พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 148 มูลเหตุของโสมคนหมื่นปี
บทที่ 148 มูลเหตุของโสมคนหมื่นปี
บาทาเล่าเจี้ยงยังค้างอยู่กลางอากาศ ขณะหันไปมองผู้พูด
เป็นชายวัยกลางคนอายุสามสิบกว่า ดวงหน้าค่อนข้างแก่ชรา ทว่าดวงตาทั้งสองแวววาว สุกใสเป็นพิเศษ
แม่ทัพหลังสงสัย หรือนี่คือจางจงจิ่ง? ยังหนุ่มเกินไปหรือเปล่า?
แต่เนื่องจากอีกฝ่ายเรียกแล้ว จึงไม่สามารถเพิกเฉยได้ เขาจึงหันกลับไปกุมมือทักทาย
“ข้าน้อยคือเล่าเจี้ยงเอง ไม่ทราบว่าท่านคือใครหรือ?”
ชายวัยกลางคนก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และกุมมือคำนับกลับ
“ข้าน้อยแซ่จาง นามจี นามรองจงจิ่ง ข้าอยู่วังหลังได้ยินองค์หญิงว่าแม่ทัพหลังกำลังรอข้าอยู่ที่ประตูพระราชวัง”
ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจะเป็นจางจงจิ่ง เล่าเจี้ยงกุมมือคำนับอีกครั้ง
“ไม่คิดเลยว่าท่านจงจิ่งจะหนุ่มขนาดนี้ เล่าเจี้ยงหูตาคับแคบนัก!”
หมอผู้วิเศษก็กุมมือคำนับกลับอีกครั้ง มารยาทไม่ขาดตกบกพร่องเลย
“แม่ทัพหลังชมเกินไปแล้ว ทางด้านพระมารดาองค์หญิงนั้นข้ามิกล้าสะเพร่า จึงทำให้แม่ทัพหลังรอนานขนาดนี้ ขออภัยจริง ๆ!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเบา ๆ พร้อมส่ายหน้า ไม่มีท่าทางขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย
“ไม่เป็นไร ท่านจงจิ่งรักษาพระมารดาสำคัญกว่า”
หลังจากพูดคุยกันไม่กี่คำ จงจิ่งก็พอเข้าใจบุคลิกของเล่าเจี้ยงอย่างคร่าว ๆ นับว่าเป็นคนตรงไปตรงมา และไม่คำนึงถึงพิธีรีตอง
“มิทราบแม่ทัพหลังหาข้าด้วยเรื่องอันใด หรือรู้สึกไม่สบาย?”
“ไม่ใช่เรื่องนี้หรอก นี่เกี่ยวกับลูกน้องข้า ข้าไม่ทราบว่าท่านจงจิ่งยังจำฮองตงได้หรือไม่”
จงจิ่งขมวดคิ้ว จมสู่ห้วงความคิด
ฮองตง… เขาจำไม่ค่อยได้จริง ๆ ทุกวันเห็นคนไข้มากเหลือเกิน!
“โสมคนหมื่นปี!”
เมื่อเห็นจงจิ่งจำไม่ได้ เล่าเจี้ยงเปล่งออกมาสี่คำ
“อ๋อ! ข้าจำได้แล้ว เขาเคยพาลูกชายมารักษากับข้าครั้งหนึ่ง!”
โสมคนหมื่นปีสี่คำนี้ทำให้คนตกตะลึงมาก… จงจิ่งจึงจำได้ในทันที
“ท่านจงจิ่ง โสมคนหมื่นปีช่างน่าตกใจจริง ๆ สมบัติเช่นนี้ มนุษย์ธรรมดาที่ไหนจะมีมันได้”
เมื่อเห็นท่าทีสงสัยของแม่ทัพหลัง จงจิ่งก็รู้สึกจนใจ
“เฮ้อ! ท่านแม่ทัพหลังไม่รู้อะไร ลูกชายของฮองตงนั้นเกิดมาพร้อมกับร่างกายอ่อนแอ เดิมทีรักษานั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทว่ากลับไม่สามารถบำรุงร่างกายได้ เมื่อกินยาเสริมบำรุงเข้าไป จะมีอาการแพ้รุนแรง ตัวร้อนไม่หยุด อาเจียน หรือแม้แต่เป็นลม”
“โรคเช่นนี้ข้าเองก็เคยเจอเป็นครั้งแรกเช่นกัน ข้าคิดว่าอาจจะมีโอกาสรอดได้หากใช้ยาที่ออกฤทธิ์แรงและรวดเร็ว ทว่ายานี้หาได้ยากในใต้หล้า แม้ผู้มั่งคั่งมั่งมีก็ใช่ว่าจะหามาครอบครองได้”
“เดิมทีข้าแนะนำให้พวกเขาว่าอย่าเปลืองแรงเลย อย่างไรเสียด้วยสถานการณ์ของฮองตง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้ยาล้ำค่าเช่นนี้ แม้ฮองตงจะใช้ทรัพย์สินครอบครัวจนหมด ก็ทำได้แค่ฝืนให้ฮองสู่ มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกสองสามปี”
“น่าเสียดาย สามีภรรยาคู่นี้มีความรักอย่างลึกซึ้ง และไม่เคยยอมแพ้”
“หากข้าบอกพวกเขาว่าไม่มียารักษา ทั้งคู่ต้องพาฮองสู่ตระเวนไปหาหมอรักษาทั่วทุกที่ ข้าทนให้ฮองสู่ตายอยู่ระหว่างทางแสวงหาหมอรักษาไม่ได้ จึงบังอาจกุเรื่องโสมคนหมื่นปีขึ้นมา เพื่อให้พวกเขามีความหวังต่อไป”
ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง!
