พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 158 การต่อสู้ระหว่างขุนศึก
บทที่ 158 การต่อสู้ระหว่างขุนศึก
การฝึกซ้อมทหาร!
พวกฮองตงสี่คนมีแววตาเปล่งประกาย พลางค่อย ๆ กำหมัดแน่น
นี่เป็นโอกาสดีที่จะสร้างชื่อให้กับตัวเอง หากสามารถข่มแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นได้ เช่นนั้นอำนาจของจวนแม่ทัพหลังเราก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
“นายท่าน เราจะจัดการฝึกซ้อมทหารนี้อย่างไรดี?”
เล่าเจี้ยงเอามือเท้าคางทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พระเจ้าเลนเต้ไม่ได้พูดรายละเอียดการฝึกซ้อมทหารโดยเฉพาะ เขาทำได้เพียงอาศัยการอนุมานเท่านั้น
“ข้าเดาว่าแต่ละฝ่ายน่าจะนำทหารสองร้อยถึงห้าร้อยนายเผชิญหน้ากันแบบขบวนทัพ อีกอย่าง อาจจะมีการประลองร่วมด้วย”
เตียนอุยหัวเราะเสียงดัง และลุกโพล่งขึ้นยืน
“นายท่าน! ไอ้พวกไร้ประโยชน์ลูกน้องโฮจิ๋นจะมีคนเก่ง ๆ ที่ไหนกัน? นายท่านแค่ให้ข้าเป็นคนนำพี่น้องห้าร้อยนาย ข้าจะกวาดล้างพวกเขาทั้งหมดแม้แต่เกราะก็ไม่ให้เหลือแน่นอน!”
แม่ทัพหลังเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนโบกมือรัวๆ ให้รีบนั่งลง
“เอ้อร์ไหล พวกเรามาฝึกซ้อม ฝึกซ้อมเข้าใจไหม ไม่ใช่ฆ่า และจะเอาชีวิตใครไปไม่ได้!”
เขาไม่คิดจะให้เตียนอุยลงสนามเลย คนบ้าบิ่นเช่นนี้อาจทำให้เกิดปัญหาได้
“ฮั่นเซิง!”
เล่าเจี้ยงคิดไปคิดมาก็คิดว่าฮองตงเหมาะสมที่สุด พยัคฆ์เกาทัณฑ์ค่อนข้างสงบนิ่ง มีพื้นฐานทางการทหาร และตามเขาสู้รบมานาน ไม่มีปัญหาแน่นอน
ฮองตงเดินไปตรงกลางแล้วโค้งคำนับ
“ขอรับ!”
“ฮั่นเซิง เจ้าเลือกทหารหนึ่งร้อยนายจากกองพลคุ้มกัน ทหารสองร้อยนายจากกองทหารม้าเกราะหนัก และเลือกทหารอีกสองร้อยนายจากกองพลเกาทัณฑ์ของเจ้า รูปแบบค่ายกลทหารม้าของเว่ยชิงข้าให้เจ้าแล้วไม่ใช่หรือ? เจ้าปรับค่ายกลชุดนี้อย่างง่ายไปก่อน ไม่แน่อาจจะเพิ่มกำลังรบไปไม่น้อย”
“ข้อน้อยรับคำสั่ง!”
เมื่อฮองตงนั่งลงเสร็จ เล่าเจี้ยงก็มองไปทางจูล่งและไทสูจู้
“หากเป็นการประลองก็ให้จูล่งลงสนาม หากเป็นการแข่งยิงเกาทัณฑ์ก็ให้จืออี้ลงสนาม ข้าขอกล่าวคำไม่เป็นมงคลก่อน การฝึกซ้อมทหารครั้งนี้ มีแค่ต้องชนะ ห้ามแพ้! หากใครไม่มั่นใจ ก็พูดออกมาตอนนี้ได้เลย!”
ทั้งสองออกมาเบื้องหน้าแล้วกุมมือโค้งคำนับ
“พวกเราจะนำชัยชนะกลับมาอย่างแน่นอน!”
เล่าเจี้ยงย่อมเชื่อในตัวพวกเขาอยู่แล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องกระตุ้นด้วยคำพูดเพื่อป้องกันไม่ให้ชะล่าใจ
“นายท่าน แล้วข้าเล่า!”
เมื่อเห็นแม่ทัพหลังไม่มีคำสั่งอื่นแล้ว เตียนอุยก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาทันที
“นายท่าน พวกเขาทั้งสามต่างได้ออกหน้า แล้วข้าเล่า! ข้าต้องลงสนามด้วย!”
