่งใหญ่เช่นนี้!”
“พวกเราเลื่อมใสยิ่งนัก!”
“ใช่แล้ว ใต้เท้าขงมีพรสวรรค์น่าทึ่ง พวกเราเลื่อมใสยิ่งนัก!”
“…”
ทุกคนเบื้องล่างต่างร้องคล้อยตาม เสียงสรรเสริญทั่วทุกที่ดังออกมาไม่ขาดสาย
“ขอบคุณ… ขอบคุณทุกท่านที่ยอมรับข้าน้อย”
ขงหยงพยักหน้าพร้อมยิ้มให้ทุกคน พลางยกฝ่ามือขึ้น สงบเสียงฝูงชนให้เงียบลงในทันที
“ทุกท่าน กบฏโพกผ้าเหลืองเมื่อปีที่แล้ว ทำให้งานชุมนุมใหญ่เช่นนี้ต้องหยุดชะงัก โชคดีแม่ทัพหลังเล่าเจี้ยงออกปราบปราม จนทำให้เตียวก๊กถูกสังหาร เตียวโป้กับเตียวเหลียงถูกจับ! ถึงทำให้ฮั่นเรา…”
“พวกเรามางานชุมนุมวรรณศิลป์! เจ้าเอ่ยถึงขุนนางบู๊ผู้นั้นทำไม?”
เสียงไม่เป็นมิตรดังขึ้น ขัดจังหวะพูดของขงหยงในทันใด
ทุกคนต่างขมวดคิ้วพลางมองไปที่ต้นเสียง อยากรู้ว่าใครกันช่างพูดจาใจจืดใจดำเช่นนี้
เป็นดังที่คาด คนพูดมีรูปร่างหน้าตาปากแหลมแก้มตอบเหมือนลิง ตาสามเหลี่ยมกลับด้าน มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่าย
อาจเป็นเพราะเห็นทุกคนมองมาที่เขา ชายคนนั้นจึงตื่นตระหนกเล็กน้อย และมองไปรอบ ๆ ไม่หยุด
ขงหยงเป็นคนอารมณ์ดีคนหนึ่ง และมีกิริยาที่คนเข้าถึงได้ง่าย แต่ยามนี้เขาลอบมีน้ำโหกับคนใจจืดใจดำเช่นนี้เล็กน้อย
“ท่านคือใคร แล้วมีผลงานอะไรบ้าง ถึงได้ริอ่านดูหมิ่นแม่ทัพหลัง?”
“ข้า… ข้า…”
เมื่อเห็นทุกคนรอบตัวมองมาด้วยความโกรธ อีกฝ่ายก็อดกลัวไม่ได้ จึงได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดไม่ออก
“จื่อเอี้ยง! เหตุใดถึงเป็นเจ้าไปได้!”
ชายรูปร่างกำยำ ดูหล่อเหลาสง่างามอีกคนประกาศนามรองผู้พูด
“เปิ่นชู… เจ้าก็มารึ?”
เขาฮิว นามรองจื่อเอี้ยง หรือคนใจมืดดำที่ว่ารู้สึกอับอายเล็กน้อย สายตาหลบเลี่ยงไปมาไม่หยุด
ขงหยงเมินเฉยต่อเขาฮิวไปทันที ตนเหมือนจะจำชายรูปหล่อคนนี้ได้ จึงเปิดปากถาม
“ท่านผู้นี้คืออ้วนเสี้ยว นามรองเปิ่นชู ผู้มีความสามารถแห่งตระกูลอ้วนใช่หรือไม่?”
ชายรูปหล่อพยักหน้าให้ขงหยง ก่อนกุมมือโค้งคำนับ
“เป็นอ้วนเสี้ยวเอง ท่านขงหยงสุภาพเกินไปแล้ว”
ทันใดนั้นเอง กลับมีเสียงไม่เป็นมิตรอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากระยะไกล
“เขาเป็นคนมีความสามารถของตระกูลอ้วนอะไรกัน! ก็แค่ลูกนอกสมรสที่เกิดจากเมียน้อยเท่านั้น!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา ทุกคนก็หันไปสนใจไปที่คนพูดเป็นตาเดียว
เห็นคนผู้นี้สวมเสื้อผ้าหรูหรา แม้จะมีรูปร่างเตี้ยเล็ก แต่ท่าทางไม่ธรรมดา
“อ้วนเสี้ยวเป็นลูกที่เกิดมาจากเมียน้อยเท่านั้น ช่างต่ำต้อยเสียจริง!”
