พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 156 ค่ายทหารของจวนแม่ทัพหลัง
บทที่ 156 ค่ายทหารของจวนแม่ทัพหลัง
เล่าอวิ๋นเป็นเพียงเด็กสาวอายุไม่กี่สิบปี จะเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนได้อย่างไร จึงเขินม้วนขึ้นมาจนทำอะไรไม่ถูก
“อะแฮ่ม!”
พระเจ้าเลนเต้เอือมระอา พ่อตายังอยู่ตรงนี้ เจ้าสองคนนี้เริ่มจีบกันแล้ว?
“เสด็จพ่อ!”
เล่าอวิ๋นเหลือบมองบิดาอย่างขุ่นเคือง ก่อนหมุนตัววิ่งออกไป ปล่อยให้เล่าเจี้ยงยืนอยู่ที่เดิมอย่างเก้อเขิน
“นี่…”
ท่าทางของเล่าเจี้ยงน่าดูชม ไปก็ไม่ใช่จะอยู่ก็ไม่เชิง ทำได้เพียงมองพระเจ้าเลนเต้อย่างหมดหนทาง
“เอาละ เรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้ ต่อไปเราจะหารือกับบิดาเจ้าอีกที”
ตอนนี้ฮ่องเต้วางพระทัยเล่าเจี้ยงอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังจากที่แต่งงานกับธิดา ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
“กระหม่อมขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างสูง!”
เล่าเจี้ยงคุกเข่าสองข้างลงก้มกราบกรานแนบพื้น ถวายความเคารพฝ่าบาท
“แม่ทัพเล่าไม่ต้องมากพิธี หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ก็กลับไปเถิด”
“กระหม่อมทูลลา”
เล่าเจี้ยงคำนับลงพื้นอีกครั้ง และค่อย ๆ ถอยหลังออกไป
“เฮ้อ… ฟู่…”
เขายืนอยู่นอกตำหนัก ทอดมองไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่ แล้วถอนหายใจออกมาอย่างหนัก
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี และเป็นไปตามที่กาเซี่ยงคาดเดาไว้!
ต่อไป… ก็เหลือเพียงเผชิญหน้ากับซัวเอี๋ยม!
แม้เล่าเจี้ยงจะตระหนักเตรียมใจไว้แล้ว กระนั้นเมื่อนึกถึงนางก็ยังปวดหัวเล็กน้อย
“ช่างเถิด ไปดูสนามฝึกก่อนดีกว่า! อีกไม่นานจะมีการฝึกซ้อมรบแล้ว”
เขาปล่อยเรื่องของซัวเอี๋ยมไว้ก่อน กองทัพของจวนแม่ทัพหลังก่อตั้งมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และถึงเวลาไปดูผลการฝึกช่วงนี้พอดี
กองทัพของแม่ทัพหลังอยู่ใกล้กับภูเขาหมางซาน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองลกเอี๋ยงใต้ติดแม่น้ำเหลือง เป็นส่วนที่ขยายออกของเทือกเขาฉินหลิ่งซาน และเป็นเทือกเขาย่อยของเทือกเขาเสียวซาน
ภูเขาหมางซานมีความสูงไม่ถึงระดับน้ำทะเล อย่างมากก็แค่สูงไม่กี่ร้อยหมี่ เป็นเนินดินเหลือง เป็นกำแพงธรรมชาติทางตอนเหนือของลกเอี๋ยง และเป็นยุทธภูมิทางทหาร! กองทหารส่วนใหญ่ของลกเอี๋ยงล้วนฝึกฝนอยู่ที่นี่ แม้แต่หอผิงเล่อ*[1] ก็ตั้งอยู่ตรงนี้ด้วย
ภูเขาหมางซานหาใช่เป็นพื้นที่สำคัญทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นสุสานของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกด้วย ฮ่องเต้ทุกองค์ในราชวงศ์ฮั่นตะวันออกถูกฝังไว้ที่ภูเขาหมางซานนี้นับตั้งแต่พระเจ้าฮั่นกวังอู๋ตี้ หรือ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ ปฐมจักรพรรดิในราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