เล่าเจี้ยงจะกล้าปล่อยให้เตียนอุยลงสนามได้อย่างไร อีกฝ่ายลงมือไม่เหมาะสมนัก หากเกิดฆ่าคนขึ้นมาจบแน่!
แต่เมื่อดูท่าที หากไม่มอบหมายหน้าที่ให้เสียหน่อย เตียนอุยไม่เลิกราแน่!
“นายท่าน การประลองน่ะไม่ไหวหรอกให้ข้าไปเถิด ดูร่างบอบบางของจูล่งสิ เขาเคยสู้แบบดวลที่ไหนกัน ข้าไม่เป็นไร! ต่อให้ไอ้คนขายหมูนั้นเข้ามาตามใจ ข้าก็ไม่กลัว!”
ทันทีที่เตียนอุยพูดจบ จูล่งก็ไม่ยอม เดิมทีก็ฝึกกองพลอาชาได้ไม่ดี แม้แต่การฝึกซ้อมทหารยังไม่ใช้ทหารของกองพลอาชา หากถูกเตียนอุยแย่งการประลองไปอีก เขาคงจะเชิดหน้าขึ้นมาอีกไม่ได้!
“นายท่าน ไม่ว่าแม่ทัพใหญ่จะส่งคนมากี่คน ข้าก็ไม่กลัว! ไม่จำเป็นต้องให้เอ้อร์ไหลมาแทนที่ข้า”
เตียนอุยเห็นสหายไม่ยอม ก็ยิ่งร้อนใจมากขึ้น
“นายท่านอย่าไปฟังจูล่ง ท่านให้ข้าไปเถิด ข้าจะทุบพวกมันให้กลิ้งตลบไปหมดแน่!”
“นายท่าน ข้า…”
“เอาละ เอาละ!”
เล่าเจี้ยงรำคาญเด็กสองคนทะเลาะกันไม่หยุดจะแย่แล้ว
“เอ้อร์ไหล วันนั้นเจ้าติดตามอยู่ข้างกายข้า ข้ามีงานสำคัญอีกอย่างให้ทำ!”
แม่ทัพหลังไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงหาเหตุผลมาข่มเตียนอุยเอาไว้ ถึงตอนนั้นลงสนามเขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
“เอ๊ะ นายท่าน เหตุใดไม่บอกเร็ว ๆ เล่า ข้าจะได้ไม่ต้องแย่งกับจูล่ง!”
เล่าเจี้ยงระอาจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าเจ้าเตียนอุยจะโทษตัวเอง
“เอาละ กลับมาที่เรื่องสำคัญ! หลังจากผ่านการฝึกซ้อมทหารครั้งนี้ไป เราอาจจะได้เดินทางไปซีเป่ย! ถึงตอนนั้นเราต้องเผชิญหน้ากับกองทัพเสเหลียง ซึ่งแข็งแกร่งกว่ากองทัพโพกผ้าเหลืองหลายเท่าหรือหลายสิบเท่า”
เอาแล้วละเหวย!
ในใจพวกฮองตงสี่คนมีสี่คำนี้แวบเข้ามา
“นายท่าน สงครามทางซีเป่ยเป็นอย่างไรบ้าง ฮองฮูสงเล่า? รบพ่ายแล้วหรือ?”
เล่าเจี้ยงมองไทสูจู้ที่ถามออกมา ตอนนี้พวกเขาไม่เพียงแต่ตื่นเต้นเท่านั้น แต่ยังกังวลอีกด้วย
“สงครามทางซีเป่ยน่าจะอยู่ในช่วงยื้อยุดกัน แม้ฮองฮูสงจะไม่สามารถเอาชนะกองทัพเสเหลียงได้ แต่ก็ไม่พ่ายกลับมา”
“เช่นนั้นเราไปสนับสนุนไอ้เฒ่าผู้นั้นหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าเตียนอุยไม่เต็มใจที่จะไปช่วยฮองฮูสง เขายังจำเรื่องที่ฮองฮูสงสังหารหมู่กลุ่มเชลยศึกโพกผ้าเหลืองได้
เล่าเจี้ยงส่ายหน้าให้ จากนั้นเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา
“อีกไม่นานฮองฮูสงจะถูกเล่นงานแล้ว ถึงตอนนั้นจะมีคนจัดการเขาเอง”
ไทสูจู้มองนายท่านด้วยความฉงน ด้วยไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร
“นายท่าน ฮองฮูสงจะไม่พ่ายมิใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงยังถูกเล่นงานได้?”
