พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 21 ลกเอี๋ยง มหานครอันดับหนึ่ง
บทที่ 21 ลกเอี๋ยง มหานครอันดับหนึ่ง
สามวันต่อมา ภาพเมืองลกเอี๋ยงอันเลือนรางก็เริ่มปรากฏในสายตา
เล่าเจี้ยงเกิดที่เมืองลำหยง ก่อนจะติดตามบิดาไปแคว้นกิจิ๋ว ยังไม่เคยมาที่เมืองลกเอี๋ยงเลย
ลกเอี๋ยงคือศูนย์กลางวัฒนธรรมและการเมืองของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ผ่านการพัฒนามาร้อยกว่าปี จนมาถึงยุครุ่งเรืองที่สุดแล้ว
ครั้นกวาดตามองไปทั่วแผ่นดิน… จะพบว่าที่นี่คือมหานครอันดับหนึ่ง
มีประชากรมากกว่าล้านคน ทั้งตระกูลทรงอำนาจมากมาย กระทั่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่อย่างสามอัครเสนาบดี เก้าเสนาบดี และข้าราชการอาวุโสคนอื่นๆ ต่างลงหลักปักฐานกันอยู่ในดินแดนแห่งนี้
ที่นี่เป็นสัญลักษณ์แห่งสถานะกับอำนาจ!
เบื้องหลังเมืองลกเอี๋ยงอยู่ติดกับสุสานคูสาน เบื้องหน้าหันเข้าสู่แม่น้ำลก มีชัยภูมิที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง
สุดแผ่นดินเหนือใต้ออกตกของเมืองลกเอี๋ยงรวมพื้นที่ได้เกือบสี่พันหมี่ ซึ่งแบ่งเขตชัดเจน
กำแพงเมืองทั้งสี่ด้านมีประตูเมืองยี่สิบกว่าแห่ง ซึ่งทุกประตูจะนำไปสู่เขตแดนที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้จึงมิอาจเข้าออกทางไหนก็ได้ตามอำเภอใจ
มหานครลกเอี๋ยงเป็นศูนย์กลางทางการเมืองด้วยที่ตั้งของพระราชวังเหนือใต้ และแนวหน้าทางเศรษฐกิจด้วยสามตลาดการค้าใหญ่ ได้แก่ ตลาดทอง ตลาดม้า และตลาดใต้ และแหล่งวัฒนธรรมเองก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
พระราชวังเหนือและใต้นั้นตั้งอยู่กลางเมืองชั้นใน
โดยพระเจ้าฮั่นกวังอู๋ตี้ ปฐมจักรพรรดิในราชวงศ์ฮั่นตะวันออกจะพำนึกอยู่ในพระราชวังใต้ แต่หลังจากยุคสมัยของพระเจ้าหมิงตี้ผู้เป็นพระโอรส ก็ทรงมีแผนการสร้างและขยายพื้นที่มาตลอด หลังจากแผนการบูรณะครั้งใหญ่ พระราชวังใต้ก็โอ่อ่างดงาม ประตูสูงตระหง่าน ดูทรงพลังยิ่งนัก
ส่วนพระราชวังเหนือนั้นตั้งอยู่ในชัยภูมิดีที่สุด และกลายเป็นศูนย์กลางการเมืองของลกเอี๋ยงจวบจนปัจจุบัน
อีกด้านซึ่งเป็นรากฐานความเจริญรุ่งเรืองของเมืองคือแหล่งเศรษฐกิจ ตลาดใหญ่แห่งเดียวในเมืองชั้นในอย่างตลาดทองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกใกล้พระราชวังเหนือมาก
ส่วนตลาดม้าอยู่ติดถนนใหญ่นอกประตูทิศตะวันออก ส่วนตลาดใต้อยู่บนฝั่งริมแม่น้ำลกทางทิศใต้ของเมือง
ทั้งสามแหล่งล้วนได้ทำเลดี กิจการรุ่งเรืองเฟื่องฟู
เขตวัฒนธรรมของลกเอี๋ยงเองก็มีเอกลักษณ์มาก
ทางเหนือติดกับกำแพงเมือง ทางใต้ใกล้กับแม่น้ำลก สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ล้ำเลิศ สำนักศึกษาไท่เสวี่ย หอปี้ยง*[1] ลานพระราชพิธีก็ตั้งอยู่ตรงที่แห่งนี้
เมืองลกเอี๋ยงใช้ประโยชน์จากชัยภูมิที่เอื้ออํานวยระหว่างสุสานคูสานกับแม่น้ําลก เพื่อสร้างพระราชวังบนที่สูง
ตลาดรุ่งเรืองเฟื่องฟู ถนนกว้างขวาง ย่านที่อยู่อาศัยจัดวางได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย องค์รวมยิ่งใหญ่งดงาม
