พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 155 ความรู้สึกลึกซึ้งยังต้องกล่าวถึงเล่าเจี้ยง
บทที่ 155 ความรู้สึกลึกซึ้งยังต้องกล่าวถึงเล่าเจี้ยง
แม่ทัพหลังได้รับพระราชโองการจากพระเจ้าเลนเต้ จึงไม่รอช้า ตรงเข้าวังไปทันที
“กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาทอายุหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”
เล่าเจี้ยงยังคงตะโกนถวายพระพรเหมือนเดิม แม้พระเจ้าเลนเต้จะเบื่อหน่ายที่ได้ยินแล้วก็ตาม
“ลุกขึ้นเถิด”
ฝ่าบาทเปล่งวาจาให้คนเข้าเฝ้าลุกขึ้นทันที ซึ่งไม่เหมือนกับเมื่อวาน
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เล่าเจี้ยงยืนขึ้นก่อนมองไปหาฮ่องเต้ พบว่าอีกฝ่ายมองมาด้วยรอยยิ้มจนตาหยี
มันดูใจดีจนชวนให้เขารู้สึกแปลก ๆ
เพียงแต่เมื่อนึกถึงการคุยแบบเปิดใจกับพระเจ้าเลนเต้เมื่อวาน ตอนนี้น่าจะเป็น ‘ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์’*[1] ของทั้งสองคน เขาจึงวางใจลง
“ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมเข้าเฝ้า มิทราบมีเรื่องอันใดจะสั่งหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อเห็นพระเจ้าเลนเต้ไม่พูดอะไร เอาแต่มองตัวเองด้วยรอยยิ้มซื่อ เล่าเจี้ยงจึงทำได้เพียงถามออกมาก่อน
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากำลังจะแต่งงานเดือนหน้าแล้ว เป็นลูกสาวของซัวหยงใช่หรือไม่?”
แม่ทัพหลังกะพริบตาปริบ ๆ ในใจได้ขบคิดเจตนาของฝ่าบาทไปแล้ว
“ฝ่าบาท เมื่อต้นปีกระหม่อมได้สวมกว้าน ตั้งชื่อ และย้ายไปอยู่จวนแม่ทัพหลัง ท่านพ่อกระหม่อมบอกว่ายังไม่พอสร้างเป็นครอบครัว จึงสู่ขอแทนกระหม่อม แต่งซัวเอี๋ยมบุตรสาวซัวหยงมาเป็นอนุ”
เล่าเจี้ยงเน้นคำว่าอนุมาก ๆ ด้วยกลัวว่าพระเจ้าเลนเต้จะไม่รู้ว่าเขาหาใช่แต่งฮูหยิน แต่แต่งเป็นอนุเท่านั้น
“แต่งเป็นอนุ หรือแต่งเป็นฮูหยิน?”
แน่นอนว่า คำว่า ‘อนุ’ ได้ดึงดูดความสนใจของฝ่าบาท จึงถามอีกครั้ง
“ทูลฝ่าบาท ความจริงกระหม่อมแต่งซัวเอี๋ยมมาเป็นอนุพ่ะย่ะค่ะ”
เล่าเจี้ยงกุมมือยืนยันกับพระเจ้าเลนเต้ เสียงของเขาดังมาก และน้ำเสียงก็แฝงไปด้วยความมั่นใจ
“อืม… เจ้ายังจำที่เรามอบลูกสาวสุดที่รักแต่งกับเจ้าก่อนหน้านี้ได้หรือไม่?”
“กระหม่อม… จำได้ และยัง… ปฏิเสธความหวังดีของพระองค์ด้วย”
แม่ทัพหลังจงใจพูดยานยาว เพื่อแสดงความกังวลอย่างมาก
“เจ้าไม่ต้องกังวล เราไม่ได้ตำหนิเจ้า”
พระเจ้าเลนเต้เห็นอีกฝ่ายกังวลมาก ก็ยิ้มเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียดให้
“แม่ทัพเล่า ข้าแค่สงสัยว่าเหตุใดเจ้าถึงปฏิเสธข้อเสนอของข้า มันคือเหตุผลที่เจ้าบอกตอนนั้นหรือเปล่า?”