จางไจ่แห่งราชวงศ์จิ้นบรรยายถึงภูเขาหมางซานใน ‘บทกวีไว้อาลัย’ ไว้ว่า ‘หมางซานเหนือหดหู่อาดูร สุสานอนุสรณ์เด่นหราอยู่สี่ห้าหลัง ถามว่าใครเป็นเจ้าของหลุมศพกัน เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นนั้นแล’
เล่าเจี้ยงไม่ได้กลับไปที่จวนแม่ทัพหลัง เมื่อออกมาจากวังก็ตรงไปยังประตูทิศเหนือ และเมื่อใกล้จะถึงค่ายทหาร ก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว
เขาได้ยินเสียงคำรามของทหารที่ฝึกซ้อมกันมาแต่ไกล
ไม่เอ่ยในแง่ผลการฝึกจะเป็นอย่างไร แค่แรงผลักดันนี้ ก็ทำให้เล่าเจี้ยงปลื้มใจมากโขแล้ว
ค่ายทหารมีการเฝ้าอย่างแน่นหนา ทว่าทหารคุ้นเคยกับแม่ทัพหลังเป็นอย่างดีแล้วจึงมองมาแต่ไกล ทหารนอกค่ายทั่วไปมีเตียนอุยกองพลคุ้มกันเป็นคนรับผิดชอบ ซึ่งกองพลคุ้มกันเป็นพลคุ้มกันส่วนตัวของเล่าเจี้ยงเอง
ค่ายทหารแบ่งออกเป็นห้ากอง ฮองตง เตียนอุย ไทสูจู้และจูล่งแยกกันฝึกทหารอยู่ตรงหัวมุมทั้งสี่ บริเวณตรงกลางเป็นพื้นที่พักผ่อน ซึ่งก็คือส่วนที่เล่าเจี้ยงต้องการ เขาหวังว่าทหารแต่ละกองจะสามารถกระชับความสัมพันธ์ในตอนว่างได้
เมื่อแม่ทัพหลังเข้ามาในค่าย ทางซ้ายและขวาคือกองพลเกาทัณฑ์ของฮองตงและกองพลคุ้มกันของเตียนอุย ซึ่งทหารทั้งสองกองอาจจะฝึกด้วยกันเป็นครั้งคราว
ผ่านกองพลเกาทัณฑ์ไป ก็เป็นกองพลอาชาที่จูล่งฝึก ซึ่งกองพลอาชาส่วนใหญ่ฝึกขี่ม้าและยิงเกาทัณฑ์ บางครั้งก็จะไปแลกเปลี่ยนกับทหารของหน่วยกองพลเกาทัณฑ์ด้วย
สุดท้ายคือกองทหารม้าเกราะหนัก มีพื้นที่และจำนวนคนมากสุด ซึ่งจำนวนทหารม้ามีถึงห้าพันห้าร้อยนาย!
นี่ต้องขอบคุณความโชคดีของจูล่ง ใครให้กองพลอาชาของจูล่งรับสมัครคนเพียงแค่ห้าร้อยคนกันเล่า!
เล่าเจี้ยงมาที่สนามฝึกกองพลเกาทัณฑ์ก่อน เขามาที่นี่หลายครั้งแล้ว ทว่าทุกครั้งที่มา ฮองตงทำให้เขาประหลาดใจอยู่ร่ำไป
ในกองพลเกาทัณฑ์มีทหารสามพันนาย และการฝึกหลักของทหารเหล่านี้มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการยิงเกาทัณฑ์
แม่ทัพหลังได้ออกคำสั่งฮองตงไปแล้ว ต้องให้ทหารกองพลนี้ยิงเกาทัณฑ์หนึ่งต้านได้! และค่ายกลยิงเกาทัณฑ์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกองทัพส่วนตัวก่อนหน้านี้
เงื่อนไขเหล่านี้ดูเหมือนจะง่าย แต่ความจริงยากมาก! ฮองตงใช้เวลาถึงห้าปีเต็มในการฝึกทหารส่วนตัวร้อยคนในเวลานั้น
ดีที่ทหารส่วนตัวเหล่านี้ไม่ได้ถูกเล่าเจี้ยงทำลายไปเสียหมด ยังคงเหลืออีกหลายสิบคน! ฮองตงแบ่งทหารสามพันนายออกเป็นหกหน่วย และทุกหน่วยจะมีอดีตทหารส่วนตัวเป็นหัวหน้า และฝึกฝนกันอย่างหนัก
แต่ถึงกระนั้น ตอนนี้ยังคงฝึกฝนความแม่นยำอยู่ ยังไม่ได้ฝึกซ้อมค่ายกลยิงเกาทัณฑ์
ฮองตงสมกับเป็นเทพเกาทัณฑ์ ใช้เวลาไม่นานเขาก็สังเกตเห็นร่างของเล่าเจี้ยง และวิ่งตรงมาแต่ไกล
“นายท่าน!”