เกวียนและเรือขายสินค้าแล่นไปทั่วทุกสารทิศ สินค้ามากมายวางขายอยู่เต็มเมืองหลวง
นี่คือลกเอี๋ยง…
แม้เล่าเจี้ยงจะอยู่นอกเมือง กลับเก็บภาพพระราชวังใหญ่ประทับไว้กับดวงตาคู่นี้ และอดกำหมัดแน่นไม่ได้
ชีวิตนี้จะสามารถไปนั่งบนบัลลังก์นั้นได้หรือไม่? เล่าเจี้ยงนึกสงสัยกับตัวเอง
บิดาเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น เป็นหนึ่งในเก้าเสนาบดีสูงส่ง จวนตั้งอยู่บริเวณประตูทิศตะวันออกใกล้กับพระราชวังเหนือ
ครั้นเล่าเจี้ยงมาลกเอี๋ยงครั้งแรกก็ไม่กล้าเตร็ดเตร่มั่วซั่ว ทั้งสามอ้อมมาหน้าเส้นทางฝั่งตะวันออก แล้วเข้ามาจากประตูนั้น
ถนนใหญ่ของเมืองลกเอี๋ยงจนทำให้เล่าเจี้ยงกับเตียนอุยนิ่งอึ้งได้
มันกว้างประมาณสี่สิบหมี่ โดยถนนคู่ขนานสามสายถูกคั่นด้วยกำแพงดินทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
เล่าเจี้ยงจะอึ้งก็ไม่แปลก ถึงอย่างไรก็เป็นคนจากอนาคต หนุ่มน้อยอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงกับความสามารถของคนโบราณ
ในขณะที่เตียวอุยเป็นคนชนบทคนหนึ่ง เขาแทบไม่ก้าวขาออกจากบ้านเกิดของตัวเอง จึงไม่เคยเห็นมหานครใหญ่เช่นนี้
ด้านไทสูจู้เคยมาเมืองลกเอี๋ยงมาก่อนจึงมีประสบการณ์ ครั้นเห็นท่าทางของทั้งสองก็รู้สึกภูมิใจนิด ๆ
เมื่อเล่าเจี้ยงมาถึงหน้าประตูบ้านของตัวเอง เขาก็อดประหม่าขึ้นมามิได้
ข้าจากบ้านไปในวัยสิบขวบ ตอนนั้นยังอยู่ที่แคว้นกิจิ๋ว ไม่รู้ว่าท่านพ่อท่านแม่สบายดีหรือไม่
แล้วก็เอี๋ยมเอ๋อร์อีก…
เมื่อนึกถึงว่าตัวเองแยกจากนางไปห้าปี ความรู้สึกพลันพรั่งพรูขึ้นมา
เขายืนอยู่หน้าประตู สูดหายใจเข้าลึก แล้วเคาะประตูใหญ่ของบ้านตนเอง
ถึงอย่างไร ข้าก็เป็นลูกของขุนนางคนหนึ่งนะ
กลับบ้านยังต้องเคาะประตูอีกหรือ?
เล่าเจี้ยงคิดเยาะเย้ยตนเอง
ไม่นานก็มีข้ารับใช้คนหนึ่งออกมา ครั้นเห็นเล่าเจี้ยงที่ดูไม่ธรรมดา จึงเอ่ยถาม
เมื่อเห็นข้ารับใช้แทบไม่รู้จักคุณชายของบ้าน เล่าเจี้ยงก็ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“ข้าคือเล่าเจี้ยง เจ้ารีบเข้าไปแจ้งข่าวเร็ว”
ข้ารับใช้พยักหน้าขานรับ ก่อนรีบวิ่งกลับเข้าไปในจวน
ไม่นานประตูก็เปิดออกอีกครั้ง เป็นเล่าเอี๋ยนผู้รีบเดินออกมา พร้อมกับเสียงหวานแฝงความตื่นเต้นดังมาจากหญิงสาวที่เดินตามหลังแว่วมา “เจี้ยงเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ”
เล่าเจี้ยงรีบคุกเข่าลงตรงหน้าบิดามารดาตนเอง แล้วคำนับ “ข้าเป็นลูกอกตัญญู ไม่เคยได้ปรนนิบัติบิดามารดาตั้งหลายปี ยังทำให้ต้องเป็นห่วงอีก”
เฟ่ยซื่อรีบเข้ามาพยุงบุตรชาย
“ลูกข้าไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก แม่สบายดีมาก”
เล่าเจี้ยงลุกขึ้นแล้วมองโดยรอบ แต่กลับไม่เห็นซัวเอี๋ยม จนรู้สึกกังวลขึ้นมา
ทว่าเขาก็ยังสนทนากับบิดาก่อนด้วยความเคารพ “ท่านพ่อ…”
เล่าเอี๋ยนพยักหน้าให้ เผยรอยยิ้มพึงพอใจ
“เจี้ยงเอ๋อร์ นี่ใครรึ”
เล่าเอี๋ยนเห็นบุตรชายพาอีกสองคนมาด้วย จึงสอบถาม
