พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 145 เล่าเจี้ยงตกใจแทบแย่
บทที่ 145 เล่าเจี้ยงตกใจแทบแย่
เล่าเจี้ยงได้ยินเสียงตำหนิ ก็ทำเอาเลิ่กลั่กไปหมด
รู้ความผิดหรือไม่? รู้ความผิดอะไร! ข้าแตกหักกับตระกูลอ้วนและโฮจิ๋นแล้วไม่ใช่หรือ?
เหตุใดยังมีความผิดอีก
หรือทำแบบนี้ก็ยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าเลนเต้?
เขาสับสนวุ่นวายมาก ทั้งหมดนี้ต่างไปจากสิ่งที่คิดไว้สิ้นเชิง
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ทราบ! ขอฝ่าบาท…”
“ยังบังอาจเถียงข้าง ๆ คู ๆ!”
พระเจ้าเลนเต้ตบเก้าอี้อย่างแรง และถลันกายขึ้นด้วยความโกรธ
“เจ้าใกล้จะตายอยู่รอมร่อยังจะกล้าปากแข็งอีก!”
เล่าเจี้ยงสั่นสะท้านไปทั้งตัว หยดเหงื่อซึมเปียกทั่วร่างไปชั่วพริบตา
ใกล้จะตายอยู่รอมร่อ?
“ทำไมกัน?”
ข้าดำเนินไปในทิศทางที่เจ้าต้องการแล้วมิใช่รึ
หรือว่า…?
หรือฝ่าบาทไม่อยากให้เกิดการแก่งแย่งกันในราชสำนักขึ้นมา
หรือฝ่าบาทจะฆ่าข้าเพื่อรักษาความสมดุลของพระญาติกับตระกูลทรงอิทธิพล?
หรือกาเซี่ยง ซุนฮิวจะเข้าใจสถานการณ์ผิด?
จบแล้ว ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว!
แม้แต้โอกาสต่อต้านก็ไม่มี!
น่าขันที่ข้าตายก่อนจะรบชนะ และไม่คิดเลยว่าจะตายด้วยน้ำมือฝ่าบาท!
ช่างเถิด เขาอยากฆ่าข้า ข้าจะขัดขืนได้อย่างไร!
“ฝ่าบาท หากพระองค์อยากให้กระหม่อมตาย กระหม่อมก็จำต้องตาย! ทว่ากระหม่อมไม่รู้ว่าทำอะไรผิดจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
ถึงอย่างไรก็ไม่รอดแล้ว เล่าเจี้ยงจึงปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเสียเลย เขายืดตัวตรง และมองพระเจ้าเลนเต้อย่างโอหัง
พระเจ้าเลนเต้เห็นเล่าเจี้ยงเป็นเช่นนี้ ยิ่งกระทืบเท้าด้วยความโกรธ มือที่ชี้อีกฝ่ายสั่นเทา
“เราให้อำนาจและตำแหน่งแก่เจ้า ให้เจ้าได้เป็นกำลังของบ้านเมือง ปกป้องรักษาราชวงศ์ฮั่น! แล้วเจ้าเล่า เจ้าทำอะไร!”
“เจ้าบังอาจมีปากเสียงในจวนแม่ทัพใหญ่ และต่อต้านตระกูลอ้วนอย่างเปิดเผย! เจ้าคิดจะทำอันใด? หา!”
“เพราะเราเชื่อใจเจ้า เจ้าถึงกล้าโอหังกับขุนนางใหญ่ในราชสำนักหรือ? เจ้ากล้ากระทำชั่วอย่างกำเริบเสิบสานหรือ?”
“ใครให้ความกล้าเจ้ากัน!”
เล่าเจี้ยงถูกพระเจ้าเลนเต้ตำหนิไม่หยุด ทว่ากลับไม่รู้สึกประหม่าเลยแม้แต่น้อย
“ฝ่าบาท! ทุกอย่างที่กระหม่อมครอบครองล้วนมาจากฝ่าบาท กระหม่อมจงรักภักดีกับฝ่าบาทแน่นอน!”
