พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 19 เข้าใจผิด
บทที่ 19 เข้าใจผิด
“ช้าก่อน!! แค่ก ๆๆ!”
ตอนที่หอกยาวใกล้จะแทงเข้าไปตรงหัวใจของเตียนอุย ก็มีเสียงอ่อนแรงดังขึ้น
เล่าเจี้ยงตะโกนอย่างสุดกำลัง จนไออย่างรุนแรง
ไทสูจู้เห็นเล่าเจี้ยงยังไม่ตายก็รู้สึกยินดี และไม่สนใจเตียนอุยอีก เขารีบวิ่งไปหาเจ้านายและมองสำรวจทั่วตัว
“คุณชายเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ขอรับ?”
เมื่อเห็นเล่าเจี้ยงมีสีหน้าซีดเซียว ไทสูจู้ก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
“จืออี้เบาใจก็พอแล้ว!”
เล่าเจี้ยงเผยรอยยิ้มออกมา และพยักหน้าเบา ๆ
เมื่อครู่เขาหมดสติไปจริง ๆ ทวนใหญ่ของเตียนอุยที่ไทสูจู้กระแทกหลุดมือไป ตกอยู่ไม่ไกลเล่าเจี้ยงพอดี และปลุกคุณชายให้ตื่นขึ้น
เล่าเจี้ยงเห็นเตียนอุยใกล้จะถูกแทงตายแล้ว จึงไม่สนใจร่างกายที่บาดเจ็บ แล้วรีบร้องห้าม
“เฮ้! นี่มันเรื่องอะไร!”
เมื่อเห็นเตียนอุยที่นอนราบอยู่บนพื้น เล่าเจี้ยงก็รู้สึกจนใจอย่างมาก
โน้มน้าวยังไม่ทันสำเร็จ ก็เกือบจะฆ่าเขาแล้ว!
“เราสองคนไม่ได้มาจับเจ้าจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงมองชายหน้าดุอย่างขุ่นเคือง นึกอยากจะฆ่าเขานัก ทว่ากลับตัดใจทำไม่ลง
“จริงหรือ?”
เตียนอุยในตอนนี้ก็สงบลง หากสองคนนี้มาจับตัวเองจริง เขาคงได้ตายจากการโจมตีเมื่อครู่นี้แแล้ว
“พวกเรามาจากเลี่ยนหยาจะไปลกเอี๋ยง เพื่อมาหาเจ้าจึงตั้งใจอ้อมทางมาที่ตันลิว ใครจะไปรู้ว่าเจ้าถูกทางการติดป้ายประกาศจับกุม!”
“คุณชายค้างแรมอยู่ที่นี่ตั้งหลายวันเพื่อตามหาเจ้า!”
“เจ้ามันไร้เหตุผล ไม่รู้จักถามให้กระจ่าง ก็เอาอาวุธมาเที่ยวปาหัวคนอื่นไปทั่ว! ”
ไทสูจู้ชี้หน้าด่าผู้ใช้ทวนให้หายแค้น
เตียนอุยเกาหัว มองไปทางเล่าเจี้ยงด้วยสีหน้าแดงเรื่อ
“ข้าเตียนอุยเป็นแค่ชาวนา ตอนนี้ยังถูกประกาศจับอีก พวกเจ้ามาหาข้า จะเป็นเรื่องอันใดได้”
เล่าเจี้ยงสูดหายใจเข้าลึก ระงับความเจ็บปวด
“ข้าเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น เป็นบุตรชายของเล่าเอี๋ยนที่กำลังรับตำแหน่งหนึ่งในเสนาบดีทั้งเก้าในตอนนี้”
“ได้ยินว่าเตียนอุยองอาจกล้าหาญ จงเกลียดจงชังคนชั่วเข้ากระดูกดำ มีพละกำลังมาแต่กำเนิด ไร้คู่ต่อสู้”
“ข้าถึงได้เสียแรงตามหาเจ้า!”
“กลับไม่คิดว่าเจ้าจะแยกแยะไม่ออก และจะเข่นฆ่าคนดี ๆ ด้วย”
เตียนอุยไม่พูดอะไร เขาทำไม่ถูกจริง ๆ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่มีอะไรจะพูด
“เจ้าจะยอมรับหรือไม่?”