แน่นอนว่าใช่! เพียงแต่เล่าเจี้ยงกล้าพูดคำนี้แค่ในใจเท่านั้น เขาจะไม่ไร้เหตุผลอีก
“ฝ่าบาท องค์หญิงว่านเหนียนเป็นเหมือนนางฟ้า กระหม่อมเป็นเพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น จะคู่ควรกับองค์หญิงได้อย่างไร”
“กระหม่อมรู้สึกซาบซึ้งในความมีน้ำใจของฝ่าบาท ทว่ากระหม่อมรู้สึกละอายใจตัวเองที่ไม่คู่ควรกับองค์หญิงจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงลดค่าตัวเองและอ่อนน้อมอย่างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการปลุกความขุ่นเคืองของพระเจ้าเลนเต้
“เฮ้อ… เจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวเช่นนี้ เจ้าเป็นคนเก่งที่หายากในรอบร้อยปีของต้าฮั่นเรา! จุดนี้เรารู้ดี!”
“ฝ่าบาทชมเกินไปแล้ว กระหม่อมมิบังอาจจริง ๆ”
พระเจ้าเลนเต้เดินไปหาเล่าเจี้ยง ใช้มือแตะไหล่เขาเบา ๆ
“เจ้านี่นะ ว่านเหนียนคนนี้เป็นที่รักของเรามาตั้งแต่เด็กแล้ว เราอยากหาคู่ดี ๆ ให้นาง แต่ความต้องการของเด็กคนนี้สูงเกินไป! ต้องเก่งทั้งออกศึกและเชี่ยวชาญศิลปะแขนงต่าง ๆ และเป็นวีรบุรุษด้วย”
แม่ทัพหลังรู้สึกเบิกบานในใจ นี่ไม่ได้กล่าวถึงตัวเองหรอกหรือ?
“ฝ่าบาท องค์หญิงมีหน้าตางดงาม ย่อมจะออกเรือนอย่างตามใจมิได้”
“แม่ทัพเล่า วันนี้เราขอถามเจ้าแทนธิดาที่รักของเราอีกครั้ง เจ้ายินดีจะแต่งงานกับองค์หญิงหรือไม่?”
พระเจ้าเลนเต้หุบรอยยิ้ม มองชายหนุ่มด้วยใบหน้าจริงจัง แม้แต่เสียงก็ยังเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมา
เล่าเจี้ยงกุมมือคำนับให้ และเผยท่าทีไร้ทางเลี่ยงออกมา
“ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีแต่งงานกับองค์หญิง เพียงแต่เกรงว่าองค์หญิงจะไม่ชอบกระหม่อม!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เล่าเจี้ยงไม่ทำให้เขาผิดหวังจริง ๆ
“เด็กดี เจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม! รีบออกมาเถิด!”
ร่างสะโอดสะองเดินออกมาจากด้านใน เพียงแต่ท่าทางเขินอายเล็กน้อย
เล่าเจี้ยงทอดมองไป ก็เห็นเล่าอวิ๋นเอาแต่ซ่อนอยู่ด้านหลัง
นางก้มหน้า เดินเข้าไปหาพระเจ้าเลนเต้อย่างช้า ๆ ดูเขินอายมาก
“เสด็จพ่อ…”
“ฮ่า ๆ ๆ เด็กดี ตอนนี้เจ้าพอใจแล้วหรือยัง?”
พระเจ้าเลนเต้ลูบหัวเล่าอวิ๋นอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
“ไอหยา เสด็จพ่อ… พี่เล่าเจี้ยงยังอยู่ตรงนี้ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร!”
เล่าอวิ๋นเขย่าแขนบิดาไม่หยุด นางเขินอายเกินกว่าจะมองไปที่แม่ทัพหลัง
พระเจ้าเลนเต้ก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ เขาหมดปัญญากับลูกสาวคนนี้จริง ๆ
“แม่ทัพเล่า เราไม่อยากบังคับฝืนใจใคร แต่เราหมดปัญญากับลูกสาวคนนี้จริง ๆ! ถึงได้เรียกเจ้ามาถามอีกครั้ง”
“ทว่าเจ้าไม่ต้องกังวล หากแม่ทัพเล่าไม่เต็มใจจริง ๆ เราจะไม่บังคับเจ้า!”
เห็นได้ชัดว่าเล่าอวิ๋นไม่ต้องการได้ยินคำพูดนี้ จึงทำหน้าบูดบึ้งใส่บิดา ก่อนมองมาด้วยใบหน้าไร้เดียงสา
ท่าทางน่าสงสารขององค์หญิงส่งผลต่อสายตาทุกคนอย่างมาก! และโจมตีเล่าเจี้ยงเข้าอย่างจัง!
