พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 139 เขาฮิวร้องไห้
บทที่ 139 เขาฮิวร้องไห้
โฮจิ๋นส่งเสียงตอบรับออกมา และเข้าใจเจตนาการมาของอ้วนเสี้ยวแล้ว
“เปิ่นชู ส่งม้าเร็วไปแจ้งแก่ฮองฮูสง ให้เขามุ่งเน้นปราบข้าศึก ไม่ต้องพะวงเรื่องอื่น ตราบใดที่ข้าอยู่ สิบขันทีมิอาจก่อความไม่สงบได้แน่”
“ขอรับ”
อ้วนเสี้ยวกุมมือรับคำสั่ง เขาเองก็รู้สึกว่าฮองฮูสงกังวลเกินจำเป็น เรื่องสิบขันทีนี้โฮจิ๋นจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร
อย่างไรพวกกบฏก็มาถึงสุสานหลวงแล้ว หากสิบขันทียังสร้างปัญหาอยู่เบื้องหลังให้ข้าศึกเห็นจุดอ่อนได้ ถึงครานั้นฝ่าบาทก็ปกป้องพวกเขาไม่ได้
“จื่อเอี้ยง เจ้ามาหาแม่ทัพใหญ่ด้วยเรื่องอันใด? ยังไม่รีบรายงานอีก!”
อ้วนเสี้ยวจัดการเรื่องของตัวเองเสร็จแล้ว ก็มอบสิทธิ์ในการพูดให้อีกคน
เดิมทีเขาฮิวกังวลว่าโฮจิ๋นจะตำหนิตัวเองที่ขัดแย้งกับเล่าเจี้ยงอีกครั้ง ทว่าตอนนี้ไม่รู้เหตุใด ถึงทำให้โฮจิ๋นอารมณ์เสียขึ้นมาอีกแล้ว เขาจึงไม่กล้าพูด เอาแต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
“ข้า… เอ่อ… คือข้า…”
โฮจิ๋นไม่พอใจเขาฮิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้อีก จึงยิ่งโกรธมากขึ้น
“อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อะไร! เจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีอะไรก็พูดมา!”
การขึ้นเสียงตวาดของแม่ทัพใหญ่ กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเขาฮิว มันทำลายจิตวิญญาณของบัณฑิตผู้หยิ่งยโสโดยตรง
“ฮืออออ ฮือฮือ ฮือฮือ”
เขาฮิวร้องไห้ขึ้นมา …ร้องอย่างเจ็บปวด น้ำตาหลั่งไหลดั่งห่าฝน ดูน่าสังเวชมาก
เขาทั้งโศกเศร้า ทั้งน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่รู้จะระบายกับใคร!
เหตุใดศัตรูของตัวเองจึงมีอำนาจวาสนา สถานะเติบโตอย่างรวดเร็วขนาดนี้!
แล้วเหตุใดตัวเองมีพรสวรรค์น่าทึ่ง แต่กลับไร้สายตาที่เฉียบคม! ยังคงทนทุกข์กับการรองรับอารมณ์เจ้าคนขายเนื้อนี้อยู่ร่ำไป!
ช่างเถิด ในเมื่อลกเอี๋ยงไร้เจ้านายที่ปราดเปรื่อง ไยตนจึงไม่จากไปเสียเลย!
ขณะที่เขาฮิวกำลังจะบอกลาโฮจิ๋น เสียงหัวเราะต่อเนื่องก็ดังมาจากนอกจวน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม่ทัพใหญ่ นี่ใครกำลังร้องไห้อยู่ตรงนี้กัน หรือญาติใครเสียซะแล้ว”
เขาฮิวได้ยินเสียงนอกจวน พลันความชิงชังก็เอ่อล้นเต็มดวงตา เป็นเล่าเจี้ยง! เขาไม่มีทางได้ยินผิดแน่นอน!
สิ้นเสียง แม่ทัพหลังก็พาเตียนอุยกับจูล่งผลักประตูเปิดเข้ามา
โฮจิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย เล่าเจี้ยงผู้นี้ก็มีมารยาทซะเหลือเกิน เข้ามาตามใจได้อย่างไรกัน?
“เกิดอะไรขึ้น! แม่ทัพหลังมา ไยไม่มาแจ้งข้าให้เร็วกว่านี้!”
ข้ารับใช้ถูกโฮจิ๋นตำหนิอย่างขุ่นเคือง จนคุกเข่าลงพื้นอย่างตกใจ
“แม่ทัพใหญ่ แม่ทัพหลังจะเข้ามาให้ได้ ข้าน้อยห้ามไว้ไม่อยู่ขอรับ!”
