พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 222 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
บทที่ 222 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ไทสูจู้ได้ยินก็เชื่อว่าเล่าเจี้ยงเข้าใจความหมายตัวเองผิด คิดว่าตนอยากฆ่าเตียวอุ๋นเพื่อแก้แค้น จึงรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“นายท่าน ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เขาปฏิบัติต่อเราเช่นนี้ แต่เรากลับให้ผลประโยชน์ด้วยชัยชนะแก่เขาไป ข้าเพียงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย”
“จืออี้ เจ้าคิดว่าเตียวอุ๋นสามารถปราบกบฏได้สำเร็จหรือไม่?”
คำถามของเล่าเจี้ยงทำให้ไทสูจู้จมสู่ห้วงแห่งการครุ่นคิด ต่อให้หัวหมุนอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังตอบไม่ได้
“นายท่าน เตียวอุ๋นไม่มีโชค ทั้งเป็นเพียงคนไร้ความสามารถ หากอยากให้เขาปราบกบฏได้ ช่างยากพอ ๆ กับการขึ้นสวรรค์ เพียงแต่พวกเปียนจางถูกพวกเราโจมตีอย่างสาหัสไปแล้ว จากกองทัพแสนคนเหลือไม่ถึงหนึ่งหรือสองส่วน”
“ตอนนี้เตียวอุ๋นเป็นผู้บัญชาการที่ได้รับชัยชนะ และออกรบอย่างมีเหตุผลอยู่แล้ว ทั้งยังได้รับการช่วยเหลือจากเป้าหง เกรงว่าเปียนจางกับเป่ยกงปั่วอวี้จะไม่สามารถต้านทานได้”
เล่าเจี้ยงเหลือบมองไทสูจู้ด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นห่วงเปียนจางและเป่ยกงปั่วอวี้
“จืออี้ เจ้าเปลี่ยนไปมากจริง ๆ”
เห็นดวงตาชื่นชมของนายท่าน ไทสูจู้เข้าใจความหมายทันที
“นายท่าน ใต้หล้ามีสิ่งโสมมมากมาย เป็นปัญหาสั่งสมจนยากจะแก้ไขมานานจนเน่าเสียไปจนถึงรากแล้ว ที่โฮจิ๋นกับเตียวอุ๋นมีนั่นมีความสามารถหรือ? แต่กลับได้เป็นแม่ทัพใหญ่ และแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักที่สูงส่ง หากครั้งนี้นายท่านไม่ได้พลิกสถานการณ์ให้ กองทัพเสเหลียงจะถูกทำลายง่าย ๆ ได้อย่างไร?”
“แต่ผลที่ได้เล่า? เตียวอุ๋นยังคงสามารถกระทำการโอหังได้โดยไม่สนเรื่องบ้านเมือง สนใจแต่แก้แค้น เราทำได้เพียงเก็บความขุ่นเคืองอยู่เงียบๆ ทว่าทำอะไรไม่ได้เลย ราชสำนักที่มืดมนเช่นนี้ ไม่มีใครก่อกบฏสิแปลก”
“ที่จืออี้ว่ามา ข้าอยากพูดมานานแล้ว!”
เตียนอุยเองก็มีสีหน้าโกรธเคืองเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าคล้อยตามไปด้วย
“นึกถึงตอนข้าอยู่อำเภอจี๋อู่ คนชั่วนั่นรังแกผู้อื่น กดขี่ประชาชน แต่ราชสำนักไม่เพียงเมินเฉย แต่ยังช่วยทำชั่วด้วย จากวันนั้นจนตอนนี้ก็เป็นเหมือนเดิม ทหารนับหมื่นข้ากรีธาทัพออกรบอย่างไม่ย่อท้อ เพิ่งมาถึงไม่ทันไรก็ช่วยเตียวอุ๋นจากอันตราย และกวาดล้างกองกำลังเสเหลียงไปหมื่นคน”
“แต่ผลที่ได้เล่า? เตียวอุ๋นไอ้ชิงหมาเกิด ไม่เพียงแต่ไม่ขอบคุณใด ๆ กลับยังมีใจแค้นชัง คิดอยากฆ่าเราให้ตายอยู่ร่ำไป ช่างมีเหตุผลเสียเหลือเกิน”
“นายท่านใจดีเกินไปแล้ว หากเป็นข้าจักฆ่าเขาทิ้งเสีย อย่างมากก็แค่นำทัพก่อกบฏเหมือนกัน มาดูกันว่าใครจะเอาชนะข้าได้!”