ทุกคนต่างตกใจ คนผู้นี้กล้าดูถูกตระกูลอ้วนอย่างเปิดเผย ภูมิหลังเขาต้องไม่ธรรมดาแน่
“ฮึ่ม! กงลู่ เจ้าอย่าเกินไปหน่อยเลย! ถึงอย่างไร ข้าก็เป็นพี่ชายเจ้า!”
อ้วนเสี้ยวหันไปก่นด่าน้องชายอย่างอ้วนสุด นามรองกงลู่*[4] ด้วยตัวเอง
ดวงตาอ้วนเสี้ยววาวโรจน์ด้วยไฟโทสะ น้องชายเขากำเริบเสิบสานมานานไม่ใช่แค่วันสองวันที่แล้ว
พลันทุกคนก็เข้าใจในทันที มิน่าอีกฝ่ายถึงกล้าตะโกนอย่างอุกอาจกับคนตระกูลอ้วน ที่แท้ก็เป็นคนของตระกูลอ้วนเช่นกัน
มุมปากของอ้วนสุดยกขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มเยาะเย้ย พลางมองอ้วนเสี้ยวด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
“พี่ชาย? เจ้าคู่ควรหรือ! เจ้าไอ้ลูกนอกคอกต่ำต้อย! ริอ่านหลอกลวงภายใต้ร่มธงของตระกูลอ้วนเรา!”
อ้วนเสี้ยวโกรธมากเกรี้ยวจัด กำหมัดแน่นจนเล็บหยักเข้าไปในเนื้อ!
ทันใดนั้น เขาก็ผ่อนคลายลง และมองไปที่อ้วนสุดพร้อมหัวเราะ
“ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ กงลู่ เจ้าลืมไปแล้วหรือ! ข้าถูกท่านลุงรับไปเลี้ยงแล้ว ซึ่งพ่อคนปัจจุบันของข้า ก็คือท่านอ้วนเทีย!”
“ตอนนี้ข้าเป็นลูกชายคนโตของพ่อตัวเองแล้ว! แต่เจ้าเป็นแค่ลูกชายคนรอง!”
อ้วนสุดไม่อยากเห็นอ้วนเสี้ยวมีท่าทางดูภาคภูมิใจมากที่สุด จึงเริ่มชี้หน้าด่าพี่ชายต่างแม่
“เจ้า! ไอ้คนต่ำต้อย! กล้าดีอย่างไรดูถูกข้า! ใครก็ได้ สั่งสอนบทเรียนให้เขาหน่อยสิ!”
หลังจากอ้วนสุดออกคำสั่ง หลายคนก็พุ่งออกมาจากทางด้านหลังตรงเข้าไปไปหาอ้วนเสี้ยว
แต่อ้วนเสี้ยวไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นแล้วโบกมือเบา ๆ ก่อนมีหลายคนพุ่งออกมาจากด้านหลังเหมือนกัน
“หยุด!”
เมื่อทั้งสองฝ่ายกำลังจะปะทะกัน ก็มีเสียงตะโกนดังเข้ามา หยุดพลคุ้มกันทั้งสองฝ่ายไว้
อ้วนเสี้ยวกับอ้วนสุดมองไปทางต้นเสียงพร้อมกัน เห็นชายร่างเล็กผิวคล้ำคนหนึ่ง ซึ่งก็คือโจโฉนั่นเอง!
