พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 223 เตียวอุ๋นต้องพ่ายอย่างแน่นอน
บทที่ 223 เตียวอุ๋นต้องพ่ายอย่างแน่นอน
“แม่ทัพเล่า เจ้าไม่มีอะไรจะพูดกับเราหรือ?”
เล่าเจี้ยงเอาแต่คุกเข่าหลังจากถวายบังคมเสร็จ รออยู่นานก็ไม่มีพระบัญชาให้ลุกขึ้น แต่กลับได้คำถามสงสัยจากพระเจ้าเลนเต้มาแทน
อยากพูดอะไรหรือ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?
เล่าเจี้ยงอดโอดครวญอยู่ในใจไม่ได้ ก่อนถวายบังคมฮ่องเต้อีกครั้ง
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องมากมาย กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน”
“โอ… เช่นนั้นให้เราเตือนเจ้าหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงคุกเข่านานเกินไปจนเหงื่อผุดขึ้นเต็มขมับแล้ว ประกอบกับท่าทีซับซ้อนของพระเจ้าเลนเต้ ยิ่งทำให้เขาวิตกมากขึ้น
แหมะ แหมะ…
หยาดเหงื่อควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ ตกลงสู่พื้นไม่หยุด
“เจ้าลุกขึ้นมาก่อนเถิด”
ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เล่าเจี้ยงปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก ก่อนเห็นพระพักตร์พระเจ้าเลนเต้อย่างชัดเจน
อีกฝ่ายสงบนิ่งมาก ไม่มีท่าทีสุขหรือเศร้าเลยสักนิด เขาเองก็มองไม่ออกว่าพระเจ้าเลนเต้รู้สึกอย่างไร
“แม่ทัพเล่า เราได้ยินมาว่าเตียวอุ๋นถูกเจ้าสั่งสอนอย่างโหดเหี้ยมไปทีหนึ่ง และยังเกือบฆ่าเขาด้วย?”
เล่าเจี้ยงใจกระตุกรัว พลันนึกถึงเตียวอุ๋นฟ้องพระเจ้าเลนเต้ทันใด
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ใช่คนโอ้อวดหยิ่งผยอง แต่เตียวอุ๋นรังแกผู้อื่นมากเกินไปจริง ๆ กระหม่อมเสี่ยงชีวิตช่วยเขา แต่เขากลับมีใจคิดปองร้ายกระหม่อม”
“เนื่องจากความริษยาและแค้นเคืองในตัวกระหม่อม กลับทำลายโอกาสกวาดล้างกลุ่มกบฏเสเหลียงที่กระหม่อมคิดขึ้นมาอย่างยากลำบากไป”
“ทหารชั้นยอดนับหมื่นสังกัดจวนแม่ทัพหลัง ไม่ได้ตายเพราะต่อสู้กับศัตรู แต่กลับตายด้วยน้ำมือเตียวอุ๋น กระหม่อมมิอาจกล้ำกลืนความเจ็บแค้นนี้ลงไปได้”
พูดจบเล่าเจี้ยงก็คุกเข่าลงอีกครั้ง พลางน้มตัวก้มกราบแแนบพื้น
“กระหม่อมรู้ว่าตัวเองมีความผิด ไม่ว่าฝ่าบาทจะลงโทษอย่างไรก็จะไม่ปริปากบ่นพ่ะย่ะค่ะ”
เดิมทีเล่าเจี้ยงคิดว่าพระเจ้าเลนเต้จะอยู่ข้างตัวเองและให้อภัยเขาทันที แต่ไม่คิดเลยว่าฮ่องเต้จะเงียบใส่ตนอีกครั้ง
ผ่านไปเนิ่นนาน พระเจ้าเลนเต้ถึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“เจ้าลุกขึ้นก่อนเถิด เรื่องที่เกิดขึ้นเรารู้แล้ว เตียวอุ๋นไม่ได้ปิดบังอะไรไว้ อีกอย่างเขาก็ปิดเราไม่ได้”
เล่าเจี้ยงลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ และยิ่งรู้สึกฉงนมากขึ้น วันนี้ฮ่องเต้เป็นอะไรไปกันแน่?
“ฝ่าบาท เรื่องนี้…”
“เอาละ เรื่องนี้พอแค่นี้ก่อน”
ขณะที่เล่าเจี้ยงกำลังจะอธิบาย พระเจ้าเลนเต้กลับขัดขึ้น ทั้งยังถามความเห็นเขาที่มีต่อสงครามซีเป่ย
“เจ้าคิดอย่างไรกับการกรีธาทัพไปเลียงจิ๋วของเตียวอุ๋น?”