หากคนอื่นมาได้ยินคำพูดของไทสูจู้และเตียนอุยเข้า ทั้งสองต้องถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏอย่างแน่นอน ทว่าเล่าเจี้ยงไม่ถือสา เพียงแค่ส่ายหัวอย่างจนใจ
“เอ้อร์ไหล ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดชังความอยุติธรรมในใต้หล้า ทว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา สิ่งที่เราทำได้คือรอ… ความโกลาหลใกล้เข้ามาแล้ว… ทว่าเราจะเป็นฝ่ายเริ่มมันขึ้นมาไม่ได้”
หลังจากปลอบใจเตียนอุยแล้ว เล่าเจี้ยงพลันเคลื่อนสายตามองไปที่ไทสูจู้
“จืออี้ ต่อให้มอบทหารเป็นล้านคนให้แก่ขยะอย่างเตียวอุ๋น เขาก็ยังไม่สามารถสร้างผลงานได้เช่นเดิม บางคนเกิดมาเป็นหินรองเท้า*[1] บางคนเกิดมาเป็นได้แค่ผู้ตาม และเตียวอุ๋นก็เป็นคนที่มีสิ่งนี้รวมกัน”
เห็นเหล่าคนข้างหน้าคุยกันอย่างออกรสออกชาติ กาเซี่ยงกับซุนฮิวจึงควบม้าเข้าไปหา เข้าร่วมการสนทนาด้วย
“นายท่านแน่ใจว่าเตียวอุ๋นไม่สามารถชนะได้ขนาดนั้นเชียวหรือ? ตอนนี้เตียวอุ๋นมีกองทัพเจ็ดหมื่นคนเลยหนา”
เมื่อเล่าเจี้ยงได้ยินคำพูดของซุนฮิว ก็รู้แล้วว่าทั้งสองกำลังทดสอบตัวเองอีกแล้ว ทว่าตนก็มั่นใจในสติปัญญา หาได้กังวลเลยแม้แต่น้อย
“เตียวอุ๋นผู้นี้ภักดีแต่ขาดความสามารถ มุมมองคับแคบ สติปัญญาปราศจากแผนการดี ๆ แต่กลับละโมบในความสำเร็จ จากเมืองเหมยหยางถึงเมืองหยูจงหาใช่แค่พันลี้ เตียวอุ๋นกรีธาทัพมาไกล ในขณะที่พวกเปียนรอซ้ำจากความเหนื่อยล้า แล้วจะชนะได้อย่างไร?”
“ประกอบกับขยะในหมู่ขยะโจวเซิ่น ด้วยการรวมกันของทั้งสองคนนี้ อย่าว่าแต่มีกองทัพเจ็ดหมื่นคนเลย ต่อให้เป็นเจ็ดแสนคน พวกเขาก็แพ้จนราบคาบ”
แม้กาเซี่ยงที่อยู่ด้านข้างจะไม่พูดอะไร ทว่านัยน์ตากลับทอประกายแววชื่นชมออกมา
หลังจากผ่านเหตุการณ์เรื่องของเตียวอุ๋น กาเซี่ยงก็เห็นการพัฒนาของเล่าเจี้ยงได้อย่างชัดเจน
“ไปกันเถอะ สงครามซีเป่ยยังยากจะคลี่คลายได้ในเวลานี้ รอคราวหน้าเรากลับมาอีกครั้ง ก็จะถอนตัวไปง่าย ๆ เช่นนี้แล้ว”
เล่าเจี้ยงทำนายไว้แล้ว หากครั้งหน้าทำสงครามกับซีเป่ยอีกครั้ง ตนเองจะเป็นผู้บัญชาการสูงสุด ถึงตอนนั้นเขาจะขอตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋ง
การเดินทางกลับของแม่ทัพหลังไม่ก่อให้เกิดคลื่นอะไร เขายังเดินทางอ้อมไปยังเมืองฮองหลง หรือก็คือไปดูที่ตั้งของด่านงักขุนก๋วนสมัยก่อนราชวงศ์ฉินเล็กน้อย
ทว่ากลับทำให้เล่าเจี้ยงเศร้าหนัก ความคิดที่จะใช้ด่านงักขุนก๋วนต่อต้านกองทัพฝั่งกวนตงพังทลายลงจนสิ้น
หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์มายาวนานหลายร้อยปี แนวป้องกันตามธรรมชาติของแม่น้ำเหลืองที่อยู่ติดกับที่ราบสูงไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว จากระดับน้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ผืนดินที่แต่เดิมอยู่ใกล้กับที่ราบสูงปรากฏออกมา กลายเป็นชายหาดผืนหนึ่ง
การปรากฏตัวของชายหาดนี้ได้ทำลายแนวป้องกันตามธรรมชาติของด่านงักขุนก๋วนก่อนยุคฉินไป หากมีกองทัพยกมาจากฝั่งกวนตงอีกครั้งก็อ้อมผ่านชายหาดเข้าไปก็ได้แล้ว ไม่ต้องเปลืองแรงกับด่านงักขุนก๋วนอีก