“ฮั่นเซิง การฝึกซ้อมเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฮองตงมองไปที่ทหารใต้บังคับบัญชา ก่อนเผยสีหน้าค่อนข้างพอใจออกมา
“นายท่าน แม้จะเทียบกับทหารองครักษ์ก่อนหน้านี้ไม่ได้ กระนั้นกำลังแขนของทหารเหล่านี้ก็ไม่มีปัญหา และสามารถยิงติดต่อกันได้ยี่สิบกว่ารอบด้วยเกาทัณฑ์หนึ่งต้านแล้ว”
เล่าเจี้ยงประหลาดใจอย่างมาก ไม่นานมานี้พวกทหารหลายคนยังทำได้เพียงง้างคันเกาทัณฑ์อยู่เลย ไม่คิดเลยว่าจะคืบหน้าไปเร็วขนาดนี้!
“ดีมาก! สมกับเป็นฮั่นเซิง ทำให้ข้าประหลาดใจทุกครั้ง”
“นายท่านชมเกินไปแล้ว”
“ฮั่นเซิง ครั้งนี้ข้าก็มีเรื่องประหลาดให้เจ้าเช่นกัน ไปทำงานก่อนเถิด เมื่อข้าเดินตรวจค่ายเสร็จ ค่อยคุยกันที่กระโจมกลาง”
ฮองตงกุมมือรับคำสั่ง ก่อนหมุนตัวกลับไปฝึกต่อ ในขณะที่เล่าเจี้ยงเดินไปทางกองพลคุ้มกัน
กองพลคุ้มกันมีทหารแค่เพียงพันคน แม่ทัพหลังไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก ต้องการแค่เพียงสองคำเท่านั้น
กล้าหาญ! โหดเหี้ยม!
กองพลคุ้มกันเป็นพลคุ้มกันของเล่าเจี้ยง ในช่วงสู้รบพวกเขาต้องอยู่เคียงข้างปกป้องนายท่าน จำต้องมีความกล้าหาญดุดัน และโหดเหี้ยมไร้ความปรานี!
ความสามารถในการฝึกของเตียนอุยมีจำกัด ให้เขานำทัพจู่โจมไปเลยไม่มีปัญหาอะไร แต่หากให้เขาฝึกทหารหลายพันคน มันคงจะเป็นการทรมานเขามาก
ดังนั้นเล่าเจี้ยงจึงมอบทหารให้เขาเพียงพันคน ทว่าทหารพันคนนี้หาใช่เอามารวมตัวกันอย่างลวก ๆ แต่เป็นคนแข็งแกร่งที่เตียนอุยคัดเลือกมาเป็นอย่างดี
ตั้งแต่กองพลคุ้มกันก่อตั้งขึ้นวันนั้น แม่ทัพหลังเคยมาดู ทุกคนแข็งแกร่งมาก แม้จะเทียบกับเตียนอุยไม่ได้ กระนั้นหากอยู่ต่อหน้าทหารธรรมดา มีแรงกดดันอันน่าเกรงขามแน่นอน
เล่าเจี้ยงเชื่อว่ากองพลคุ้มกันที่นำโดยเตียนอุยจะต้องสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับศัตรูแน่นอน
หลังออกจากกองพลคุ้มกันเดินตรงไปไม่ไกลนักก็มาถึงสนามฝึกของกองทหารม้าเกราะหนัก
สนามฝึกซ้อมของกองทหารม้าเกราะหนักนั้นใหญ่มาก เมื่อยืนอยู่ริมขอบทอดมองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา การฝึกทหารม้าคือการพุ่งเข้าโจมตีและการกวัดแกว่งอาวุธ จะต้องมีระยะห่างเพียงพอให้ทหารม้าขับเคลื่อน