“เอ่อ…”
เล่าเจี้ยงไม่เอ่ยความคิดในใจออกมาในทันที วันนี้พระเจ้าเลนเต้ผิดปกติมากเกินไป จนเขาทำอะไรไม่ถูก
“เจ้าแค่พูดออกมาก็พอ ไม่ต้องจริงจังอะไรนัก”
เล่าเจี้ยงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นพยักหน้า
“ฝ่าบาท เตียวอุ๋นต้องพ่ายแพ้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้ เจ้าแน่ใจขนาดนั้นเลยรึ”
ที่ทำให้เล่าเจี้ยงคาดไม่ถึงคือ… เมื่อพระเจ้าเลนเต้ได้ยินว่าเตียวอุ๋นจะต้องพ่าย ท่าทางก็คลายลงมากอย่างเห็นได้ชัด
“ฝ่าบาท หาใช่กระหม่อมดูถูกเขา แต่เตียวอุ๋นผู้นี้ไม่รู้เรื่องการสงครามเลยจริง ๆ ในหัวไม่มีเรื่องการทหารเลย ไม่เพียงมีมุมมองคับแคบ ทั้งยังเอาแต่ใจ แต่โชคดียังมีความแน่วแน่ หลายครั้งเหตุการณ์ไม่เป็นไปดังคาดเลย เขารบครานี้ต้องถูกพวกเปียนจางทำลายล้างแน่”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้า รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนพระพักตร์
“เช่นนั้นหลังเตียวอุ๋นพ่าย พวกเปียนจางจะโจมตีดินแดนซานฟู่ใช่หรือไม่?”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เล่าเจี้ยงตอบพระเจ้าเลนเต้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ของนักท่องเวลา หรือความเข้าใจต่อสถานการณ์ในฐานะแม่ทัพหลัง เขาก็มั่นใจมาก
“อย่างน้อยก็ไม่ใช่ภายในหนึ่งถึงสองปีนี้แน่พ่ะย่ะค่ะ ครั้งนี้เปียนจางและเป่ยกงปั๋วอวี้พ่ายต่อกระหม่อมติดต่อกันหลายครั้ง ทหารแสนคนเหลือเพียงหนึ่งหรือสองส่วนเท่านั้น สูญเสียทหารไปอย่างมาก แม้ครั้งนี้เอาชนะเตียวอุ๋นได้ พวกเขาก็ทำได้เพียงอาละวาดในเลียงจิ๋ว ไม่มีกำลังบุกโจมตีดินแดนซานฟู่ได้อย่างแน่นอน”
“แล้วหากเป็นเจ้าเล่า จะปราบกบฏเลียงจิ๋วอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงย่นคิ้วเข้าหากันแน่น วันนี้พระเจ้าเลนเต้มาแปลกมาก ปกติอีกฝ่ายสนใจเรื่องนี้ที่ไหนกัน?
“ฝ่าบาท กบฏเลียงจิ๋วนั้นแท้จริงแล้วเป็นการก่อกบฏของชาวเชียงหู หากเราไม่ทุ่มกำลังทหารมาก ๆ คงยากจะแก้ไขได้ทันที”
พระเจ้าเลนเต้เผยท่าทางผิดหวัง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจกับคำตอบมาก
“เช่นนั้นเราก็ได้แค่นั่งดูเลียงจิ๋ววุ่นวายเช่นนี้ต่อไปหรือ?”
“ฝ่าบาท ตอนนี้พวกเปียนจางกับเป่ยกงปั๋วอวี้เพิ่งพ่ายแพ้ หลังเตียวอุ๋นกรีธาทัพไปถึงคงถูกแก้แค้นอยู่ฝ่ายเดียวกันแน่ คงยากจะเอาชนะได้”
พระเจ้าเลนเต้เองก็เข้าใจหลักการนี้ ทว่าแคว้นเลียงจิ๋วถูกชาวเชียงหูก่อกบฏมานาน หลายร้อยปีมานี้ไม่เคยสงบสุขเลย
“แคว้นเลียงจิ๋วแห่งนี้เป็นดินแดนของราชวงศ์ฮั่นเราเช่นกัน จะปล่อยให้ชาวเชียงหูเหล่านี้มาเหยียดหยามไม่ได้”
เล่าเจี้ยงอดเหลือบมองพระเจ้าเลนเต้ไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะพูดเช่นนี้ออกมา ก่อนหน้านี้ตนยังคิดว่าฮ่องเต้รู้จักแต่วิธีหาเงิน
“ฝ่าบาท ‘ยามเร่งด่วนรวมตัว ยามเชื่องช้าต่อต้าน’ เรื่องในเลียงจิ๋วไม่สามารถแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืน”
“ยามเร่งด่วนรวมตัว ยามเชื่องช้าต่อต้าน?”