แม่ทัพหลังรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน คนสวยราวกับดาราดังอยากแต่งงานกับเขาหรือ?
“ฝ่าบาท หากองค์หญิงไม่รังเกียจ กระหม่อมขอกำเริบเสิบสานขอองค์หญิงแต่งงานพ่ะย่ะค่ะ!”
พระเจ้าเลนเต้ยิ่งแย้มยิ้มมากขึ้น และมองไปที่เล่าอวิ๋น เห็นเล่าอวิ๋นพยักหน้าไม่หยุด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเราจะ…”
“ช้าก่อนเจ้าค่ะ!”
ทันใดนั้นเล่าอวิ๋นก็เอ่ยขัดพระเจ้าเลนเต้ พลางมองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์
“พี่เล่าเจี้ยง สามีของอวิ๋นเอ๋อร์ต้องเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่!”
แม่ทัพหลังหัวเราะเบา ๆ ก่อนพยักหน้าให้องค์หญิง
“องค์หญิงหมายถึงในบุ๋น สามารถนำความสงบเรียบร้อยมาสู่แผ่นดินได้ ในด้านบู๊ สามารถขี่ม้าสยบแผ่นดินได้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“พี่เล่าเจี้ยงสมกับคำร่ำลือจริง ๆ แค่กล่าวออกมาก็สละสลวยเช่นนี้แล้ว”
เล่าอวิ๋นพยักหน้ารัว ๆ ให้ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“องค์หญิงชมเกินไปแล้ว ไม่ทราบว่ากระหม่อมจะเข้าตาองค์หญิงหรือไม่?”
“พี่เล่าเจี้ยงปราบกบฏโพกผ้าเหลืองย่อมเป็นวีรบุรุษยิ่งใหญ่! แต่อวิ๋นเอ๋อร์ได้ยินมาว่าท่านแต่งบทกวีได้ตั้งแต่สามขวบ! ไม่ทราบว่าแต่งกลอนให้อวิ๋นเอ๋อร์ด้วยได้หรือไม่”
ตอนแรกเขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย ครั้นได้ยินเล่าอวิ๋นขอบทกวี ก็รู้สึกโล่งใจทันที
อย่างอื่นเล่าเจี้ยงไม่กล้าเอ่ย แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องบทกวี… แทบจะแต่งอย่างไม่จบไม่สิ้น!
“เมื่อวานได้พบกับองค์หญิงโดยบังเอิญ ก็รู้สึกตะลึงกับความงาม”
“หลังจากกลับไปถึงบ้าน ภาพขององค์หญิงยังคงอยู่ในหัวกระหม่อมไม่เลือนหาย ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้เจออีก จึงมีแรงบันดาลใจ เขียนกลองสองวรรคออกมา”
เล่าเจี้ยงไม่เคยหน้าแดงเมื่อโกหกเลย ตรงข้ามกลับมองเล่าอวิ๋นอย่างลึกซึ้ง ทำให้อีกฝ่ายเขินอายเล็กน้อย
“พี่เล่าเจี้ยงรีบอ่านเถิด อวิ๋นเอ๋อร์อยากฟังแล้ว…”
แม่ทัพหลังเริ่มก้าวไปมา พลางปรับอารมณ์
“ยามพบพานหักใจจากแสนยาก ลมโปรยโชยอ่อนบุปผาโรย ตัวไหมสิ้นใจจึ่งสิ้นสุดสายใย เปลวเทียนดับมอดน้ำตาจึ่งแห้งเหือด”
เสียงของเล่าเจี้ยงแหบพร่า มีความไม่เต็มใจ มีความคะนึงหา เขาเดินไปหาเล่าอวิ๋น และมองนางด้วยสีหน้าลุ่มลึก
“องค์หญิงทรงเชื่อในรักแรกพบหรือไม่?”
[1] ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ เป็นช่วงเวลาหลังจากการแต่งงานที่เต็มไปด้วยความรักและความสุข เล่าเจี้ยงใช้เปรียบกับช่วงปัจจุบันว่าเป็นช่วงมีความสุขหลังเข้าร่วมเป็นฝ่ายเดียวกับพระเจ้าเลนเต้