พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 133 ข่าวของกองทัพกบฏเลียงจิ๋ว
บทที่ 133 ข่าวของกองทัพกบฏเลียงจิ๋ว
อ้วนฮองยังคงอ้ำอึ้ง ไม่แสดงท่าทีใด ทำให้อ้วนเสี้ยวขุ่นเคืองอย่างมาก!
แม้ตนจะเป็นลูกที่เกิดจากเมียน้อย ทว่าก็ถูกอ้วนเทียรับเลี้ยงไปแล้ว และกลายเป็นลูกชายคนโตของอ้วนเทียแล้วด้วย!
อีกอย่าง อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของข้า ไยจึงเลือกที่รักมักที่ชังขนาดนี้!
“เปิ่นชู เรื่องนี้รอกงลู่กลับมา ข้าค่อยถามให้ชัดเจน หากเป็นความผิดของเขา ข้าจะลงโทษให้หนัก ว่าอย่างไร?”
ความลำเอียงของอ้วนฮองนั้นชัดเจนมาก ต่อให้คนโง่ก็สามารถฟังออกได้
อ้วนเสี้ยวไม่เข้าใจเลย อ้วนสุดไม่ใช่ลูกชายคนโต ทั้งยังก่อกรรมทำชั่วขนาดนั้น เหตุใดอ้วนฮองถึงลำเอียงไปทางเขาขนาดนี้
“ท่านอา! หากยังปล่อยให้กงลู่ทำตัวเช่นนี้อีก ต้องทำให้ตระกูลอ้วนเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นแน่แท้!”
ยิ่งอ้วนฮองลำเอียงไปทางอ้วนสุดมากเท่าไร อ้วนเสี้ยวก็ยิ่งขุ่นเคืองใจมากขึ้นเท่านั้น
เห็น ๆ อยู่ว่าตัวเองดีกว่าอ้วนสุดมาก แต่เพราะเป็นลูกเมียน้อยจึงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ช่างไม่ยุติธรรมเลย!
“เปิ่นชู ข้า…”
ก่อนที่อ้วนฮองจะพูดจบ ก็ได้ยินเสียงดัง ‘ปัง!’ อ้วนสุดผลักเปิดประตูออกมาอย่างแรง
“เจ้าเปิ่นชูตัวดี กล้าดีอย่างไรมาฟ้องพ่อข้า!”
“เจ้าคนสารเลวลูกเมียน้อย กล้าขึ้นมานั่งบนเรือนไม่เห็นหัวข้า แล้วยังจะเหิมเกริมอีก!”
อ้วนสุดไม่มีความเกรงกลัวเลยสักนิด เขาชี้หน้าด่าอ้วนเสี้ยวต่อหน้าบิดา
“กงลู่ หุบปาก! เจ้าพูดกับพี่ชายเจ้าแบบนี้ได้อย่างไร!”
แม้อ้วนฮองจะปรามอ้วนสุด กระนั้นก็แค่ถลึงตาใส่เท่านั้น
อ้วนเสี้ยวยอมแพ้อย่างสมบูรณ์ อ้วนสุดยังปฏิบัติต่อตัวเองเช่นนี้ต่อหน้าบิดาให้กำเนิด แต่ท่าทางของอ้วนฮองที่มีต่อตัวเอง แค่คิดก็รู้ได้
“ท่านอา ขอให้ท่านอากลับไปพิจารณาสิ่งที่ข้ากล่าวมาทั้งหมดดี ๆ เปิ่นชูขอตัวลาก่อน”
อ้วนเสี้ยวยืนขึ้นพลางกุมมือขอตัวลา เขาไม่สนใจอ้วนสุดที่ก่นด่าเขาอยู่ด้านข้างเลยแม้แต่น้อย ถึงขนาดไม่ชายตามองด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นอ้วนสุดไม่ยอมปล่อยอ้วนเสี้ยวไป ยังคงก่นด่าต่อไป จนอ้วนฮองก็เริ่มมีน้ำโหเช่นกัน
“เจ้าด่าพอแล้วหรือยัง?”