เขาเดินไปยังตรงกลางกลุ่มพลคุ้มกัน ก่อนยื่นแขนทั้งสองข้างออก ห้ามพวกเขาต่อสู้กัน
“กงลู่ เปิ่นชู วันนี้คืองามชุมนุมวรรณศิลป์ของลกเอี๋ยง เป็นงานใหญ่ที่แม้แต่แม่ทัพใหญ่ยังให้ความสนใจ! พวกเจ้ามีเรื่องกันที่นี่ จะไม่เป็นการทำให้ตระกูลอ้วนขายหน้าหรอกหรือ!”
อ้วนสุดไม่สนใจมากนัก ตอนนี้เขาจดจ่ออยู่กับจะสั่งสอนบทเรียนให้พี่ชายต่างมารดาเท่านั้น จึงตะโกนใส่โจโฉเสียงดัง
“เมิ่งเต๋อ เจ้าหลีกไป! หากวันนี้ไม่ได้สั่งสอนเขา โทสะนี้ยากจะหายไป!”
อ้วนเสี้ยวไม่อ่อนข้อให้ ก่อนชี้ไปทางน้องชายด้วยความโกรธ
“เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้าหรือ!”
ในตอนที่โจโฉตกอยู่ในวิกฤต เสียงปรบมือก็ดังขึ้น
ท่ามกลางช่วงเวลาตึงเครียด เสียงนั้นกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนทันที
เป็นเด็กชายคนหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาดีมาก น่าจะอายุราว ๆ สิบกว่าเท่านั้นเอง!?
เมื่อรวมพวกพี่น้องตระกูลอ้วนเข้าไปด้วย ทุกคนต่างตกตะลึง
นี่มันลูกเต้าเหล่าใครกัน? อยากตายหรือไง กล้าปรบมือในเวลานี้!
อ้วนสุดเดือดดาลอยู่ในใจ สีหน้าเปี่ยมไปด้วยโทสะ พลันมีเป้าหมายที่จะระบายออกไปโดยตรงทันที
“ไอ้เด็กเปรต เจ้ามีชีวิตอยู่จนเบื่อแล้วใช่ไหม! เชื่อหรือไม่ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
เด็กคนนี้เกินความคาดหมายของทุกคน เขาไม่เพียงแต่ไม่กลัวอ้วนสุดเท่านั้น แต่ยังแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้าด้วยเสียงเด็กเล็ก
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
ไม่เพียงอ้วนสุดเท่านั้น แต่อ้วนเสี้ยวยังขมวดคิ้ว และมองไปที่เด็กคนนี้ด้วยความโกรธ
เสียงหัวเราะของเขาดูเหยียดหยามมาก จนใคร ๆ ต่างก็ฟังออกว่าเขาหัวเราะเยาะพี่น้องตระกูลอ้วน
“เจ้าหัวเราะพอหรือยัง?”
อ้วนเสี้ยวไม่ได้แสดงความโกรธออกมาบนใบหน้า เหมือนอย่างอ้วนสุด แต่ดวงตาก็ทอแววดุดัน เสียงเย็นชาผิดปกติ ซึ่งทำให้ทุกคนรอบตัวเขาเหงื่อแตกพลั่กแทนเด็กคนนี้
“แกเป็นลูกเต้าเหล่าใคร! กล้าดีเยี่ยงไรมาพูดไร้สาระที่นี่! ยังไม่รีบถอยไปอีก!”
น้ำเสียงโจโฉดูกังวลมาก เขากลัวจริง ๆ ว่าพี่น้องตระกูลอ้วนจะระบายความโกรธไปกับเด็กคนนี้
เด็กชายไม่เกรงกลัวเพราะคำพูดตัวเองเลย แต่กลับกุมมือโค้งคำนับทุกคนด้วยความสงบอย่างผิดปกติ
“ข้าน้อยแซ่จิว ชื่อยี่*[5] บิดาข้าคือจิวอี้”
“เจ้าคือลูกชายของนายอำเภอของลกเอี๋ยง?”
