พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 192 เจ้าเทียบกับเตียวก๊กได้หรือ
บทที่ 192 เจ้าเทียบกับเตียวก๊กได้หรือ
บทที่ 192 เจ้าเทียบกับเตียวก๊กได้หรือ?
“เหวินเยว่ ข้างหลังเกิดอะไรขึ้น?”
บางทีการเคลื่อนไหวด้านหลังอาจดังเกินไป ทำให้เปียนจางที่ต่อสู้อยู่ข้างหน้ารู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ
“ผะ… ผู้บัญชาการเปียน น่าจะเป็น… ทหารราบของกองทัพทางการถูกโจมตีกระมัง…”
หันซุยไม่มั่นใจในคำพูดนี้มาก เพราะสิ่งที่เขาได้ยินข้างหูล้วนเป็นเสียงตะโกนของทหารทางการที่ลุกฮือขึ้นมา และเสียงกรีดร้องของกองทัพซีเหลียงที่หลบหนีไป
“จริงหรือ? ไยข้าจึงรู้สึกแปลก ๆ”
เปียนจางขมวดคิ้วมุ่น สายตาที่มองหันซุยดูแคลงใจมาก
“เกิดอะไรขึ้น? เกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
หลังจากเป่ยกงปั่วอวี้ถามอย่างฉงนออกมา ทหารม้าของกองทัพทางการกับทหารม้าของกองทัพซีเหลียงก็ค่อย ๆ หยุดการต่อสู้ลง และแยกกันโดยปริยาย
“ด้านหลังเกิดอะไรขึ้น? เหตุใดข้าถึงได้ยินเสียงทหารของเราถูกสังหาร!”
เมื่อหันซุยได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจทันที รีบขยิบตาให้เป่ยกงปั่วอวี้ ทว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจหันซุยเลยแม้แต่น้อย ยังคงเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระ
“หันซุย เจ้าพูดสิ เจ้าส่งสายตาให้ข้าหมายความว่าอย่างไร!”
หันซุยรีบเบือนสายตาหนี ในใจก่นด่าเจ้าโง่เป่ยกงปั่วอวี้คนนี้ไม่หยุด
คนถ่อยก็คือคนถ่อย ไม่มีสมองสักนิด! เจ้าพูดเช่นนี้ออกมาต่อหน้าธารกำนัล จะให้พวกทหารคิดอย่างไร?
เป็นไปตามคาด พวกทหารม้าของกองทัพซีเหลียงต่างดูสับสน เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ถึงขั้นรู้สึกหวาดกลัวในใจ
ทว่าไม่นานคำตอบก็เปิดเผย เล่าเจี้ยงนำกองทหารม้าหัวหอกของเขาบุกโจมตีเข้ามาแล้ว!
ธงกองทหารม้าหัวหอกปลิวไสวไปตามสายลม และยังมีธงแม่ทัพหลังที่ดูสะดุดตามากกว่าอีกด้วย
จู่ ๆ เปียนจาง หันซุยและเป่ยกงปั่วอวี้ก็กลัดกลุ้มขึ้นมา ทั้งสามมองหน้ากัน โดยไม่มีใครพูดอะไรอีก
“ท่านคือแม่ทัพหลังเล่าเจี้ยงหรือ?”
เปียนจางขี่ม้าไปข้างหน้า ก่อนกุมมือคำนับ
“ข้าคือเล่าเจี้ยง แล้วเจ้าเป็นใคร?”
เล่าเจี้ยงไม่หวั่นกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาควบม้าตรงมาหา และจงใจยื่นดาบใหญ่ในมือออกมาข้างหน้า
โลหิตหยดลงมาไม่ขาดกับคมดาบที่ย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ช่วยรายงานสถานการณ์ในสนามรบด้านหลังให้เรียบร้อยแล้ว!
“ข้าน้อยเปียนจาง คารวะแม่ทัพหลัง”
เล่าเจี้ยงไม่ได้กุมมือคำนับกลับเช่นเคย แต่มองคู่สนทนาด้วยแววตาขุ่นเคือง
“เปียนจาง เจ้ากล้ามากเลยนะ กล้าก่อกบฏอย่างอุกอาจขนาดนี้!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ แม่ทัพหลังเข้าใจข้าผิดแล้ว”
เปียนจางไม่สนใจคำพูดของเล่าเจี้ยงสักนิด ตรงข้ามกลับแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้า
“แม่ทัพหลัง ข้าเห็นว่าฝ่าบาทถูกขุนนางชั่วหลอกลวง จึงตั้งกลุ่มผู้ชอบธรรมขึ้นเพื่อช่วยเหลือราชวงศ์ฮั่น และฟื้นฟูราชสำนัก ข้า…”
“พอแล้ว ๆ”
เล่าเจี้ยงโบกมืออย่างรำคาญ พลางขัดจังหวะคำพูดอันเร่าร้อนของอีกฝ่าย
“เจ้ารู้จักเตียวก๊กใช่ไหม เขาล่อลวงคนหลายแสนเรือนให้ติดตามเขาก่อกบฏ อ้อ จริงสิ เมื่อก่อนพวกเจ้าก็เคยถือธงโพกผ้าเหลืองมิใช่หรือ”
“เจ้าคิดว่าฝีปากของเจ้าเทียบกับเตียวก๊กได้หรือ?”