ไทสูจู้เห็นคู่กรณียืนเงียบจึงคำรามใส่อย่างกราดเกรี้ยว
เตียนอุยตะโกนอย่างเดือดดาล
“ไม่ยอมเฟ้ย!”
“หึ ๆ เจ้าใกล้จะกลายเป็นผีใต้หอกอยู่แล้ว ยังไม่ยอมรับอีก!”
ไทสูจู้หัวเราะเยาะ ตอนนี้จะยอมหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว
“หากข้าไม่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้เสือร้ายเสียก่อน และทำอาวุธหายไปชิ้นหนึ่ง เจ้าจะได้มาโอ้อวดอยู่ตรงนี้ได้รึ?”
เตียนอุยพ่นลมฟืดฟาด ในใจคิดว่าถึงอย่างไรก็ไม่รอดแล้ว จะยอมรับหาพระแสงอะไร
“จืออี้ใจเย็น ๆ!”
เล่าเจี้ยงห้ามไทสูจู้ที่กำลังระเบิดอารมณ์ไว้ ก่อนมองไปทางเตียนอุย
“เจ้าเป็นคนเกิดในยุคราชวงศ์ฮั่นของข้า กลับไม่คิดจะตอบแทนชาติบ้านเมือง คือความจงรักภักดี”
“พ่อแม่เลี้ยงดูอบรมสั่งสอน แต่เจ้ากลับไร้ศักดิ์ศรี คือความอกตัญญู”
“ไม่ถามให้กระจ่างแจ้ง เข่นฆ่าคนบริสุทธิ์ไปเรื่อย คือการไร้ความเมตตา”
“พวกข้าเสี่ยงอันตรายขึ้นเขามาหาเจ้า แต่เจ้ากลับทำร้ายคนดีด้วยความเข้าใจผิด คือความอยุติธรรม”
เล่าเจี้ยงพักไปครู่หนึ่ง พลันเปล่งเสียงตะโกนดัง
“ตอนนี้ทั้งไม่จงรักภักดี กตัญญู เมตตา และยุติธรรม เจ้าจะมีหน้าอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร?”
เตียนอุยมีสีหน้าเปลี่ยนไปมหันต์ เขาต้องการจะโต้เถียง ทว่าคำพูดของเล่าเจี้ยงนั้นเฉียบคม ทุกประโยคล้วนสมเหตุสมผล จนเขามิอาจโต้แย้งได้
“ด่าเสร็จแล้วใช่หรือไม่! ข้าขอยอมตาย!”
เมื่อเห็นท่าทางของเตียนอุย เล่าเจี้ยงก็รู้ว่าพอสมควรแล้ว จึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา
“คุณชายห้ามเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตราย!”
ไทสูจู้ตกใจ รีบเข้าไปขวางเล่าเจี้ยง
เขาไม่กล้าปล่อยให้คุณชายไปเสี่ยงได้ หากเจ้านายได้รับบาดเจ็บอีก เขาคงไม่มีหน้าไปเจอมารดาแล้วจริง ๆ
ขืนเล่าเจี้ยงตายอยู่ที่นี่วันนี้ ไทสูจู้เกรงว่ามิอาจมีชีวิตต่อไปเพียงลำพังได้
เล่าเจี้ยงส่ายหน้าให้ลูกน้อง และยังคงก้าวไปพยุงเตียนอุยขึ้นมา
“จืออี้ มาช่วยหน่อยเร็ว!”
เจ้านี่หนักมากจริง ๆ จึงรีบตะโกนเรียกคนของตัวเอง
ไทสูจู้เข้าไป ก่อนทั้งสองจะช่วยกันพยุงเตียนอุยขึ้นมา
เตียนอุยมองเล่าเจี้ยงอย่างมึนงง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ที่พวกเจ้าทำหมายความว่าอย่างไร ไม่ฆ่าข้าแล้วรึ?”