รอยยิ้มบนใบหน้าเล่าเจี้ยงยิ่งชัดเจนขึ้น โดยปราศจากความรู้สึกดีๆ ต่อฮองฮูสงเลยแม้แต่น้อย
“เพราะมีหลายคนไม่อยากให้เขาประสบความสำเร็จ รวมถึงฝ่าบาทด้วย”
“แล้วเหตุใดฝ่าบาท…”
เล่าเจี้ยงยื่นมือขัดจังหวะไทสูจู้เพราะไม่อยากอธิบายเรื่องพวกนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องสนใจอะไร
“จืออี้ เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องจริงจัง มันไม่สำคัญ”
แม่ทัพหลังสับสนเล็กน้อยว่าวันนี้ไทสูจู้เป็นอะไร ปกติเขาจะไม่ถามและคาดคั้นเอาคำตอบขนาดนี้ แต่ตนไม่อยากอธิบายอีกจริงๆ เพราะหลังจากคลายข้อสงสัยเรื่องนี้แล้ว เดี๋ยวก็ถามคำถามอื่นขึ้นมาอีก!
แม้เล่าเจี้ยงจะอธิบายหนึ่งชั่วยามก็ไม่จบไม่สิ้นจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อ
“เรื่องสำคัญของเราตอนนี้คือจะเอาชนะโฮจิ๋นในการฝึกซ้อมทหารอย่างไร และหลังจากไปซีเป่ยแล้วจะเอาชนะกลุ่มกบฏอย่างไร!”
ฮองตงยืนขึ้นอีกครั้ง พลางกุมมือเอ่ยรับปาก
“นายท่าน เรื่องการฝึกซ้อมทหารท่านโปรดวางใจ พวกเราจะไม่แพ้แม่ทัพใหญ่แน่นอน!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเบา ๆ เขาไม่มีอะไรต้องห่วงเรื่องการฝึกซ้อมทหารแล้ว ถึงอย่างไรเขาก็รู้จักลูกน้องที่มีความสามารถของโฮจิ๋นดี
“ฮั่นเซิง นั่งลงเถิด ข้าไม่มีอะไรต้องกังวลกับเรื่องฝึกซ้อมทหารแล้ว เพียงแต่กลุ่มกบฏทางซีเป่ยนั้นน่าปวดหัวกว่า”
ฮองตงไม่ได้นั่งลง ตรงกันข้ามกลับมีสีหน้าจริงจัง
“นายท่าน กบฏซีเป่ยเหนือชั้นกว่ากองทัพโพกผ้าเหลืองมาก อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นทหารม้า พวกเราจะประมาทไม่ได้!”
สิ่งที่พยัฆ์เกาทัณฑ์พูด ไฉนเลยแม่ทัพหลังจะไม่รู้ ในประวัติศาสตร์กลุ่มกบฏที่นำโดยหันซุยกับเปียนจางรบชนะกองทัพทางการหลายครั้ง ชื่อเสียงขจรไกล สุดท้ายกองกำลังก็เติบใหญ่เป็นหนึ่งแสนคน!
ฮองฮูสง เตียวอุ๋น ซุนเกี๋ยน ตั๋งโต๊ะและขุนพลมีชื่อเสียงอีกหลายคนล้วนทำอะไรพวกเขาไม่ได้ คงต้องร้ายกาจมากแน่นอน
“ฮั่นเซิงพูดถูก เราจะเอากองทัพโพกผ้าเหลืองกับกบฏซีเป่ยมารวมกันไม่ได้เด็ดขาด! พวกเราสามารถเอาชนะกองทัพโพกผ้าเหลืองแสนกว่าคนด้วยคนนับหมื่นได้ นั่นเป็นเพราะกองทัพโพกผ้าเหลืองทั้งหมดเป็นพวกเสเพลและทหารไร้ความสามารถ”
“แต่กองทัพเสเหลียงต่างไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขากล้าหาญและเก่งในการต่อสู้ มีทักษะการขี่ม้าที่ยอดเยี่ยม หากเราเอาชนะศัตรูหนึ่งคนได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว”
เล่าเจี้ยงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองพูดเกินจริงเลย กลับกันคิดว่าตนมองโลกในแง่ดีด้วยซ้ำ
โจโฉเก่งแค่ไหน เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพเสเหลียงของม้าเฉียวก็ยังถูกโจมตีจนหนีเตลิดไปเหมือนเดิม
“นายท่านเหตุใดพูดให้คนอื่นดูดีแต่ทำลายศักดิ์ศรีตนเองด้วยเล่า หรือกบฏซีเป่ยพวกนั้นไม่ใช่มนุษย์รึ? ตราบใดที่เขามีสองแขนสองขา ข้าก็ไม่กลัวเขาหรอก!”