กองทหารม้าเกราะหนักของไทสูจู้มีทหารม้าห้าพันห้าร้อยนาย แม้จะมีจำนวนมาก แต่กลับเป็นกองที่บัญชาการได้ดีที่สุด
ทหารม้าส่วนใหญ่ในกองทหารม้าเกราะหนักล้วนเป็นลูกน้องใต้บังคับบัญชาตั้งแต่ตนเป็นผู้บัญาการทหารม้า ซึ่งล้วนผ่านการสู้รบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน! ทหารเหล่านี้อยู่เริ่มต้นได้สูงกว่ากองพลเกาทัณฑ์กับกองพลคุ้มกันอยู่มาก
แต่ถึงกระนั้น ไทสูจู้ยังคงไม่ชะล่าใจ การฝึกซ้อมในแต่ละวันนั้นเข้มงวดมาก จนถึงขั้นม้ามักจะหมดแรงตาย!
เล่าเจี้ยงก็ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ ได้กินเนื้อม้าอย่างไม่มีวันหมด!
เขาไม่สามารถดูแคลนสถานการณ์การฝึกของกองทหารม้าหัวหอกได้ ม้าวิ่งฝุ่นคลุ้งไปทั่วทุกที่ รู้สึกได้แค่เพียงแผ่นดินกำลังสั่นไหว
ในประวัติศาสตร์ไทสูจู้ป่วยเพราะทำงานหนัก มีอายุแค่สี่สิบเอ็ดปีก็ป่วยตายแล้ว
ทว่ามีบางคนคิดว่าเขาใช้พลังงานมากเกินไปในการต่อสู้กับเล่าผวน*[2]
ไม่ว่าอย่างไร เล่าเจี้ยงก็ยังกังวลว่าเขาจะตายเร็วอยู่เสมอ จึงมักจะเตือนให้เขาใส่ใจกับการพักผ่อนให้มาก ๆ อย่าทำงานหนักเกินไป
ทว่าไทสูจู้รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของนายท่านมาก และไม่เคยลดหย่อนผ่อนปรนเลย เล่าเจี้ยงพยายามโน้มน้าวเขาหลายครั้ง ทว่าผลที่ได้ก็มีจำกัดมาก
“เฮ้อ เรายังขาดขุนศึกอยู่ดี ไม่เช่นนั้นไทสูจู้ก็ไม่ต้องทำหลายเรื่องด้วยตัวเองหรอก!”
เล่าเจี้ยงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนหันกลับเดินไปที่กองพลอาชาของจูล่ง
[1] หอผิงเล่อ ใช้เป็นสวนล่าสัตว์สำหรับฮ่องเต้ สวนนี้มีความกว้างขวางใหญ่โต จึงเหมาะจะใช้เป็นที่พักตั้งค่ายของกองทัพ พระเจ้าเลนเต้ทรงเคยใช้เป็นที่สวนสนามของแปดกองพันส่วนพระองค์ และเมื่อครั้งโฮจิ๋นเรียกให้ตั๋งโต๊ะนำทัพมากดดันขันทีก็ให้พักทัพอยู่ที่นี่
[2] เล่าผวน หลานชายของเล่าเปียว เขาร่วมมือกับฮองตงในการโจมตีทัพของซุนเซ็กและปะทะกับไทสูจู้ในการป้องกันอำเภอโยวของเมืองเตียงสา แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้และไม่ถูกกล่าวถึงอีก ในนิยายแต่งว่าหลังสมรภูมิผาแดงเซ็กเพ็กแล้ว เขาได้เข้าร่วมกับก๊กของเล่าปี่โดยมีฮองตงช่วยแนะนำให้ และได้รับมอบหมายให้ดูแลเมืองเตียงสา