ด่านนี้เดิมสร้างขึ้นในรอยแตกเส้นหนึ่งตรงที่ราบสูง ในสมัยก่อนราชวงศ์ฉิน ที่ราบสูงนี้สูงมาก มีหน้าผาล้อมห้อมล้อมและปกคลุมด้วยป่าทึบ
แต่ตอนนี้ เนื่องจากมีการตัดไม้มากเกินไปตลอดทั้งปี ทำให้ป่าทึบบนที่ราบสูงกลายเป็นภูเขาหัวโล้นไปโดยปริยาย หากไม่มีป่าทึบเหมือนเดิม การป้องกันของด่านงักขุนก๋วนฉินก็จะเปราะบางขีดสุด กองทัพถึงกับสามารถปีนขึ้นมาบนภูเขาได้อย่างง่ายดาย
หลังจากที่เล่าเจี้ยงเดินไปตามถนนทั้งสองสายนี้ด้วยตัวเองแล้วจึงเข้าใจภูมิประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และรู้สึกละอายใจกับความไร้เดียงสาเมื่อก่อนของตัวเอง
ตนคิดง่ายเกินไป คิดว่าแค่พึ่งแนวป้องกันทางธรรมชาติก็เพียงพอปกป้องตัวเองและต่อต้านพวกขุนพลต่าง ๆ ในใต้หล้าได้ ทว่าตอนนี้ความจริงกลับปรากฏตรงหน้าอย่างชัดเจนแล้ว
ไม่มีทาง ไม่มีทางเด็ดขาด!
ข้าช่างไร้เดียงสาเสียจริง
มิน่าเล่า จูกัดเหลียงถึงไม่เห็นด้วยกับแผนการหุบเขาจูงอก๊กของอุยเอี๋ยน ต่อให้สำเร็จแล้วอย่างไร? หากพูดเกินจริงอีกหน่อยต่อให้ยึดด่านตงก๋วนได้แล้วอย่างไร?
กองทัพวุยก็ยังสามารถอ้อมด่านตงก๋วนเข้าสู่ที่ราบกวนจง ถึงขนาดสามารถเข้าจากด่านอู่กวนเมืองลำหยงได้อยู่ดี
เล่าเจี้ยงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือความแข็งแกร่งของกำลังรบ จะมีความคิดเอาแต่พึ่งแนวป้องกันทางธรรมชาติของด่านไม่ได้
เมื่อผ่านเมืองฮองหลงไปแล้ว ก็เป็นทางราชการเรียบๆ ทางหนึ่ง หากตรงเรื่อยๆ ก็สามารถถึงลกเอี๋ยง
ถึงกระนั้น ก็ใช้เวลานานกว่ายี่สิบวัน เล่าเจี้ยงถึงนำทัพกลับถึงลกเอี๋ยง
น่าเสียดายที่เล่าเจี้ยงไม่ได้เหยียบจวนอันอบอุ่นอย่างที่คาดไว้ เมื่อเขามาถึงก็ได้รับคำสั่ง และเข้าวังไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเลนเต้ทันที
แน่นนอนว่ามิอาจขัดพระบัญชาของฮ่องเต้ได้ เล่าเจี้ยงทำได้เพียงให้ฮองตงไปตั้งค่าย ส่วนตนก็เข้าวังเพียงลำพังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้
จากพระบัญชาที่ทหารถ่ายทอดให้ พระเจ้าเลนเต้เร่งร้อนใจมาก ขนาดต้องการพบแม่ทัพหลังตอนนั้นเลย
แม้กาเซี่ยงจะรับรองว่าไปเข้าเฝ้าหนนี้ไม่อันตรายอะไร กระนั้นเล่าเจี้ยงยังคงรู้สึกไม่สบายใจมากอยู่ดี
ไม่มีเหตุผลอื่น เพียงแต่เพราะการกลับมาที่ลกเอี๋ยงของเขาเป็นการตัดสินใจเอง ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากฝ่าบาท
ครั้นมองพระราชวังเบื้องหน้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หัวใจของเล่าเจี้ยงก็เต้นแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน เขามักรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ
แต่สายเกินไปที่จะเสียใจภายหลังแล้ว แม้เบื้องหน้าจะเป็นภูเขาดาบทะเลเพลิง เล่าเจี้ยงก็ทำได้เพียงกัดฟันเข้าไป
อย่างไรเสียพระเจ้าเลนเต้ก็ได้หมั้นหมายธิดาให้เขาแล้ว แม้จะตัดสินลงโทษ อย่างมากก็แค่ถูกลดตำแหน่ง ไม่มีทางเอาถึงชีวิตหรอก… ใช่ไหม?