ตอนนี้เล่าเจี้ยงเข้าใจแล้ว เขารู้สึกมาโดยตลอดว่าปราชญ์แห่งการแพทย์อย่างจางจงจิ่ง ผู้ทิ้งชื่อเสียงไว้แก่คนรุ่นหลังจะไม่พูดเรื่องไร้สาระ อย่างเรื่องโสมอายุหมื่นปีพรรค์นี้แน่นอน!
“ท่านจงจิ่ง อาการของฮองสู่ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรหรือ?”
จงจิ่งขมวดคิ้ว ตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่เนิ่นนาน ผ่านไปกว่าสิบปีแล้ว หมอผู้วิเศษต้องหวนนึกอย่างละเอียดชั่วครู่
ล่วงเลยไปพักใหญ่ ในที่สุดจงจิ่งก็นึกออก
“ตอนที่ข้าพบเขาครั้งแรก เด็กคนนี้ตัวบวมไปทั้งตัว ดูแข็งแกร่งทว่าความจริงแล้วอ่อนแอมาก ในความจำลึกที่สุดของข้าคือใบหน้าที่ซีดเซียว และสภาพจิตใจหดหู่”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า พลันมีคำหนึ่งแวบขึ้นมาในหัวทันใด
โรคโลหิตจาง…
ในยุคสมัยนี้ โรคโลหิตจางแทบจะเป็นเรื่องรอคอยความตาย มันไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้เลย
“ท่านจงจิ่ง ยังจำใบสั่งยาที่ให้ฮองสู่ได้หรือไม่?”
ครั้งนี้จงจิ่งมีความสุขมาก จึงโพล่งออกมา
“ข้าวินิจฉัยว่าเขาขาดชี่และเลือด ในใบสั่งยาประกอบด้วยสมุนไพรโสมคน ตั่งเซิน หวงฉี สูตี้ ตังกุย และไป๋สาว…”
“ในบรรดายาเหล่านี้ โสมคนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากได้รับโสมร้อยปี อาจจะสามารถช่วยชีวิตของฮองสู่ไว้ได้”
“ร้อยปี?”
เล่าเจี้ยงสงสัยขึ้นมาทันที โสมคนร้อยปี ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าฮองตงเคยซื้อเองไปเท่าไร แต่ตัวเองได้มอบให้เขาไปสามอัน
“ท่านจงจิ่ง โสมคนร้อยปีไม่ใช่ของหายาก ข้ามอบโสมคนร้อยปีในบ้านข้าให้กับฮองตง ทว่าหลายปีมานี้ฮองสู่ทำได้เพียงฝืนมีชีวิตรอด และไม่มีวี่แววจะดีขึ้นเลย”
จงจิ่งรู้สึกขบขันกับคำพูดของเล่าเจี้ยง จึงเผยท่าทีหยิ่งยโส
“แม่ทัพหลัง โสมคนร้อยปีที่แท้จริงนั้นหาได้ยากมาก เท่าที่ข้ารู้ ในเวลานี้มีเพียงหนึ่งต้นอยู่ในวัง ได้ยินมาว่ามันสืบทอดมาจากพระเจ้าฮั่นเกาจู่”
“โสมคนร้อยปีที่แม่ทัพได้เห็นคือโสมคนอายุสามสิบปี ถึงถูกเรียกว่าโสมคนร้อยปี แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีอายุไม่เกินสามสิบปี บางชนิดมีอายุน้อยกว่ายี่สิบปีด้วยซ้ำ”
เล่าเจี้ยงไม่ได้ตำหนิท่าทีเหยียดหยามของจงจิ่ง ตรงข้ามกลับรู้สึกตกใจอย่างยิ่ง
ที่แท้ตัวเองก็มักง่ายเกินไป เข้าใจไปว่าโสมคนร้อยปีมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่คิดเลยว่าจะมีเพียงต้นเดียว แถมยังอยู่ในวังด้วย
“ท่านจงจิ่ง หากได้รับโสมคนร้อยปีนั้น จะสามารถรักษาโรคของฮองสู่ได้หรือไม่?”