เล่าเจี้ยงเผยรอยยิ้ม และกุมมือคำนับโฮจิ๋น
“แม่ทัพใหญ่ มันไม่ใช่ความผิดเขาหรอก เล่าเจี้ยงอยู่นอกจวนได้ยินเสียงร่ำไห้หนักเช่นนี้ จึงร้อนใจ จนถือวิสาสะเข้ามา! ขอแม่ทัพใหญ่อภัยให้ด้วย”
โฮจิ๋นโบกมือให้คนรับใช้ บ่งบอกให้รีบออกไป จากนั้นมองเล่าเจี้ยงด้วยรอยยิ้ม
“น้องเล่าพูดอะไรกัน ที่จวนพี่ก็เหมือนจวนน้องเล่า ไม่ต้องเกรงใจ!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้แม่ทัพใหญ่ ก่อนเห็นอีกสองคนอยู่ในห้องด้วย
“พี่อ้วนเสี้ยว! หืม… จื่อเอี้ยงก็อยู่ด้วยหรือ?”
“ไม่ทราบว่าใครในครอบครัวจื่อเอี้ยงตายรึ ไยจึงร้องไห้อย่างเจ็บปวดใจเช่นนี้”
น้ำเสียงของเล่าเจี้ยงนั้นดูไม่แยแสมาก ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยการยั่วยุ
“เจ้า!”
ในขณะที่เขาฮิวกำลังจะระเบิดโทสะ ก็รู้สึกว่ามือของตนถูกอ้วนเสี้ยวจับไว้ พร้อมทั้งส่ายหัวให้
คำพูดยั่วยุของเล่าเจี้ยง กลับไม่ทำให้โฮจิ๋นขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย ตรงข้ามกลับมองไปที่เขาฮิวด้วยความงุนงง
“จื่อเอี้ยง แม่ทัพหลังถามเจ้า ผู้ใดในบ้านเจ้าตายกัน?”
เขาฮิวมองทั้งสองด้วยสีหน้าเคียดแค้น ความโกรธกราดเกรี้ยวในใจใกล้จะปะทุออกมาแล้ว
“พวกเจ้า!”
“จื่อเอี้ยง!”
อ้วนเสี้ยวจับเขาฮิวไว้แน่น จนรู้สึกได้ชัดเจนว่าบัณฑิตจอมโอหังสั่นไปทั้งร่าง
“จื่อเอี้ยง ข้าได้ยินมาว่ามีโรคหนึ่ง เหมือนเจ้าที่ร่างกายสั่นเทาเพราะความโศกเศร้าหรือความโกรธ สุดท้ายก็จะเป็นบ้า จะพูดก็ไม่ได้ ขยับก็ไม่ได้ แม้แต่น้ำลายก็ไหลยืด เรียกว่าโรคอัมพฤกษ์อัมพาต”
ท่าทางภูมิใจของเล่าเจี้ยงยั่วโมโหยิ่ง แม้แต่อ้วนเสี้ยวยังทนมองไม่ได้
“แม่ทัพหลังรังแกคนอื่นเกินไปแล้ว จื่อเอี้ยงไปล่วงเกินท่านตอนไหน? ถึงทำให้ต้องแก้แค้นอย่างหนักเช่นนี้”
แม้แต่อ้วนเสี้ยวยังโกรธเล่าเจี้ยงจนไฟสุ่มอยู่ในอก และพูดแทนสหายอย่างทนไม่ไหว
เขาฮิวรู้จักอ้วนเสี้ยวมานานหลายปี และถูกอีกฝ่ายนับเป็นมิตรที่รู้ใจ!
เล่าเจี้ยงที่กำลังกลัดกลุ้ม ไม่รู้ว่าไปว่าจะหาเรื่องอ้วนเสี้ยวอย่างไร อีกฝ่ายก็ส่งตัวเองมาให้แล้ว
“อ้วนเปิ่นชู เจ้าคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งก่อนจบไปแล้วหรือ? หากไม่ใช่เพราะมหาราชครูอ้วนขอความเมตตาแทนเจ้า คิดว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปหรือ?”
โฮจิ๋นมองเล่าเจี้ยงด้วยความสับสน สงสัยว่าทั้งสองคนไปความแค้นกันตั้งแต่เมื่อใด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
อ้วนเสี้ยวก็หัวเราะลั่น รอยยิ้มดูเหยียดหยามยิ่งนัก แม้แต่ในตายังเผยการเยาะเย้ยออกมา
“เล่าเจี้ยง! เจ้ากล่าววาจาอวดเสียเหลือเกินนะ! อาข้าเป็นคนระดับไหน? คิดว่าจะขอความเมตตาจากเจ้าหรือ!”
“เจ้าไม่ส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเอง! คิดจริงหรือว่าตัวเองเป็นคนเด่นคนดัง!”