[1] 踏脚石 หินรองเท้า หมายถึง ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย
[2] แผนการเขาจูงอก๊กของแม่ทัพอุยเอี๋ยน เหตุเกิดเมื่อจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) แห่งจ๊กก๊กกรีธาทัพขึ้นเหนือเพื่อบุกวุยก๊กครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 227 เริ่มจากยึดเมืองเตียงฮัน ซึ่งอุ๋ยเอี๋ยน แม่ทัพใหญ่แห่งจ๊กก๊ก วางแผนการว่าจะแบ่งกองทัพออกเป็นสองกอง ตนจะนำกองทัพแรกจำนวนห้าพันนายเดินทางสิบวันไปตามซอกหุบเขาจูงอก๊ก (ซอกหุบเขายาวเหยียดก่อนถึงด่านงักขุนก๋วน) บุกทางตะวันออกของเมืองเตียงฮัน และจะลวงแฮหัวหลิม แม่ทัพฝั่งวุยก๊กที่รักษาเมืองเตียงฮันด้วยกองกำลังสองแสนนายให้หวาดกลัวจนต้องถอยหนีไปที่เมืองลกเอี๋ยง ส่วนจูกัดเหลียง ให้ยกกองทัพที่สองจำนวนสามแสนนายเข้าตีเมืองเตียงฮันจากฝั่งทิศตะวันตก โดยมาทางหุบเขาเสียดก๊กซึ่งจะมาถึงช้ากว่า เท่านี้จ๊กก๊กก็จะยึดเมืองเตียงฮันและด่านงักขุนก๋วน แล้วผสานกองทัพบุกเข้าตีเมืองลกเอี๋ยง ตามมาด้วยมุ่งสู่เมืองฮูโต๋ของวุยก๊กต่อไป แต่จูกัดเหลียงปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่ามันเสี่ยงเกินไป เขาไม่เชื่อว่าทหารของแฮหัวหลิมจำนวนสองแสนนายจะไม่มีใครอยู่รักษาเมืองเตียงฮันเลย หากตอนที่ทัพของตนยังเดินทางไปไม่ถึง แล้วทัพของอุยเอี๋ยนถูกทหารเมืองเตียงฮันกับเมืองลกเอี๋ยงล้อม รวมถึงถูกปิดทางหนีที่ซอกเขา ความฉิบหายก็จะมาเยือน
ซึ่งเล่าเจี้ยงเห็นด้วยที่จูกัดเหลียงปฏิเสธ มองว่าต่อให้แผนการของอุยเอี๋ยนจะทำให้จ๊กก๊กสามารถยึดด่านงักขุนก๋วน ซึ่งเป็นป้อมปราการสำคัญกั้นระหว่างที่ราบภาคกลางกวนจง (จุดยุทธศาสตร์ของจ๊กก๊ก) กับที่ราบภาคเหนือ (จุดยุทธศาสตร์ของวุยก๊ก) ไว้ได้ ก็ไม่มีผลอยู่ดี เพราะกองทัพฝั่งวุยก๊กก็แค่เดินอ้อม ในศึกครั้งนั้นฝั่งวุยก๊กก็ย่อมยกทัพลงมาช่วยแฮหัวหลิมรบได้ ไม่แปลกที่จูกัดเหลียงจะไม่เห็นด้วย