อ้วนสุดถูกบิดาดุ ก็หยุดด่าทันใด
“ท่านพ่อ ท่านไม่รู้ว่าไอ้ลูกเมียน้อยมันเป็นอย่างไร…”
“หุบปาก! เจ้าเด็กเวร เขาถูกลุงของเจ้าอ้วนเทียรับเลี้ยงไปแล้ว ตอนนี้เป็นลูกชายคนโตของลุงเจ้า! ข้าบอกกี่หนแล้ว! เหตุใดเจ้าถึงไม่ฟัง?”
อ้วนสุดไม่เกรงกลัวบิดาที่กำลังโมโหเลยสักนิด เขากระแทกก้นนั่งลงบนพื้นทันที
“ข้าไม่สนใจว่าเขาถูกใครรับเลี้ยง! ในสายตาข้า เขาเป็นคนต่ำต้อยที่เกิดจากเมียน้อย!”
อ้วนฮองส่ายหัวอย่างระอา และไม่ตำหนิอ้วนสุดอีก
“ท่านพ่อ ท่านอย่าไปฟังเรื่องไร้สาระของไอ้ลูกเมียน้อยนั่น หากวันนี้ไม่ใช่เพราะข้า เขาคงสร้างปัญหาใหญ่แล้ว!”
อ้วนสุดมิอาจปล่อยให้อ้วนเสี้ยวพูดเอาดีเข้าตัวเองคนเดียว จึงรีบฟ้องอ้วนฮองทันที
“หืม? เกิดอะไรขึ้น บอกข้ามาให้ละเอียดสิ”
อ้วนฮองไม่สามารถฟังคำพูดของอ้วนเสี้ยวเพียงฝ่ายเดียวได้ อย่างไรเสียปรบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก
“เป็นอย่างนี้…”
อ้วนสุดเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในงานชุมนุมวรรณกรรมแก่อ้วนฮอง ในคำพูดของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความเกลียดชังอ้วนเสี้ยว
“ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเช่นนี้…”
อ้วนฮองพยักหน้า แม้จะรู้ว่าอ้วนสุดต้องพูดเกินจริงแน่ กระนั้นใจความน่าจะถูกต้องโดยส่วนใหญ่
“จิวอี้ นายอำเภอลกเอี๋ยงนั้นไม่ใช่คนธรรมดา พวกเจ้าไม่ไปทะเลาะกับลูกชายเขาในครั้งนี้ถูกต้องแล้ว”
อ้วนสุดพยักหน้ารัว ๆ “ใช่ท่านพ่อ หากไม่ใช่เพราะข้าห้ามไอ้ลูกเมียน้อยนั่นไว้ เขาคงทุบตีจิวยี่จนตายแน่!”
อ้วนฮองไม่เชื่อคำพูดของลูกชายเลยสักนิด หากกล่าวว่าอ้วนเสี้ยวหยุดอ้วนสุดไว้ ยังจะน่าเชื่อถือยิ่งกว่า
“เอาละ เจ้าขวางไม่ให้อ้วนเสี้ยววู่วามจู่โจมเล่าเจี้ยง เป็นสิ่งที่ดีมากจริง ๆ”
“เล่าเจี้ยงนั่นปราบปรามกบฏโพกผ้าเหลือง ทั้งได้รับความสำคัญจากฝ่าบาท ในความคิดข้า ฝ่าบาทกลัวว่าโฮจิ๋นจะกำเริบเสิบสานเป็นใหญ่ จึงใช้เล่าเจี้ยงมาคานอำนาจโฮจิ๋น”
อ้วนสุดไม่สนว่าพระเจ้าเลนเต้จะทำอันใด เขารู้แค่ว่าตัวเองผูกมิตรกับเล่าเจี้ยงนั้นถูกแล้ว
“ท่านพ่อกับข้ามีความคิดเดียวกัน ดังนั้นข้าถึงเรียกเล่าเจี้ยงว่าพี่น้อง! แต่แม่ทัพหลังก็เป็นคนดีจริง ๆ ข้าค่อนข้างชื่นชมเขามาก”
ไม่ว่าเรื่องในวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น ผลลัพธ์สุดท้ายคืออ้วนสุดได้ผูกมิตรกับเล่าเจี้ยง และอ้วนฮองก็พอใจยิ่งนัก
“กงลู่ เจ้าทำได้ดีมาก เปิ่นชูบ้าบิ่นเกินไปจริง ๆ แม้ตระกูลอ้วนเราจะยิ่งใหญ่ กระนั้นก็มิอาจไปล่วงเกินผู้อื่นได้ตามใจ! ต้องรู้จักเป็นกลาง ถึงจะอยู่อย่างยาวนานได้”
เมื่อได้ยินคำชื่นชมของอ้วนฮอง อ้วนสุดยิ่งได้ใจจนลืมตัว
“ท่านพ่อ! ไอ้ลูกเมียน้อยนั่นจะมีจิตสำนึกที่ไหน! เขารู้จักแต่สร้างปัญหาให้กับตระกูลอ้วนทั้งวัน!”