เล่าเจี้ยงเผยสีหน้าเย็นชาไร้การตอบกลับ เตียนอุยกับจูล่งที่อยู่ด้านหลังมีดวงตาวาวโรจน์แล้ว ดูท่าใกล้จะลงไม้ลงมือเต็มแก่!
“น้องเล่า เปิ่นชู พวกเจ้ากำลังจะทำอะไร หรือจะไม่ไว้หน้าแม่ทัพใหญ่อย่างข้า แล้วลงไม้ลงมือกันที่นี่แล้ว?”
โฮจิ๋นเห็นสถานการณ์ผิดปกติ จึงรีบพ่นวาจาห้ามปรามทั้งสอง
ใช่ว่าเขาไม่อยากให้เล่าเจี้ยงสู้กับอ้วนเสี้ยว เพียงแต่จะให้พวกเขาทะเลาะกันในจวนแม่ทัพใหญ่ไม่ได้
หากเกิดเรื่องขึ้นในจวนแม่ทัพใหญ่ เขาคงไม่พ้นมีความเกี่ยวข้องด้วย!
โฮจิ๋นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอ้วนเสี้ยวกับเล่าเจี้ยงจะมีความขัดแย้งกัน และยิ่งรุนแรงมากเท่าไรก็ยิ่งดี สู้กันสิ สู้กันเลย สู้จนตายกันไปข้างหนึ่ง!
ดังคำกล่าวเมื่อเสือสองตัวสู้กัน ต้องมีตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ถึงครานั้นโฮจิ๋นก็นั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้
อีกอย่าง มันจะทำให้เล่าเจี้ยงหรือตระกูลอ้วนเข้าใกล้โฮจิ๋นมากขึ้นแน่ และจะกลายเป็นผู้ดำรงอยู่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในราชวงศ์ฮั่น!
“อ้วนเปิ่นชู หากวันนี้หาใช่แม่ทัพใหญ่ขอความเมตตาให้ เจ้าคงไม่รอดพ้นความเจ็บปวดทุกข์ทรมานไปแน่!”
อ้วนเสี้ยวไม่ได้กล่าวโต้ตอบอีก เขาเกิดความแคลงใจเล็กน้อย
วันนี้เล่าเจี้ยงเป็นอะไร? ไม่ลังเลจะต่อต้านตัวเองต่อหน้าแม่ทัพใหญ่เลย!
โฮจิ๋นเองก็แปลกไปเช่นกัน อีกฝ่ายอยากจะใช้ตนดึงตระกูลอ้วนมาเป็นพวกทุกวัน ไยวันนี้มีโอกาสดีแล้วกลับไม่ออกหน้าช่วยใครเลย!
แปลกเกินไปแล้ว! หรือเล่าเจี้ยงกับโฮจิ๋นมีข้อตกลงลับอะไรกัน?
“น้องเล่า วันนี้มาหาพี่มีเรื่องอันใดหรือไม่”
เมื่อโฮจิ๋นเห็นทั้งสองฝ่ายสงบลงแล้ว ก็รีบเปลี่ยนหัวข้อ ไม่เช่นนั้นเขาที่เป็นคนกลางจะยากลำบากแทน
เล่าเจี้ยงเองรู้สึกว่าสร้างเรื่องพอแล้ว จึงเข้าเรื่องสำคัญ
“แม่ทัพหลัง เล่าเจี้ยงมาวันนี้ เพราะมีเรื่องสำคัญจริง ๆ!”
“หืม? น้องเล่ากล่าวมาได้เลย!”
รอยโค้งบนเรียวปากเล่าเจี้ยง ทำให้โฮจิ๋นรู้สึกขนลุกไม่น้อย
รอยยิ้มนี้แปลกมาก ชวนให้รู้สึกเหมือนมีแผนการร้ายอยู่เสมอ!
“แม่ทัพใหญ่ยังจำเว่ยเสียนได้หรือไม่?”
เว่ยเสียน ประมุขตระกูลเว่ย! แน่นอนว่าโฮจิ๋นจำได้ ถึงขนาดคิดถึงทุกวัน
“จำได้สิ เพราะเขา ข้าจึงถูกฝ่าบาทลงโทษด้วยเงินสองพันเหรียญตำลึง! ข้าหาคนไปเร่งเขาทุกวัน แต่เขาไม่ให้ ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการตระกูลเว่ยอย่างไร”
“แม่ทัพใหญ่ เล่าเจี้ยงก็มาที่นี่เพราะเรื่องนี้!”
รอยยิ้มของแม่ทัพหลังยิ่งชัดขึ้น ทำให้โฮจิ๋นรู้สึกเสียวสันหลัง
“หืม หรือตระกูลเว่ยมาหาน้องเล่า?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ยอมรับไปตรง ๆ
“ใช่ขอรับ”