พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 129 อัจฉริยะแห่งตระกูลจิว
บทที่ 129 อัจฉริยะแห่งตระกูลจิว
อ้วนสุดเป็นคนหยิ่งผยองมาก แต่ความเย่อหยิ่งของเขาไม่ได้เกินจริงไปเสียหมด
ตระกูลอ้วนของแห่งยีหลำเป็นขุนนางมาสี่ยุคสมัย มีลูกศิษย์และญาติมิตรกระจัดกระจายไปทั่วใต้หล้า นับเป็นตระกูลทรงอิทธิพลที่สุดในราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ตระกูลอ้วนมีอำนาจล้นฟ้าอย่างแท้จริง!
นอกเสียจากตระกูลเอี๊ยแห่งเมืองฮองหลง ก็ไม่มีตระกูลอื่นใดเทียบกับตระกูลอ้วนของพวกเขาได้แล้ว
เมื่อผู้ใดได้ล่วงเกินตระกูลอ้วน อาจกล่าวได้ว่าในแผ่นดินฮั่นไม่มีที่อยู่สำหรับพวกเขาอีกต่อไป
อำนาจของตระกูลอ้วนนั้นยิ่งใหญ่มาก!
แข็งแกร่งจนแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นและพวกสิบขันทีเตียวเหยียงยังมิกล้าล่วงเกินได้ง่าย ๆ
แม้แต่โฮจิ๋นยังเข้าไปตีสนิทใกล้ชิดและไว้วางใจอ้วนเสี้ยว เพราะอยากดึงตระกูลอ้วนเข้ามาเป็นพวก
ดังนั้นอย่างว่าแต่นายอำเภอในเมืองลกเอี๋ยงเลย ต่อให้เป็นผู้ตรวจการแคว้นหนึ่ง พวกเขาก็ไม่สนใจหรอก
ไม่ว่าจะเป็นอ้วนสุดหรืออ้วนเสี้ยวก็ดี ในฐานะคนของตระกูลอ้วน ล้วนมีความหยิ่งทระนงซึมลึกเข้าไปในกระดูก
หากพี่น้องต่อสู้กันเอง ในสายตาของชาวเมืองถือเป็นเรื่องส่วนตัวของตระกูลอ้วน แม้ทั้งสองคนจะต่อสู้กันจนเลือดตกยางออก กระนั้นก็เป็นเรื่องของคนในตระกูล คนนอกไม่เกี่ยว!
ทว่าหากมีคนแคลงใจ ดูหมิ่นหรือแม้แต่เยาะเย้ยตระกูลอ้วน ถือว่าไปสะกิดต่อมโมโหของพวกเขาแน่นอน
เห็นได้ชัดว่าเสียงหัวเราะอย่างไม่เกรงกลัวใครของจิวยี่ ทำให้สองพี่น้องระงับความชิงชังชั่วคราวและร่วมมือกัน
กล่าวถึงจิวยี่ อนาคตของเขาไม่ต้องพูดเยอะ เพียงจำกัดความได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!
หน้าตาดี โรแมนติก อ่อนโยน น่าเกรงขาม ฉลาดเหนือใคร สง่างามและใจกว้าง เป็นยอดชายอย่างแท้จริง สรุปคือหากให้สรรหาคำพรรณนาจิวยี่แบบยาว ๆ รู้สึกว่าพูดอย่างไรก็ไม่พอ
ในอนาคตเด็กชายใจกล้าผู้นี้จะเป็นชายร่างสูงโปร่งหล่อเหลา เชี่ยวชาญด้านดนตรี และจะมีชื่อเสียงที่ดีว่าเสียงบรรเลงไม่ว่าไพเราะแค่ไหน จนเพี้ยนเล็กน้อยไม่มีใครรู้ แต่จิวยี่รู้
อาจกล่าวได้ว่าผู้บุกเบิกสำคัญที่สุดของง่อก๊กนอกเหนือจากซุนเซ็กก็คือจิวยี่
หากไม่มีเขา บางทีอาจไม่มีง่อก๊ก
จิวยี่เก่งทั้งการทหารและศิลปะแขนงต่าง ๆ มีความสามารถและกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม เขาช่วยซุนเซ็กสยบเมืองกังตั๋ง แต่น่าเสียดายซุนเซ็กตายเร็ว จิวยี่จึงรับหน้าที่สำคัญในการประคับประคองประมุขน้อย เขาเสนอแยกการปกครองเมืองกังตั๋งแก่ซุนกวน เพื่อแยกเมืองกังตั๋งและสถาปนาเป็นเมืองเอกราชไม่ขึ้นกับเมืองหลวง
โจโฉนำกองทัพขนาดใหญ่เข้าโจมตีง่อก๊ก จิวยี่เป็นผู้วิเคราะห์อันตรายสี่ประการของกองทัพโจโฉ สนับสนุนการต่อต้านโจโฉ เขานำกองทัพง่อก๊กเข้าปราบกองทัพโจโฉและเอาชนะที่เซ็กเพ็ก ก่อให้เกิดเป็นศึกผาแดงอันที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์จีน!