โจโฉโล่งใจเล็กน้อย ในเมื่อเป็นลูกชายของจิวยี่ ความปลอดภัยคงไม่ใช่ปัญหา
“ใช่ พ่อของข้าคือนายอำเภอลกเอี๋ยง”
อ้วนสุดแสยะยิ้มมุมปาก เผยสีหน้าเย้ยหยันออกมา
“เจ้าหนู นายอำเภอลกเอี๋ยงแล้วอย่างไร? เป็นลูกนายอำเภอลกเอี๋ยงก็ทำให้เจ้าไม่เกรงกลัวขนาดนี้เชียวหรือ?”
“ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้! ในสายตาตระกูลอ้วน นายอำเภอลกเอี๋ยงน่ะรึ? หึ!”
“บิดาเจ้าก็แค่ตัวกระจ้อยร่อย!”
[1] ขงหยง ชาวเมืองซีฟู่ แคว้นโลก๊ก เป็นเชื้อสายของขงจื๊อลำดับที่ยี่สิบมีสติปัญญาเฉียบแหลม ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งราชการเป็นจงหลังเจี้ยง เจ้าเมืองปักไฮที่ประชาชนนิยมรักใคร่มาก และเป็นผู้จัดตั้งสถานศึกษาศิลปะวรรณกรรม และได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์คนหนึ่งในเจ็ดของรัชสมัยพระเจ้าเหี้ยนเต้ ภายหลังถูกโจโฉประหารชีวิตทั้งครอบครัว
[2] เถาชิวหง นักวิชาการและที่ปรึกษาผู้มีชื่อเสียงของวุยก๊กในปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เป็นปราชญ์ที่เด็ดขาดและคารมคมคาย ความสามารถทางวรรณกรรมมีความร่วมสมัย
[3] เปียนเหยียง อดีตเจ้าเมืองกิวกั๋ง ได้กล่าววิจารณ์โจโฉเสียหาย ทำให้โจโฉโกรธ จนถูกประหารทั้งครอบครัว เปียนเหยียงเป็นผู้มีความสามารถที่ปัญญาชนให้การนับถือ การที่โจโฉประหารชีวิตเขาทำให้ปัญญาชนในมณฑลกุนจิ่วรวมถึงตันก๋งเกิดความไม่พอใจและหวาดระแวง เป็นเหตุจูงใจให้คิดการทรยศโจโฉในเวลาต่อมา
[4] อ้วนสุด น้องต่างมารดาของอ้วนเสี้ยว แต่เกิดจากภรรยาเอก ต่อมาเข้ารับราชการ และได้ตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองลำหยง หลังความวุ่นวายในยุคตั๋งโต๊ะเรืองอำนาจ อ้วนสุดได้ครอบครองตราหยกแผ่นดินและตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ นามพระเจ้าต๋องซือเต้ ทันทีที่ประกาศตัว ทุกคมหอกคมดาบต่างมุ่งมาที่อ้วนสุดทั้งโจโฉ เล่าปี่ ลิโป้ ซุนเซ็ก แม้กระทั่งอ้วนเสี้ยวผู้พี่ก็ยังเมิน สุดท้ายจึงต้องพบจุดจบที่อนาถยิ่ง
[5] จิวยี่ เกิดในครอบครัวขุนนางเก่า มีชื่อรองว่า กงจิน เป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์ ด้วยมีความสามารถครบครันทั้งบุ๋นบู๊ จัดเป็นบุรุษรูปงามผู้มีชื่อเสียง ภายหลังเป็นแม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก เป็นทั้งขุนศึกและกุนซือที่ปราดเปรื่อง เพื่อนคู่คิดและคู่เขยของซุนเซ็ก ผู้ก่อตั้งง่อก๊ก (ภริยาเป็นพี่น้องกัน) นิสัยโอบอ้อม มีน้ำใจต่อเพื่อนฝูง มีผู้เคารพนับถือมากมาย แม้ในวรรณกรรมสามก๊ก จิวยี่จะถูกเขียนให้กลายเป็นคนใจแคบที่พ่ายแพ้จูกัดเหลียง ขงเบ้งอย่างน่าอนาถ แต่ในประวัติศาสตร์ เขาเป็นวีรบุรุษที่น่ายกย่องผู้หนึ่ง