อ้วนฮองไม่สนใจลูกชายปากมอมอีก เพียงแค่ทอดมองไปข้างหน้าและพยักหน้า ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอ่านอันใดอยู่
…
เจ็ดวันต่อมา ข่าวกลุ่มกบฏเลียงจิ๋วบุกโจมตีแดนซานฟู่ก็แพร่ขจรมาถึงลกเอี๋ยง
ณ โถงท้องพระโรง การประชุมยามเช้า
วันนี้พระเจ้าเลนเต้ได้เริ่มการประชุมขึ้นเอง ช่วยไม่ได้ เรื่องราวมันร้ายแรงแล้ว
“ทุกท่าน ทางกวนจงส่งข่าวล่าสุดมาเรื่องกบฏเปียนจาง หันซุยได้รวมเข้ากับพวกเป่ยกงปั่วอวี้ พร้อมกบฏนับหมื่นบุกเข้าโจมตีซานฟู่แล้ว และกำลังเตรียมบุกเข้าไปในสุสานหลวง!”
น้ำเสียงของพระเจ้าเลนเต้โกรธเกรี้ยวมาก แทบจะระเบิดโทสะออกมาอยู่แล้ว
พวกขุนนางทราบข่าวนี้ก็พากันแตกตื่นทันที
ก่อนหน้านี้บอกว่าก่อกบฏในเลียงจิ๋วมิใช่หรอกหรือ? ไม่นานก็จะบุกโจมตีเข้าเมืองเตียงอันแล้ว?
หากทัพกบฏยึดเมืองเตียงอันได้ เช่นนั้นลกเอี๋ยงตกอยู่ในอันตรายแล้ว! และดินแดนซีเป่ยคงยากจะทวงคืนกลับได้อีก!
เมื่อเห็นพวกขุนนางพากันกระซิบกระซาบ เจ้ากรมโยธาเตียวอุ๋นก็เดินออกมา
“ฝ่าบาท ดินแดนซานฟู่เป็นจุดสำคัญของซีเป่ย และมีความเกี่ยวข้องมาก! จะสูญเสียไปไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”
เลขาธิการเว่ยหลางเดินออกจากแถวเช่นกัน เขาโค้งคำนับให้พระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท ในกวนจงมีสุสานหลวงของราชวงศ์เรา หากสูญเสียไป ต้องเป็นที่เสียพระเกียรติเป็นแน่”
พระเจ้าเลนเต้โบกมือกลับอย่างไม่สบอารมณ์ โทสะในใจคุกรุ่น ช่างเลี้ยงพวกไร้ประโยชน์ออกมาจริง ๆ!
“ข้าก็ถามอยู่นี่ว่าพวกเจ้าจะทำอย่างไร!?”
“แม่ทัพใหญ่ ว่าอย่างไร!?”