ต่อมา จิวยี่ได้นำกองทัพเข้าปราบปรามโจหยิน ขุนพลคนสำคัญของโจโฉในยุทธการเมืองลำกุ๋นอีกครั้ง และยึดเมืองทหารที่สำคัญอย่างเมืองเจียงหลิงได้สำเร็จ!
หลังจากยึดเมืองเจียงหลิงได้แล้ว จิวยี่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองลำกุ๋น และเสนอเข้ายึดดินแดนจ๊กก๊กของเล่าปี่ ผนวกกับเตียวล่อ ขุนศึกแห่งฮันต๋ง รวมตัวกับม้าเฉียว ขุนศึกผู้มีชื่อเสียงในมณฑลเหลียงและใช้เมืองซงหยงเป็นฐานที่มั่นในการกลืนกินโจโฉ
น่าเสียดายที่จิวยี่ไม่ได้อยู่ดำเนินแผนการ ในระหว่างที่เตรียมการเข้ายึดดินแดนจ๊กก๊กอยู่นั้น จิวยี่เสียชีวิตด้วยอาการป่วยที่ปาขิว ซึ่งมีอายุได้เพียงสามสิบหกปี
จิวยี่ไม่ได้ขี้อิจฉาและใจแคบเหมือนอย่างใน ‘วรรณกรรมสามก๊ก’ ว่าไว้เลย
ชายผู้นี้ในประวัติศาสตร์เป็นคนใจกว้างและมีน้ำใจ พัดขนนก โพกแพรพรรณก็คือภาพที่แท้จริงของเขา
เหตุใดจิวยี่ถึงเก่งขนาดนี้? คงไม่พ้นตระกูลเขา ตระกูลจิวแห่งโลกั๋ง
เหตุใดจิวยี่ถึงกล้าเผชิญหน้ากับสองพี่น้องตระกูลอ้วน? คงไม่พ้นตระกูลเขาอีกเช่นกัน!
ตระกูลอ้วนแห่งยีหลำเป็นขุนนางมาถึงสี่ยุคสมัย ตระกูลจิวแห่งโลกั๋งเองก็ไม่น้อยหน้า มีบรรพบุรุษเป็นขุนนางด้วยเช่นกัน!
จิวอิ๋ง ปู่ของจิวยี่ เคยสนับสนุนการสถาปนาจักรพรรดิฮั่นหลิง จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสมุหราชเลขาธิการ เจ้ากรมโยธา สุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด!
ท่านอา หรือก็คือจิวต๋ง น้องชายพ่อของจิวยี่ ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นเสนาบดีกรมการคลัง
มีเพียงพ่อของเขาจิวอี้เท่านั้นที่แตกต่าง ได้เป็นแค่เพียงนายอำเภอลกเอี๋ยง
แม้จิวอี้จะเป็นเพียงนายอำเภอลกเอี๋ยง กระนั้นลกเอี๋ยงก็เป็นราชธานี ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นอย่างสิ้นเชิง!