“โฮจิ๋นกับอ้วนเสี้ยวพวกนั้นก่อกรรมทำชั่ว พวกเขาสิที่ไม่เห็นราชสำนักอยู่ในสายตา ไม่เห็นแก่พระพักตร์ฝ่าบาทเลยแม้แต่น้อย!”
“กระหม่อมจะยอมก้มหัวให้พวกเขาได้อย่างไร แม้นกระหม่อมตาย ก็อยากทำให้พวกเขาได้รู้ว่าใครเป็นใหญ่ที่สุดในเมืองลกเอี๋ยง และแผ่นดินฮั่นนี้เป็นของใคร!”
“เจ้า… เฮ้อ!”
พระเจ้าเลนเต้ชี้เล่าเจี้ยงด้วยความโกรธอีกครั้ง… โกรธจนต้องหันหลังให้ มุมปากเผยรอยยิ้มออกมา
เล่าเจี้ยงในตอนนี้วางเดิมพันแล้ว แพ้อย่างมากก็แค่ตาย หัวหลุดจากบ่าก็ไม่หวั่น!
“ฝ่าบาท กระหม่อมตายไปไม่น่าเสียดายชีวิต เพียงแต่น่าชังที่ตระกูลอ้วนอำนาจล้นฟ้า ไม่เห็นฝ่าบาทอยู่ในสายตา!”
พระเจ้าเลนเต้ไม่ดุด่าเล่าเจี้ยงอีก เพียงแค่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“เฮ้อ เราไหนเลยจะไม่รู้ เจ้าลุกขึ้นมาก่อนเถิด”
เล่าเจี้ยงเห็นเรื่องราวเปลี่ยนไป ก็รีบลุกขึ้นระบายต่อ
“ฝ่าบาท ตระกูลอ้วนถูกเรียกขานว่าเป็นขุนนางมาถึงสี่ยุคสมัย มีติดตามและลูกน้องใต้บัญชากระจัดกระจายอยู่ทั่วใต้หล้า เดิมทีตระกูลเอียวแห่งฮองหลงก็เป็นขุนนางมาสี่ยุคสมัยเช่นกัน พอที่จะต่อต้านตระกูลอ้วนได้ แต่ไม่คิดเลยว่าทั้งสองตระกูลจะดองกัน และกลายเป็นพันธมิตรทางทหาร”
“หากปล่อยให้ตระกูลอ้วนเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อถึงเวลา เกรงจะไม่รู้ว่าใต้หล้านี้เป็นของคนแซ่อะไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
พระเจ้าเลนเต้หันกลับมา โทสะได้เลือนหายไปนานแล้ว และเปลี่ยนมาเป็นท่าทางหดหู่แทน
“เราไหนเลยจะไม่รู้! น่าเสียดายที่ใต้หล้านี้แยกออกจากตระกูลทรงอิทธิพลไม่ได้ หากวันนี้ตระกูลอ้วนลุกผงาดขึ้นมา เราจัดการตระกูลอ้วน พรุ่งนี้ตระกูลอองขึ้นมาคุมอำนาจ เราจัดการตระกูลอองไปอีกครั้ง แล้วจากนี้ไป ใครจะมาเป็นกำลังให้เรา?”
“สถานการณ์เช่นนี้มันมีมานานแล้ว! บรรพบุรุษเลือกที่จะสนับสนุนพระญาติเพื่อต่อต้านตระกูลทรงอิทธิพล ผลเป็นอย่างไรล่ะ? มีโจรชั่วช้าอย่างอองมัง*[1] ขึ้ันมา”
“ผู้คนต่างบอกว่าเราคือทรราช พวกเขาจะเข้าใจอะไร! เราจะไม่รู้ถึงอันตรายของขันทีเลยหรือ เราไม่มีทางเลือก! เราถึงได้เลือกให้ขันทีปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญ!”
“ฝ่าบาท!”
