พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 147 ไม่คิดเลยว่าจะเป็น…
บทที่ 147 ไม่คิดเลยว่าจะเป็น…
จวบจนเสียงดังออกมา แม่ทัพหลังไม่รู้เลยว่าเดินชนคนเข้า
“เจ้าเป็นบ้าอะไร เดินไม่ดูทาง!”
เล่าเจี้ยงรีบเงยหน้าขึ้น เห็นดรุณีคนหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากปลายเท้าตัวเองนัก
สาวน้อยคนนี้อายุประมาณสิบสี่ สิบห้าปี เพียงแต่นาง… นาง…
โตเกินตัวไปแล้ว!
เหมือนธิดาพญามังกรที่ตัวเองเคยเห็นในโทรทัศน์เมื่อชาติก่อนเลย!*[1]
ดวงหน้ากลมดูนุ่มนิ่ม ทรวดทรงองค์เอวดึงดูดสายตา คิ้วโค้งโก่งมน นัยน์ตาดอกท้อกลมโต
น่ารักมาก… น่ารักอะไรอย่างนี้
เล่าเจี้ยงตกตะลึงราวกับได้พบดาราใหญ่ก็ไม่ปาน จึงเอาแต่ยืนค้างอยู่ตรงนั้น
นี่มันน่าตกใจมากไปแล้ว ความงามของนางแตกต่างไปจากซัวเอี๋ยมโดยสิ้นเชิง คู่หมั้นเขาเป็นแบบอย่างของยอดพธูยุคโบราณ แต่คนตรงหน้าสวยแบบดาราในชาติที่แล้วของเขา!
ดรุณีเห็นแม่ทัพหนุ่มไม่พูดอะไร เอาแต่จ้องมองตัวเอง ก็พลันรู้สึกอายระคนโกรธขึ้นมาทันใด
“เจ้า!”
พลันแม่ทัพหลังถึงได้สติกลับมา และตระหนักได้ว่าตัวเองเสียมารยาท จึงรีบขอโทษ
“อา… ขออภัย ข้ากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ จึงใจลอยนิดหน่อย ขอโทษแม่นางจริง ๆ”
ขณะพูดไม่รอให้ดรุณีได้ทันตอบสนอง เขาเดินตรงเข้าไปโอบนางขึ้นมา
เล่าเจี้ยงเคลื่อนไหวเร็วมาก จนอีกฝ่ายไม่ทันได้ต่อต้าน
ปกตินางไม่เคยโดนบุรุษแตะต้อง แต่ตอนนี้กลับถูกชายแปลกหน้าอุ้มขึ้นมา
พลันอกกระเพื่อมด้วยความโมโหทันใด ดวงตาค่อย ๆ วาวโรจน์
“เจ้าไอ้ผู้ชายมักมากตัณหากลับ บังอาจทำเช่นนี้กับข้า! ทหาร!”
หลังจากเสียงเรียกดังขึ้น องครักษ์จำนวนมากก็พุ่งออกมาจากที่ไม่ไกลนัก
องครักษ์รีบรุดไปข้างหน้า เห็นเล่าเจี้ยงทั้งสองก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองหน้ากัน
“องค์หญิง!”
พวกองครักษ์พากันเคารพดรุณี ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็รู้ว่าตัวเองมีปัญหาอีกแล้ว!
“องค์หญิงหรือ? ขะ… ข้า…”
ดรุณีไม่ให้โอกาสเล่าเจี้ยงพูดเลย นางชี้ไปที่เขาด้วยความโกรธเกรี้ยว
“จับเขาเอาไว้!”
เมื่อเห็นทหารองครักษ์มองกันไปมองกันมา ไม่มีใครลงมือสักคน จนดรุณียิ่งเดือดดาล
“ยืนบื้ออยู่ทำไม! เร็วเข้าสิ!”
พวกองครักษ์ยังคงไม่ออกมาข้างหน้า ในเวลานี้เอง องครักษ์คนหนึ่งก็เดินออกมาตรงกลาง และแจ้งแก่นาง
“องค์หญิง นี่คือท่านแม่ทัพหลัง พวกเราไม่กล้าจับกุมเขาพ่ะย่ะค่ะ”
หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้รู้สึกอึดอัดใจเช่นกัน ตัวเองเพิ่งเข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ ก็พบกับความขัดแย้งระหว่างองค์หญิงกับแม่ทัพหลังแล้ว
หากเรื่องนี้จัดการได้ดี อย่างมากก็ไม่ถูกตำหนิ หากจัดการได้ไม่ดี นั่นก็จบแล้ว ในหมู่สองคนนี้ไม่ว่าใครก็บีบให้เขาตายได้อย่างง่ายดายทั้งนั้น!