พวกนี้คือต้นทุนของจิวยี่ ซึ่งทำให้เขามั่นใจในการเผชิญหน้ากับสองพี่น้องตระกูลอ้วนซึ่ง ๆ หน้าได้
อ้วนสุดดูถูกจิวยี่สุดขีด โดยที่เขาไม่คำนึงถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ทว่าอ้วนเสี้ยวนั้นแตกต่างออกไป เขาค่อย ๆ ตระหนักได้ถึงส่วนได้เสียของเรื่องนี้
วันนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงจิวยี่เย้ยหยันพวกเขา ต่อให้จิวยี่เหยียดหยามพวกเขาสองคนแบบเปิดเผย ตระกูลอ้วนก็ไม่มีทางทะเลาะกับตระกูลจิวเพียงเพราะเรื่องล้อเล่นของเด็ก ๆ!
“กงลู่! หยุดพูดได้แล้ว!”
อ้วนเสี้ยวปรามอ้วนสุดด้วยสีหน้าจริงจัง ตระกูลจิวนี้พวกเขาไม่ควรไปล่วงเกินง่าย ๆ
อ้วนสุดมองไปที่อ้วนเสี้ยวด้วยความประหลาดใจ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าอ้วนเสี้ยวจะยืนหยัดอยู่ข้างจิวยี่
“อ้วนเปิ่นชู เสียดายที่เจ้าแซ่อ้วน ไม่คิดเลยว่าเจ้า…”
“หุบปาก!”
อ้วนเสี้ยวตะคอกปรามให้หยุดพูดจาไร้สาระ จากนั้นจึงเดินไปหาน้องชาย และกระซิบข้างหูเสียงเบา
ดวงตาของอ้วนสุดค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากความโกรธ เป็นความประหลาดใจ จนสุดท้ายกลายเป็นความลำบากใจ
เหตุใดถึงลำบากใจ? เขาวางมาดอวดเบ่ง กล่าววาจาหยาบคายไปแล้ว จะให้กลืนคำพูดตัวเองหรือ
“แล้วอย่างไร! ตระกูลอ้วนเราต้องกลัวตระกูลจิวของพวกเขาหรือ!”
อ้วนสุดพูดประโยคนี้ด้วยเสียงเบาลงเรื่อย ๆ เห็นได้ชัดว่าเขาขาดความมั่นใจ
ครั้นจิวยี่เห็นสองพี่น้องอ้วนเสี้ยวกระซิบกระซาบกันอยู่ไกล ๆ ก็ไม่โกรธอะไรมากอีก จึงเปิดปากเอ่ยชักชวนทันที
“คุณชายตระกูลอ้วนทั้งสองท่าน หาใช่จิวยี่ไม่เคารพ เพียงแค่ทนไม่ได้ที่พวกท่านทั้งสองสร้างความเดือดร้อนขึ้นมา”
อ้วนสุดไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย ยังคงโต้แย้งต่อไป
“มันเป็นเรื่องครอบครัวระหว่างเราสองคน จะสร้างความเดือดร้อนอันใด!”
จิวยี่ส่ายหน้า แล้วใช้มือชี้ไปที่เท้า
“ท่านว่าที่นี่คือที่ไหน? มันคือเมืองลกเอี๋ยง! ที่ประทับขององค์ฮ่องเต้ พวกท่านทะเลาะกันในที่สาธารณะ เห็นฝ่าบาทอยู่ในสายตาหรือไม่?”
ปัญญาชนที่อยู่รอบ ๆ พากันมองจิวยี่ด้วยความชื่นชม ไม่คิดเลยว่าเด็กชายจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เป็นตั้งแต่อายุยังน้อย
การใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ยอดเยี่ยมมาก มากจนอ้วนสุดและอ้วนเสี้ยวพูดไม่ออก
“ขอบคุณน้องชายมาก เราทั้งคู่ได้เรียนรู้บทเรียนแล้ว”
อ้วนเสี้ยวกุมมือคำนับ จากนั้นจึงใช้เท้าเตะน้องชายต่างแม่ที่อยู่ข้าง ๆ
อ้วนสุดมีสีหน้าเอือมระอา ก่อนจะกุมมือคำนับให้จิวยี่ โดยไม่พูดอะไรอีก
จิวยี่สุภาพมาก เขาคารวะตอบสองพี่น้องตระกูลอ้วนเช่นกัน
เมื่อโจโฉเห็นพี่น้องตระกูลอ้วนปรองดองกันแล้ว จึงรีบวิ่งไปหาทั้งสอง และจับมือของพวกเขา
“กงลู่! เปิ่นชู! เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน จะทะเลาะกันไปไย!”