เล่าเจี้ยงเดินไปอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าเลนเต้ ท่าทางดูตัดเยื่อใยแปลก ๆ
“ฝ่าบาท พระองค์ยังมีวงศ์ตระกูล ข้ายอมตายเพื่อฝ่าบาท!”
“จี้อวี้ เจ้ารู้ไหมการเลือกเช่นนี้ต้องเผชิญกับอะไร? ต้องรับมือกับตระกูลทรงอิทธิพล พระญาติและกองกำลังอิสระต่าง ๆ แม้กระทั่งเข่นฆ่า! ในราชสำนัก เรามิอาจตัดสินเรื่องทั้งหมดได้ บางทีวันหนึ่ง เราก็อาจจะปกป้องเจ้าไม่ได้!”
ในตาพระเจ้าเลนเต้มีความหวาดกลัววาบผ่าน ทว่าไม่นานก็ถูกเขาปกปิดไว้
น่าเสียดายนัก ความหวาดกลัวที่ผ่านมาแวบเดียวถูกเล่าเจี้ยงจับได้อย่างชัดเจน เขารู้แล้วว่าตัวเองไม่เป็นอันตรายแล้ว!
พระเจ้าเลนเต้กำลังระเบิดอารมณ์กับเขา!
กำลังหยั่งเชิงความกล้าของตัวเอง และหยั่งเชิงตัวเองว่าจะทำเพื่อพระเจ้าเลนเต้ได้ถึงระดับไหนกันแน่
เล่าเจี้ยงพนันถูกแล้ว เขาทำลายสภาพจิตใจ เพียงแค่ช่วยตัวเองเท่านั้น
“ฝ่าบาท เล่าเจี้ยงไม่มีความมุ่งมาดปรารถนาอันป่าเถื่อน มีเพียงใจที่จงรักภักดีต่อฝ่าบาท”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้าอย่างหนักแน่น ทรงพอใจกับคำตอบของแม่ทัพหลังมาก ทว่ามันยังไม่พอ!
“จี้อวี้ เจ้ากล้าเป็นเกราะกำบังให้เราหรือไม่”
เล่าเจี้ยงแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้า จากนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นดุร้าย
“ฝ่าบาท ไม่ว่าตระกูลทรงอิทธิพลก็ดี พระญาติก็ช่าง ขอแค่ฝ่าบาทมีคำสั่ง กระหม่อมมีเพียงประโยคเดียว”
“เป็นตายก็ช่างปะไรไม่สำคัญ ลองเข้ามาสู้กันสักตั้ง!”
พระเจ้าเลนเต้ได้ยินคำนี้ชะงักไปก่อน จากนั้นก็คลี่ยิ้มขึ้นมา
“จี้อวี้ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะพูดเช่นนี้ออกมา”
แม้พระองค์จะปรีดา แต่ท่าทางของเล่าเจี้ยงกลับเคร่งขรึมขึ้นมา
“ฝ่าบาท แม้วาจานี้จะหยาบกระด้าง แต่แทนหัวใจของกระหม่อมได้ดีที่สุด”
บรรยากาศรอบกายวีรบุรุษทำให้ผู้คนสั่นสะท้านได้ แม้แต่พระเจ้าเลนเต้ยังเลือดเดือดพลุ่งพล่าน
“จี้อวี้ เรามองเจ้าไม่ผิดจริง ๆ!”
เล่าเจี้ยงโน้มตัวคำนับ แล้วตะโกนเสียงดัง
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอมอบกายถวายชีวิตแด่ฝ่าบาทด้วยความภักดียิ่ง!”
“จี้อวี้ ลุกขึ้นได้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ พระเจ้าเลนเต้วางใจลงในที่สุด
ในที่สุด เขายังมีแม่ทัพที่อุทิศตนเพื่อตัวเองด้วย และยังเป็นแม่ทัพที่นี่มีศักยภาพมากด้วย!