สถานการณ์ชะงักค้าง เล่าเจี้ยงเองก็เห็นความลำบากใจขององครักษ์ จึงรีบเปล่งวาจาออกมาก่อน
“องค์หญิง กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจชนองค์หญิงจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ฝ่าบาททรงเรียกเข้าเฝ้า และให้บทเรียนแก่กระหม่อม จึงยังตื่นตระหนกอยู่”
“ส่วนเรื่องพยุงองค์หญิง กระหม่อมวู่วามไปจริง ๆ ขอทรงอภัยให้ด้วย!”
เล่าเจี้ยงแอบอุทาน ‘ซวยแล้ว’ อยู่ในใจ เขาเพิ่งจัดการกับพระเจ้าเลนเต้ไป ตอนนี้ล่วงเกินองค์หญิงเข้าอีกแล้ว
ทว่า… เรื่องที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ต่างทำให้ทุกคนคาดไม่ถึง!
องค์หญิงเดินเข้าไปหาเล่าเจี้ยง และเผยสีหน้าชื่นชมเลื่อมใสออกมา
“ท่านคือพี่เล่าเจี้ยง?”
“หืม?”
ทุกคนต่างงุงงง รวมถึงเล่าเจี้ยงด้วย เขาสาบานได้ว่าไม่รู้จักคนตรงหน้าแน่นอน
“กราบทูลองค์หญิง เป็นกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
บางทีอาจเพราะสัมผัสได้ถึงสายตาของทุกคน นางรู้สึกเขินอายเล็กน้อย จึงรีบโบกมือให้องครักษ์
“ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว พวกเจ้าออกไปเถิด!”
พวกองครักษ์เหมือนยกภูเขาออกจากอก รีบกุมมือขอตัวลา
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แล้ว องค์หญิงก็มองแม่ทัพหลังด้วยความชื่นชมอีกครั้ง
“พี่เล่าเจี้ยง ข้าคือ เล่าอวิ๋น!”
“เล่าอวิ๋น?”
เล่าเจี้ยงขบคิดอยู่ในหัวไม่หยุด เขาไม่รู้จักนางจริง ๆ
หากต้องบอกว่ารู้จัก ก็คงต้องบอกว่าเหมือนดาราในโทรทัศน์สักคนแน่
“องค์หญิง ท่านจำผิดคนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่รู้จักจริง ๆ!”
เล่าอวิ๋นก้มหน้าลง เอาแต่ดึงชายเสื้อไม่หยุด และมีท่าทางเขินอาย
“พี่ชาย เสด็จพ่อแต่งตั้งให้ข้าเป็นองค์หญิงว่านเหนียน…”
“หา!”
ดวงตาของเล่าเจี้ยงเบิกกว้างจนแทบจะถล่นออกมา พลางมองนางด้วยความตกใจ
“พระองค์คือองค์หญิงว่านเหนียน!”
คาดไม่ถึงเลยว่า จะเป็น ‘ดาราดัง’ ที่พระเจ้าเลนเต้พระราชทานการแต่งงานให้ตัวเอง! แถมยังถูกเขาปฏิเสธไปด้วย!
เล่าอวิ๋นลอบมองเล่าเจี้ยง และก้มหน้าลงอย่างเขินอายอีกครั้ง
“อืม… ข้าเองคือว่านเหนียน…”
เล่าเจี้ยงมีท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากถามว่าเขาเสียใจภายหลังหรือเปล่าที่ปฏิเสธนาง มันก็ต้อง…
ช่างเถิด อย่าถามเลย!
“พี่เล่าเจี้ยง เสด็จพ่อบอกกับท่านว่าจะให้ข้าหมั้น…”
เมื่อเล่าเจี้ยงได้ยินก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ เขาจึงรีบขัดเล่าอวิ๋น
เหตุใดนางถึงยังหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เขาปฏิเสธพระเจ้าเลนเต้ไปนานแล้วมิใช่หรือ?
“องค์หญิง นี่พระองค์จะเสด็จไปไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไอหยา ข้าเกือบลืมไปแล้ว!”
เล่าอวิ๋นกรีดร้องออกมา และกระทืบเท้าไม่หยุด
“เสด็จแม่ข้าไม่ค่อยสบาย เสด็จพ่อจึงเรียกท่านจงจิ่งจากเมืองเตียงสามา เพื่อรักษาเสด็จแม่เป็นพิเศษ ข้ากำลังจะไปหาเสด็จแม่”
“จงจิ่ง? หรือจะเป็นจางจงจิ่ง*[2] เจ้าเมืองเตียงสา?”
เมื่อเอ่ยถึงจงจิ่ง เล่าเจี้ยงก็นึกถึงลูกชายของฮองตง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพึ่งแต่โสมเพื่อความอยู่รอด
เขาอยากไปจงจิ่งให้กระจ่างมานานแล้ว โสมคนหมื่นปีนี่มันอย่างไรกันแน่!