อ้วนเสี้ยวพยักหน้า และสั่งให้พลคุ้มกันตัวเองออกไป
อ้วนสุดดูไม่เต็มใจ ยังบ่นพึมพำออกมาว่า ‘ใครเป็นพี่น้องเขากัน’ ทว่ากระนั้นก็ยังสั่งให้พลคุ้มกันถอนกำลัง
การต่อสู้ที่ดุเดือด ได้รับการคลี่คลายจากเสียงหัวเราะของจิวยี่น้อย ตอนนี้ทุกคนต่างรู้แล้วว่านายอำเภอลกเอี๋ยงจิวอี้ มีลูกชายที่เก่งกาจอยู่คนหนึ่ง
“บุ้นกื้อ ดำเนินการต่อเลย อย่าให้ล่าช้าเพราะพวกเรา”
เมื่ออ้วนเสี้ยวเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว จึงรีบส่งสัญญาณให้ขงหยง ดำเนินงานชุมนุมวรรณกรรมต่อ
“อา? อ๋อ! ได้ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ดีแล้ว!”
พี่น้องตระกูลอ้วนไม่มีอะไร ขงหยงก็เบาใจ
ตัวเองเพิ่งเข้าร่วมจวนแม่ทัพใหญ่ได้ไม่นาน ก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญเช่นนี้ หากล้มเหลว คงอับอายไม่มีหน้ากลับไปรับใช้จริง ๆ
“พี่เขาฮิวเล่า? นี่จะกลับแล้วหรือ?”
ในตอนที่ขงหยงกำลังจะดำเนินงานต่อ ก็มีน้ำเสียงไม่แยแสอีกอันเสียงหนึ่งดังออกมา และดึงดูดความสนใจของทุกคนอีกครั้ง
เป็นพวกเล่าเจี้ยงสี่คนนั่นเอง!
“กงต๋า เหวินรั่ว! พวกเจ้ามาแล้ว!”
เมื่ออ้วนเสี้ยวเห็นซุนฮกกับซุนฮิว ก็รีบเข้าไปทักทายทันที
“เปิ่นชู!”
ซุนฮกกับซุนฮิวพากันกุมมือโค้งคำนับให้อ้วนเสี้ยว
หลังจากอ้วนเสี้ยวคารวะกลับ ก็มองไปที่เล่าเจี้ยง “ท่านผู้นี่คือแม่ทัพหลังเล่าเจี้ยงหรือ?”
แม่ทัพหนุ่มพยักหน้า “ใช่แล้ว เป็นข้าน้อยเอง”
เล่าเจี้ยงมองอ้วนเสี้ยวอย่างอิจฉาเล็กน้อย ชายผู้นี้ก็หล่อเหมือนกัน! แม้จะเทียบกับซุนฮกไม่ได้ แต่ก็เป็นผู้ชายที่หน้าตาดีทีเดียว
ไม่น่าแปลกที่มีคนติดตามเขามากมาย เห็นทีรูปลักษณ์ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็สำคัญ
“ที่แท้เป็นแม่ทัพหลังนี่เอง ข้าน้อยโจโฉ นามเมิ่งเต๋อ คารวะแม่ทัพหลัง”
เล่าเจี้ยงตกใจเล็กน้อย ก่อนมุ่งความสนใจไปที่ผู้มาคารวะ
ที่แท้โจโฉมีหน้าตาเป็นเช่นนี้นี่เอง…
เล่าเจี้ยงอดหัวเราะในใจไม่ได้ ว่าที่รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่มีรูปลักษณ์ห่างจากมาตรฐานความงามนัก มีผิวสีเข้ม รูปร่างเล็กเตี้ย เมื่อยืนอยู่ข้าง ๆ อ้วนเสี้ยวก็ยิ่งดูหมองกว่าเดิม
“เหตุใดเจ้าถึงได้ขี้เหร่ปานนี้!”