จงจิ่งคาดไม่ถึงเลยว่าเล่าเจี้ยงจะถามคำถามไร้เดียงสาเช่นนี้ จึงอดส่ายหน้าอย่างจนใจไม่ได้
“แม่ทัพหลัง โสมต้นนั้นถูกราชวงศ์เพาะปลูกมาจวบจนตอนนี้ จะได้รับสมบัติอันล้ำค่าเช่นนี้ได้อย่างไร”
เล่าเจี้ยงเองมีน้ำโห เจ้าหมอนี่ช่างโลเลจริง ๆ จะสนว่าข้าได้มันมาอย่างไรไปทำไมกัน
“ท่านจงจิ่งไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องนี้ แค่บอกข้าว่ามันสามารถรักษาโรคของฮองสู่ได้หรือไม่!”
น้ำเสียงของแม่ทัพหลังขุ่นเคืองยิ่งนัก ซึ่งทำให้ผู้ฟังไม่ชอบขึ้นมาทันใด
จงจิ่งผู้นี้มีอุปนิสัยเฉพาะตัว ในส่วนของคนไข้ เขาไม่เคยเลือกปฏิบัติระหว่างผู้ป่วยมีอำนาจและคนทั่วไปเลย เป็นแพทย์ที่เข้าถึงได้ง่ายมาก
แต่ในขณะเดียวกัน หมอผู้วิเศษก็ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจ เขามีนิสัยแบบคนอื่นเคารพข้า ข้าก็จะเคารพผู้อื่นให้มากกว่า
ตอนนี้จงจิ่งเตือนเล่าเจี้ยงด้วยความหวังดี โสมคนต้นนั้นถูกราชวงศ์เพาะปลูกมาเกือบสี่ร้อยปีแล้ว จะยกให้ได้อย่างไร?
ยิ่งจงจิ่งคิดก็ยิ่งโกรธมากขึ้น ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงไม่เพียงแต่ไม่รับน้ำใจเท่านั้น กลับยังกล่าวโทษเขาด้วย!
“เมื่อครู่ข้าน้อยบอกไปแล้ว หากใช้ยาออกฤทธิเร็วและแรงก็อาจมีโอกาสรอดได้ หรือแม่ทัพหลังฟังไม่รู้เรื่อง?”
“เจ้า!”
ตอนนี้เล่าเจี้ยงโกรธมาก ท่าทางของเจ้าจงจิ่งผู้นี้มันอะไรกัน! ตัวเองรอเขามาครึ่งค่อนวัน แค่ถามอีกหนึ่งคำก็พูดจาหยาบคายเช่นนี้แล้ว!
เมื่อเผชิญหน้ากับแม่ทัพหลังที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองหลายเท่า และกำลังชี้หน้าตัวเองด้วยความโกรธ จงจิ่งกลับไม่มีหวั่นเกรงใด ๆ และจ้องมองกลับไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นกัน
“ทำไม… แม่ทัพหลังอยากสั่งสอนข้าน้อยหรือ?”
เล่าเจี้ยงอยากซัดจงจิ่งไปสักหมัดจริง ๆ แต่เมื่อนึกได้ว่านี่อาจสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับมนุษยชาติ ยุคสงครามต้องการหมอ เขาจึงระงับความโกรธในใจไว้
“คุยไม่ถูกคอครึ่งคำก็มากเกิน ท่านเชิญตามสบายเถิด”
เล่าเจี้ยงไม่อยากเห็นเขาอีก จึงหมุนตัวจากไป หากยังอยู่ต่อไป เกรงว่าคงทนไม่ไหวซัดเขาสักทีหนึ่ง
“ช่างเป็นความกล้าหาญของคนโง่เขลาจริง ๆ!”
จงจิ่งแสดงท่าทีดูถูกออกมา และไม่ได้รู้สึกประทับใจกับความอดทนของเล่าเจี้ยงที่มีต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
นี่ก็เป็นความผิดของจงจิ่งด้วยเช่นกัน เขาเป็นคนมีอุปนิสัยดื้อรั้น หากไม่เป็นเช่นนั้น จะลาออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองเตียงสาเพียงเพราะปรารถนาจะรักษาผู้คนได้หรือ? หากไม่ใช่เพราะความดันทุรัง จะผ่านความยากลำบากทุกรูปแบบ และเขียนตำรา ซางหันจ๋าปิ้งลุ่น ออกมาได้หรือ?
เล่าเจี้ยงเองก็ไม่ได้มีความแค้นใด ๆ กับจงจิ่ง ในความเห็นของเขา วันหน้าทั้งสองคนจะไม่มีทางคลุกคลีกันได้
แม่ทัพเล่าเดินตามเส้นทางแย่งชิงอำนาจ ส่วนจงจิ่งก็เดินตามเส้นทางการแพทย์
อย่างมากก็แค่ตายไม่เผาผีกัน!!