เล่าอวิ๋นพยักหน้า “ใช่! พี่เล่าเจี้ยง ข้าขอไปก่อนนะ”
ก่อนที่แม่ทัพหลังจะตอบกลับ องค์หญิงก็หันหลังวิ่งจากไป
“องค์หญิง รบกวนท่านบอกจงจิ่งว่าข้ารอเขาอยู่ที่หน้าประตูพระราชวัง!”
เล่าเจี้ยงรู้สึกใจห่อเหี่ยว ตัวเองยังไม่ทันตะโกนจบ เล่าอวิ๋นก็วิ่งหายไปแล้ว และไม่รู้ว่านางได้ยินเขาหรือไม่
“ช่างเถิด เพื่อฮั่นเซิง เราต้องรอเขา”
หากลูกชายฮองตงยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าไม่นานคงหลีกหนีความตายไม่พ้น
ใช่ว่าเล่าเจี้ยงแคลงใจในความภักดีของฮองตง เพียงแต่หากมีเด็กคนนี้เป็นข้อผูกมัด เขาคงวางใจพยัคฆ์เกาทัณฑ์มากขึ้น!
เล่าเจี้ยงยืนรออยู่หน้าประตูพระราชวังตั้งแต่เที่ยง รอติดต่อกันเกือบสามชั่วยาม ในช่วงเวลานี้มีคนออกมานับไม่ถ้วน เขาเองก็ถามนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีจงจิ่งเลย
ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นเงาหมอผู้วิเศษ จนเล่าเจี้ยงเริ่มสงสัยว่าเล่าอวิ๋นได้ยินตัวเองพูดหรือเปล่า
“เฮ้อ คิดดูสิแม่ทัพหลังผู้สูงส่งอย่างข้า กลับต้องมายืนรอเก้ออยู่ที่นี่ทั้งวัน”
เขาไม่เพียงแต่ใจห่อเหี่ยวเท่านั้น องครักษ์ที่เฝ้าประตูยังห่อเหี่ยวยิ่งกว่า!
ปกติพวกเขายืนเหนื่อยแล้วก็จะยืดเส้นยืดสายได้เล็กน้อย ทว่าตอนนี้แม่ทัพหลังเอาแต่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ไปเสียที ทำให้พวกเขาตกใจจนไม่กล้าขยับตัว
“ช่างเถิด บางทีจงจิ่งอาจจะไปแล้ว!”
เล่าเจี้ยงมองดูท้องฟ้า นี่ก็ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว ฟ้าได้มืดสนิทหมดแล้ว!
วันนี้ตัวเองยังต้องไปถ่ายทอดบทสนทนากับพระเจ้าเลนเต้ให้กาเซี่ยง ซุนฮิว และยังมีเรื่องฝึกซ้อมทหารที่จะจัดขึ้นในไม่ช้านี้อีก ก็ต้องมีการสั่งลงไป
เล่าเจี้ยงทำได้เพียงแอบอุทานน่าเสียดายแทนฮองสู่อยู่ในใจ ตัวเองได้ทำทุกอย่างสุดความสามารถแล้ว จะเอาแต่ยืนไปจนถึงพรุ่งนี้ไม่ได้หรอก!
เขาตัดสินใจแล้ว ตัดสินใจว่าจะไม่ยืนบื้อรออยู่ที่นี่อีก!
ทว่ากำลังยกเท้าขึ้นไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง
“ท่านคือแม่ทัพหลังใช่หรือไม่?”
[1] ธิดาพญามังกร (เง็กนึ้ง) หรือ 小龙女 คือเด็กผู้หญิงที่เป็นศิษย์รับใช้พระโพธิสัตว์กวนอิมหรืออัครสาวกเบื้องขวา
[2] จางจงจิ่ง ถูกยกย่องให้เป็นหมอผู้วิเศษ เป็นแพทย์ผู้รับภาระหนักยิ่งในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นที่มีทั้งสงครามและโรคระบาด เขารวบรวมทฤษฎีและประสบการณ์ทางการแพทย์ก่อนสมัยฮั่นตะวันออก กลายเป็นตำราแพทย์ซังหานจ๋าปิ้งลุ่น มีทั้งหมดสิบหกบท แต่สูญหายไป ต่อมาคนรุ่นหลังค้นหาจนรวบรวมไว้แบ่งเป็นสองเล่มคือ ‘ชังหานลุ่น’ กล่าวถึงเรื่องไข้ไทฟอยด์และ ‘จินคุ่ยเย่าเลวี่ย’กล่าวถึงโรคทั่วไป โดยอธิบายถึงโรคติดต่อซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก หลักทฤษฎี วิธีการ ตำรับยา และตัวยาสมุนไพรมาประสานกับการรักษา รวมถึงได้เริ่มใช้กฎการวิเคราะห์โรคอย่างรอบด้าน