เปียนจางส่ายหน้า เขาจะยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับเตียวก๊กได้อย่างไร!
“เตียวก๊กล่อลวงผู้คน รวมกลุ่มขึ้นเพื่อก่อกบฏ เปียนจางย่อมเทียบกับเขาไม่ได้อยู่แล้ว และรู้สึกละอายใจที่คลุกคลีกับคนผู้นี้!”
เล่าเจี้ยงกำลังรอคำพูดนี้อยู่เลย ใบหน้าจึงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นข้าขอแนะนำเจ้าอย่าเสียเวลาคุยให้มากความเลย! เตียวก๊กถูกข้าด่าจนกระอักเลือดตาย เจ้าเทียบกับเตียวก๊กไม่ได้ ยังคิดจะทำสงครามน้ำลายกับข้าอีกหรือ!?”
“เจ้าเชื่อไหมว่าข้าจะด่าเจ้าจนหวาดระแวงไปชั่วชีวิต ด่าจนถึงโคตรเหง้าศักราช ด่าจนบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโครตเจ้าหาทางกลับหลุมไม่เจอ?”
เปียนจางยิ่งฟังยิ่งมีสีหน้าทะมึนถึงลง เล่าเจี้ยงผู้นี้หยาบคายเกินไปแล้ว!
“แม่ทัพหลัง ข้าแสดงความเคารพต่อท่าน แต่ท่านกลับหยาบคายกับข้าเช่นนี้!”
“ไอ้กบฏ! ข้าเล่าเจี้ยงเป็นแม่ทัพต้าฮั่น เป็นเสาหลักของบ้านเมือง ต้องรับความเคารพจากคนไร้ญาติขาดมิตรเช่นเจ้าด้วยหรือ!”
เล่าเจี้ยงไม่ไว้หน้าเปียนจางเลยแม้แต่น้อย เขาชี้หน้าก่นด่าอีกฝ่ายยกใหญ่
“เจ้า! อย่าได้พูดจาไร้สาระนักเลย ข้าเปียนจางก็มีชื่อเสียงกว้างขวางเช่นกัน หาใช่คนแบบที่เจ้าพูด”
เปียนจางยิ่งฟังยิ่งกราดเกรี้ยว เดิมทีเขาเป็นบัณฑิตอยู่แล้ว และได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊อ จะปล่อยให้คนก่นด่าเช่นนี้มาก่อนได้อย่างไร
“อะไรนะ เจ้ายังมีชื่อเสียงกว้างขวางอีกหรือ? ข้าว่าเจ้ามีชื่อเสียฉาวโฉ่มากกว่า! ตระกูลเปียนเจ้ารับใช้กินเงินเดือนของราชวงศ์ฮั่นมายาวนาน กลับยอมคลุกคลีกับกบฏทรยศต่อราชสำนัก! หากเจ้ายังมีความละอายใจสักนิด ก็ควรฆ่าตัวตายต่อหน้าสองกองทัพ และใช้ความตายเพื่อพิสูจน์ความละอายใจที่มีต่อราชวงศ์ฮั่นเสีย!”
เล่าเจี้ยงยิ่งพูดยิ่งฮึกเหิมมากขึ้น สำหรับคนจอมปลอมถือตัวอย่างเปียนจาง นักท่องเวลาสรรหาคำพูดได้นับหมื่นมาตอบโต้เขา
“เจ้า! แคก ๆ…”
“ผู้บัญชาการเปียนโปรดระงับโทสะ”
เมื่อเห็นเปียนจางเถียงสู้เล่าเจี้ยงไม่ได้ หันซุยจึงรีบเข้าไปช่วย
“ในเมื่อแม่ทัพหลังอ้างตัวว่าเป็นเสาหลักของบ้านเมือง จะดูถูกเหยียดหยามต่อหน้ากองทัพทั้งสองได้อย่างไร? พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ต่างจากนักเลงปากคอเราะรายข้างถนนหรอกหรือ!”
“โอ้ แล้วเจ้าเป็นใครอีก?”