“ท่านพ่อ นี่คือพลคุ้มกันที่ลูกรับเข้ามาใหม่ ไทสูจู้นามรองจืออี้ เตียนอุยนามรอง เอ้อร์ไหล!” เล่าเจี้ยงแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน “จืออี้ เอ้อร์ไหล นี่คือบิดามารดาของข้า”
ทั้งสองพากันกุมมือคำนับด้วยความเคารพนอบน้อม “คารวะใต้เท้าและฮูหยินเล่า”
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก”
“เอ้อร์ไหล ช่างเป็นคนที่ดูสมกับชื่อจริง ๆ ”
รูปลักษณ์ของเตียนอุยทำให้เล่าเอี๋ยนตกใจมาก จนอดอุทานออกมาไม่ได้
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นามของเตียนอุยนั้น ลูกเป็นคนตั้งให้เอง”
“เดินทางมาเหน็ดเหนื่อย พ่อบ้าน จัดเตรียมให้แขกไปพักผ่อน”
เล่าเอี๋ยนมองพวกไทสูจู้ถูกพ่อบ้านพาตัวไป ก่อนพาบุตรชายกลับเข้าไปในบ้านด้วย
“เรื่องที่เจ้าอยู่เมืองปักไฮ พี่อึ๊งอ๋วนได้เขียนจดหมายมาแจ้งข้าแล้ว เขาชมเจ้าไม่ขาดปากเลย”
เล่าเอี๋ยนรู้ถึงสถานการณ์ของบุตรชายตอนอยู่ที่ปักไฮเป็นอย่างดี อึ๊งอ๋วนเป็นคนมีคุณธรรมสูง การยอมรับจากอีกฝ่ายทำให้เล่าเอี๋ยนดีใจอย่างมาก
ทว่าเล่าเจี้ยงไม่ได้เผยสีหน้ายินดีออกมา กลับยังเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
“ท่านอาอึ๊งชมเกินไปแล้ว ลูกแค่ทำหน้าที่ที่ตัวเองควรรับผิดชอบก็เท่านั้น”
เล่าเอี๋ยนพยักหน้าด้วยความพอใจ ลูกชายคนนี้ยังถ่อมตัวสุภาพเหมือนเคย
“ท่านพี่ทั้งสามคนไม่อยู่หรือ?” หนุ่มน้อยถามขึ้น
“ตอนนี้พวกเขาสามคนไปเป็นขุนนางอยู่ในวังแล้ว” บิดาอธิบาย
“ตอนนี้ก็ใกล้ยามเซิน*[2] แล้ว อีกไม่นานก็กลับมา”
มารดาเฟ่ยซื่อเหลือบมองสีท้องฟ้า คาดว่าพวกเขาคงอยู่ระหว่างทางกลับบ้านแล้ว
เล่าเจี้ยงไม่ได้คลุกคลีกับพี่ทั้งสามคนมากนัก ตั้งแต่เด็กเขาใช้เวลาไปกับการฝึกฝน จนแทบไม่ได้สานสัมพันธ์
เวลาอันน้อยนิดที่เหลือส่วนใหญ่ เขาก็มอบให้ซัวเอี๋ยม จนกระทั่งออกเดินทางไปเรียนข้างนอกห้าปี แม้ได้เจอยามนี้ก็อาจเหมือนคนไม่รู้จักกัน
“ท่านแม่ แล้วเอี๋ยมเอ๋อร์เล่า?”
เมื่อเห็นทั่วทิศไร้คน เล่าเจี้ยงจึงรีบถามสถานการณ์ของนางทันที ตามหลักแล้วอีกฝ่ายต้องมารับเขาสิ
เฟ่ยซื่อเห็นท่าทางกังวลของบุตรชายก็อดส่ายหน้าไม่ได้
“เอี๋ยมเอ๋อร์คิดถึงเจ้าทุกวันคืน ข้ายังไม่ได้บอกนางว่าเจ้ากลับมาแล้ว …เจ้าไปหานางเองเถิด”
เล่าเจี้ยงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกออกมา ก่อนมองไปทางบิดา
“ท่านพ่อ ข้ากับเอี๋ยมเอ๋อร์…”
เล่าเอี๋ยนหัวเราะลั่น รู้เจตนาของเจ้าหนุ่มดี
“เจ้าไม่ต้องห่วง รอพี่ซัวหยงกลับมา บิดาจะสู่ขอนางให้เจ้า!”
คำพูดนั้นราวกับเสียงสวรรค์ “ขอบคุณขอรับ ท่านพ่อ!”
[1] หอปี้ยง ในอดีต คือ สถานที่ซึ่งจัดไว้ให้กับบุตรหลานของบรรดาเจ้าขุนมูลนายชั้นสูง เพื่ออบรมและเรียนรู้ศิลปวิทยาการต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตของชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ถึงพิธีกรรมต่าง ๆ ดนตรี การร่ายรำ บทกวี การเขียนตัวหนังสือจีน ยิงธนู ขี่ม้า บังคับรถม้า ฯลฯ
[2] ยามเซิน คือช่วงเวลาประมาณ 15.00 – 16.59 น.