โฮจิ๋นถูกเรียกจึงรีบออกมาจากแถว
“ฝ่าบาท ฮองฮูสงได้นำกองทัพนับหมื่นไปปราบกลุ่มกบฏแล้ว ทรงพระบัญชารับสั่งให้เขารีบกรีธาทัพบุก เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่สูญเสียแดนซานฟู่ไป!”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้า นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้
“ฝ่าบาท!”
เมื่อพระเจ้าเลนเต้กำลังจะตรัส เตียวเหยียงก็เอ่ยขึ้นมา
“ท่านอาวุโสเหยียงมีเรื่องอันใดหรือ?”
“ฝ่าบาท ในราชสำนักมีคนผู้หนึ่งที่เก่งออกรบอยู่ เหตุใดไม่ลองถามเขาดูเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
พระเจ้าเลนเต้มองไปที่หัวหน้าสิบขันทีด้วยความประหลาดใจ “ผู้ใดกันหรือ?”
เตียวเหยียงหัวเราะเบา ๆ ก่อนมองไปที่เล่าเจี้ยง
“แน่นอนว่าเป็นแม่ทัพหลัง เล่าเจี้ยง ผู้ปราบกบฏโพกผ้าเหลือง!”
พระเจ้าเลนเต้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับไม่อยากเอ่ยถึงเล่าเจี้ยง แต่ในเมื่อเตียวเหยียงเอ่ยมาแล้ว จึงเอ่ยปากถาม
“แม่ทัพเล่า เจ้าลองบอกความเห็นเจ้ามาสิ!”
เล่าเจี้ยงเองก็ไม่มีทางเลือก เดิมทีเขาอยากแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไร และรอตัวเองแต่งงานอย่างสงบ
แต่ตอนนี้พระเจ้าเลนเต้เรียกชื่อแล้ว เขาจึงมิอาจเสแสร้งต่อไปได้อีก
“ฝ่าบาท กระหม่อมได้ยินมาว่าผู้เก่งการรบนั้น ไม่คำนึงถึงผลหลังจากชนะ แต่จะคำนึงถึงสถานการณ์หลังพ่ายแพ้ก่อน!”
“กลุ่มกบฏซีเป่ยเหนือกว่ากลุ่มโพกผ้าเหลืองอยู่มาก แม้แม่ทัพฮองฮูจะเก่งในการจับศึก ก็ใช่ว่าจะเอาชนะกลุ่มกบฏได้”
เตียวเหยียงได้ยินเช่นนี้ก็ตาลุกวาว นั่นแหละที่เขาอยากพูด แต่ไม่รู้ว่าจะแสดงออกมาอย่างไร โชคดีที่เล่าเจี้ยงเอ่ยออกมาแทนเขา
“ใช่แล้วฝ่าบาท หากฝากความหวังไว้กับฮองฮูสงเสียหมด เผื่อเกิดว่าฮองฮูสงรบพ่าย เขาตายไปก็ไม่น่าเสียดาย ทว่าหากเดือดร้อนมาถึงเรื่องสงครามซีเป่ยของต้าฮั่นเรา จะไม่สายเกินไปที่จะเสียใจหรอกหรือ?”
พระเจ้าเลนเต้มีสีหน้ากลัดกลุ้ม เขาอดพยักหน้าไม่ได้ ความเห็นของเล่าเจี้ยงนั้นหาใช่จะเมินเฉยได้
อย่าว่าแต่พวกขุนนางเลย แม้แต่ปฏิกิริยาของเล่าเจี้ยงเมื่อเห็นพระเจ้าเลนเต้ก็รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย
อะไรเรียกว่าชายคนนั้นตายไปก็ไม่น่าเสียดาย? ฮองฮูสงเดินทางไกลไปซีเป่ยเพื่อต่อสู้กับกลุ่มกบฏ สุดท้ายก็เป็นแค่ศพไร้ค่า
“แม่ทัพเล่า เจ้ามีอุบายยอดเยี่ยมอันใดหรือไม่?”