เมื่อรับรู้ได้ถึงมืออันสั่นเทาของฝ่าบาท เล่าเจี้ยงก็ยิ้มเยาะในใจออกมาครู่หนึ่ง
นี่คือคำสัญญาของจูกัดเหลียงที่ให้ไว้ก่อนเล่าปี่ตาย หากไม่มีคำพูดนี้ เล่าปี่คงตายตาไม่หลับ! แถมข้ายังหลอกเจ้าไม่ได้
พระเจ้าเลนเต้ฉลาดเกินไปจึงเสียรู้ ทั้งที่ตัวเองไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวมากขนาดนั้น กลับเอาแต่คิดทำเรื่องลึกซึ้งละเอียดรอบคอบผิดวิสัย มีแต่จะให้เล่าเจี้ยงยิ้มเยาะ
ไม่ว่าขั้นตอนจะบิดเบี้ยวอย่างไร ผลลัพธ์นั้นลื่นไหล ทั้งหมดเหมือนอย่างที่กาเซี่ยงคาดเดาไว้
เล่าเจี้ยงเองก็สบายใจลงในที่สุด เขาก็ต่อต้านโฮจิ๋นกับตระกูลอ้วนอย่างเปิดเผยได้แล้ว
“จี้อวี้ เราขอพูดความในใจกับเจ้าอีกครั้ง”
พระเจ้าเลนยินดีอย่างมาก และดึงเล่าเจี้ยงให้นั่งลง
“เชิญฝ่าบาทตรัสมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
เล่าเจี้ยงเอกการละคร เขาเผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมา
“เจ้าคิดว่าสงครามซีเป่ย ฮองฮูสงจะปราบกบฏได้หรือไม่?”
แม่ทัพเล่าอึ้งไปเล็กน้อย เขาคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าพระเจ้าเลนเต้จะเอ่ยถึงสงครามซีเป่ยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ฝ่าบาท ทัพกบฏซีเป่ยไม่เหมือนกับกองทัพกบฏโพกผ้าเหลือง พวกเขาเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมา ในความเห็นของกระหม่อม เกรงว่าแม่ทัพฮองฮูยากจะทำสำเร็จ”
เล่าเจี้ยงใช้กลอุบายตื้น ๆ อีกครั้ง เขาอยากถือโอกาสนี้อาสาไปเอง หลังจากแต่งงานกับซัวเอี๋ยมแล้ว ก็สามารถนำทัพบุกซีเป่ยได้
แต่ที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงคือ เมื่อได้ยินว่าฮองฮูสงจะทำไม่สำเร็จ พระเจ้าเลนเต้กลับเผยสีหน้าปีติยินดี
“เช่นนั้นก็ดี!”
“เหตุใดฝ่าบาททรงตรัสเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ?”
เล่าเจี้ยงสงสัย นี่พระเจ้าเลนเต้ถึงไม่หวังให้แม่ทัพฮองฮูสงได้รับชัยชนะงั้นรึ
“เฮ้อ!”
ความสุขทั้งหมดของพระเจ้าเลนเต้เลือนจางหายไป แล้วเริ่มทอดถอนใจอีกครั้ง
“เจ้ารู้ไหมว่าฮองฮูสงเป็นตัวแทนขั้วอำนาจฝ่ายไหน”
“ต้องเป็นตัวแทนของจวนแม่ทัพใหญ่สิพ่ะย่ะค่ะ”
เล่าเจี้ยงโพล่งออกมาอย่างไม่ต้องคิด
ตั้งแต่สยบกลุ่มโพกผ้าเหลืองมา โฮจิ๋นเสนอเลื่อนขั้นให้ฮองฮูสงมาโดยตลอด และถูกโฮจิ๋นอ้างเป็นคนรู้ใจ
พระเจ้าเลนเต้หลับตาส่ายหน้า “ใช่… แต่ก็ไม่ใช่”
[1] อองมัง หรือ หวังหมั่ง พระญาติทางฝ่ายไทเฮาของจักรพรรดิฮั่นเฉิงตี้ เป็นผู้ก่อการให้ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกล่มสลาย และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิซินเกาจู่ จักรพรรดิองค์แรกและองค์เดียวแห่งราชวงศ์ซิน