เล่าเจี้ยงไม่ตอบสนอง ถามชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายโดยตรง
หันซุยกุมมือ ยังคงแสดงท่าทางเจรจากันด้วยเหตุผลก่อน เมื่อล้มเหลวจึงจะใช้กำลัง
“ข้าน้อยหันซุย นามรองเหวินเยว่”
เล่าเจี้ยงหัวเราะคิกคัก ที่แท้เป็นเจ้าตัวการยุ่งยากนี่เอง!
“หันซุย นามรองเหวินเยว่? เหตุใดข้าถึงจำได้ว่าเจ้าชื่อหันอี๊ล่ะ?”
หันซุยขมวดคิ้ว ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะเอ่ยถึงความหลัง จึงรู้สึกอับอายเล็กน้อย
“หันอี๊คือชื่อเดิมของข้าน้อย ตอนนี้เปลี่ยนเป็นหันซุยแล้ว!”
“ข้าได้ยินมาว่าตอนนั้นพวกเจ้าถูกล้อมอยู่ที่อำเภอเอ๊กก๋วน โดนเหอซุนตำหนิ พวกเจ้ายังรู้สึกละอายใจอย่างสุดซึ้งและร้องไห้ออกมาอยู่เลย นี่ผ่านไปยังไม่ทันไร ความละอายใจของพวกเจ้าถูกหมาคาบไปกินแล้ว!”
“เจ้าสองคนเป็นคนมีชื่อเสียงในซีเหลียง เป็นที่รักของผู้คน เดิมทีควรจะสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน หล่อหลอมหัวใจประชาชนชาวฮั่น ไม่คิดเลยว่าแค่ถูกเป่ยกงปั่วอวี้ข่มขู่ พวกเจ้าทั้งสองจะละทิ้งศักดิ์ศรีไปประจบประแจงพวกโจร!”
“อ้อ จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าเปียนจางเป็นผู้นำด้วย พวกเจ้าว่าข้าควรว่าพวกเจ้าขี้ขลาดตาขาว หรือมีความทะเยอทะยานที่โฉดชั่วดี”
เปียนจางเห็นหันซุยถูกด่าจนพูดไม่ออก ก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวในใจมากขึ้น
“เล่าเจี้ยง อย่ารังแกคนอื่นมากเกินไป เจ้าคิดว่าตัวเองชนะแล้วหรือ! ข้าจะบอกเจ้าให้ ในเมื่อเจ้าออกมาแล้ว เมืองเหมยหยางต้องถูกยึดแน่ ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
เล่าเจี้ยงมองเปียนจางราวกับมองคนโง่ ไม่มีท่าทีกังวลเลยสักนิด
“โง่บรม หยุดฝันกลางวันได้แล้ว แค่ลูกน้องไม่ได้ความไม่กี่คนของเจ้าน่ะหรือ คิดจะโจมตียึดเมืองเหมยหยาง”
“ข้าจะบอกเจ้าให้ ไม่แน่คนที่เจ้าส่งไปอาจถูกกวาดล้างไปแล้วก็ได้”
“เจ้า!”
เปียนจางโกรธเกรี้ยว เขาไม่เคยเห็นคนสันดานเช่นนี้มาก่อน ขนาดน้ำลายกระเด็นยังเป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยาม
“ผู้บัญชาการเปียน อย่าพูดไร้สาระกับเขาให้มากความเลย จับเขาไว้ ดูว่าเขาจะยังฝีปากกล้าอยู่อีกหรือเปล่า”
เป่ยกงปั่วอวี้ควบม้ามาข้างหน้าเช่นกัน เขาหยุดรับเปียนจางกับหันซุย ในขณะเดียวกันก็มองเล่าเจี้ยงใหม่
ด่าเก่งจริง ๆ! ไม่ว่าเล่าเจี้ยงจะมีความสามารถหรือไม่ แต่ฝีปากเฉียบคมเกินไปแล้ว
ก่อนหน้านี้เป่ยกงปั่วอวี้ชื่นชมในฝีปากของเปียนจางกับหันซุยมาก แต่ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะทำให้ทั้งสองพูดไม่ออก จนโมโหกระหืดกระหอบ
อีกทั้งหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ขวัญกำลังใจฝั่งตัวเองต้องเหือดหายหมดแน่
เมื่อเป่ยกงปั่วอวี้ตัดสินใจจะรบอีกครั้ง สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เขาเห็นทหารราบจำนวนมากกรูกันมาจากด้านหลังซึ่งทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา
สถานการณ์เช่นนี้ชัดเจนมาก กองซุ่มโจมตีฝั่งตัวเองถูกตีแตกพ่ายแล้วเป็นแน่
พลันความต่างของกำลังทหารปรากฏออกมาอย่างชัดเจน เป่ยกงปั่วอวี้ไม่ได้ตะโกนคำว่าฆ่าออกมา เขาได้แต่กลืนมันลงท้อง และกลั้นเอาไว้จนหน้าแดงก่ำ