เตียนอุยเองก็ไม่อยากตายเหมือนกัน ตายมิสู้มีชีวิตอยู่ เมื่อมีชีวิตอยู่ได้ย่อมมีทางไปต่อ
เล่าเจี้ยงจัดแจงปิ่นของตนเอง ก่อนเริ่มชักชวนเตียนอุยด้วยสีหน้าจริงจัง
“ยามนี้ใต้หล้าปั่นป่วนโกลาหล เบื้องหน้ามีการแก่งแย่งชิงอำนาจระหว่างขุนนางกับพระประยูรญาติ เบื้องหลังก็มีลัทธิโพกผ้าเหลืองที่หลอกล่อใจคน”
“นี่คือฤดูใบไม้ร่วงแห่งความเป็นความตาย พูดตามตรง ข้ารู้ว่าลัทธิโพกผ้าเหลืองจะก่อกบฏใกล้เข้ามาแล้ว ช่วงเวลาอันวุ่นวายกำลังมาถึง”
“เล่าเจี้ยงไม่ได้เคร่งศีลธรรม ทว่าต้องการเผยแพร่ความยุติธรรมไปทั่วใต้หล้า และช่วยเหลือปวงชนจากน้ำและเพลิงกาฬ”
“ข้ารู้ว่าผู้กล้าเตียวเป็นคนซื่อสัตย์ ที่กล่าวว่าไร้ความภักดี ไร้เมตตา อกตัญญู ไร้ยุติธรรมเป็นแค่คำโน้มน้าว ข้าขอร้องผู้กล้าเตียวไปช่วยข้าอีกแรงหนึ่ง!”
เล่าเจี้ยงโค้งตัวคำนับ น้ำเสียงจริงใจ ท่าทางสดใส
เตียนอุยรู้สึกหวั่นไหวอย่างมาก เขาเป็นคนหยาบกระด้าง เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ที่ไหนกัน
“เตียวผู้นี้เป็นคนที่ถูกประกาศจับ เกรงว่าคงทำให้คุณชายลำบาก”
เล่าเจี้ยงได้ยินเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าการชักชวนมีหวังขึ้นมาทันที
“ผู้กล้าเตียวไม่ต้องกังวล เมื่อก่อนเจ้าเป็นคนดี ช่วยเหลือชาวบ้านจากผู้มีอิทธิพล”
“ลิย่งคนผู้นี้ข้าก็เคยได้ยินมาบ้าง อาศัยบารมีตระกูล ก่อกรรมทำชั่ว ถือว่าขจัดอันตรายให้กับทุกคน”
“หากตามข้าไปลกเอี๋ยง ข้ารับรองว่าเจ้าจะไม่เป็นอะไร!”
เตียนอุยกับเล่าเจี้ยงประสานสายตากันอยู่เนิ่นนาน ชายหน้าดุก็คุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว
“คุณชายเดินทางหลายพันลี้มาตามหาข้า ข้ากลับทำร้ายคุณชาย สมควรถูกตัดหัว”
“ยามนี้คุณชายไม่ทอดทิ้ง และไม่ถือโทษความหยาบคายของข้า ช่างเหนือความคาดหมายยิ่งนัก”
“ข้าเตียนอุยเป็นหนี้เท่าชีวิต ลมหายใจนี้จะขอติดตามคุณชาย ไม่มีทางคิดเป็นอื่นแน่นอน!”
สิ้นเสียงก็คำนับหัวแตะพื้นสามครั้งอย่างแรง เล่าเจี้ยงได้ยินเช่นนี้ก็ปีติยินดีนัก จึงพยุงเตียนอุยขึ้นมาด้วยสองมือ
“เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวัง ข้าก็จะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน!”
เตียนอุยมองไปทางไทสูจู้ด้วยสีหน้าสำนึกผิด
“เมื่อครู่ล่วงเกินไปมาก อภัยให้ด้วย!”
ไทสูจู้รู้สึกยินดีกับการยอมเข้าร่วมของอีกฝ่าย จึงไม่ได้กล่าวโทษเขาอีก
“ก่อนหน้านี้ข้ายังคิดว่าเป็นการกล่าวเกินจริง ยามนี้รู้แล้วว่าสายตาของคุณชายเฉียบแหลมนัก จากนี้ไปหวังว่าจะได้เรียนรู้จากท่านมากขึ้น”
เล่าเจี้ยงจับมือทั้งสองคน และทั้งสามก็ปรับความเข้าใจกัน
“ครานี้ กลับเป็นเอ้อร์ไหล*[1] ที่กลับชาติมาเกิดใหม่!”
ทั้งสามหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วป่าเขา
[1] เอ้อร์ไหล เป็นที่รู้จักกันในนามไหลอี้เก๋อร์ รับใช้ฮ่องเต้ราชวงศ์ซาง วิ่งเก่งและแข็งแกร่งมาก