พระเจ้าเลนเต้ไม่เข้าใจ เล่าเจี้ยงจึงอธิบายอย่างละเอียด
“กองทัพเสเหลียงส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มกำยำเผ่าเชียงกับชนกลุ่มน้อยหู พวกเขาดูเหมือนจะฟังคำสั่งเปียนจางและเป่ยกงปั๋วอวี้ แต่ความจริงขึ้นอยู่กับแม่ทัพแต่ละกองกับชนเผ่าแต่ละเผ่า เตียวอุ๋นนำกองทัพเจ็ดหมื่นคนกรีธาทัพเข้าแคว้นเลียงจิ๋วอย่างเอิกเกริกในตอนนี้ พวกเขาต้องรวมตัวกันต่อสู้กับกองทัพเราแน่ ทั้งยังไม่ปราชัยให้เราด้วย”
“แต่หากกองทัพเราไม่เข้าโจมตีเลียงจิ๋ว แต่กลับทำทีเป็นป้องกันการรุกรานของพวกเขา แม่ทัพเสเหลียงจะคิดว่าราชวงศ์ฮั่นเราไม่แข็งแกร่งพอ มิอาจบุกเข้าเลียงจิ๋วปราบพวกเขาได้”
“ในยุทธการเมืองเหมยหยางก่อนหน้า กลุ่มกบฏเสเหลียงอาจไม่ประสบปัญหา ทว่าหลังจากพวกเขาพ่าย ก็มีคนบาดเจ็บล้มตายเกือบแปดหมื่น สิ่งนี้ทำให้เกิดการขาดดุลกันระหว่างกองกำลังน้อยใหญ่ เมื่อเกิดการขาดดุลกัน ตำแหน่งและอำนาจจะถูกแบ่งขึ้นใหม่อีกครั้ง เดิมทีเคยมีอำนาจมาก ก็ไม่ยอมลดอำนาจลงเพราะการบาดเจ็บล้มตายหนัก หรือเดิมทีมีอำนาจน้อย ก็มีอำนาจเพิ่มขึ้นเพราะความอ่อนแอลงของกองกำลังอื่น”
“ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากไม่มีภัยคุกคามจากกองกำลังภายนอก พวกเขาจะมีปัญหาภายในกันเอง สุดท้ายก็เกิดการทะเลาะเบาะแว้งจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน นี่คือยามเร่งด่วนรวมตัว แต่ยามเชื่องช้าต่อต้าน”
“ฝ่าบาทสามารถเรียกตัวเตียวอุ๋นกลับมาได้ ประการแรกคือสามารถหยุดการสูญเสียได้ทันเวลา ทั้งยังสามารถนั่งบนภูดูเสือกัดกันได้”
เล่าเจี้ยงพิจารณาการโน้มน้าวใจนี้อย่างรอบคอบหลายครั้งแล้ว และยังตัดสินใจให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่พระเจ้าเลนเต้
แต่เขาตกตะลึงเมื่อฝ่าบาทกลับปฏิเสธเรียกตัวเตียวอุ๋นกลับมา
“ไม่ต้องแล้ว ปล่อยเขาไปเถิด”
เล่าเจี้ยงเริ่มบ่นกระปอดกระแปดในใจอีกครั้ง หรือพระเจ้าเลนเต้ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา แต่เชื่อในตัวเตียวอุ๋น?
“ฝ่าบาททรงถือหางเตียวอุ๋นขนาดนี้ ทรงคิดว่าเขาสามารถเอาชนะแม่ทัพเสเหลียงได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้พลันหัวเราะขึ้นมา พร้อมส่ายหน้าไปพลาง
“เจ้าบอกข้าแล้วมิใช่หรือว่าเขาพ่ายแน่นอน?”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างเตียวอุ๋นเพิ่งสังหารชาวเชียงหูไปกว่าสามหมื่นคน และยังจงใจปล่อยข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปอีก เมื่อรู้ไปถึงเลียงจิ๋ว ศัตรูต้องฮึกเหิมมากอย่างแน่นอน เขารอดกลับมาได้ก็นับว่าโชคดี”
เล่าเจี้ยงมั่นใจว่าเตียวอุ๋นไม่มีจุดจบที่ดีแน่นอน เพราะว่าอีกฝ่ายฆ่าเชลยชาวเชียงหูไปมาก แถมยังแพร่ข่าวไปทั่วเอง
แล้วที่ฮองฮูสงสังหารเชลยกลุ่มโพกผ้าเหลืองเล่า? นั่นเพราะตอนนั้นกองกำลังหลักของกลุ่มโพกผ้าเหลืองถูกกวาดล้าง สามพี่น้องเตียวก๊กเองก็ถูกสังหารหมดแล้วต่างหาก
แล้วเตียวอุ๋นล่ะ? เขายังต้องเผชิญกับชาวเชียงหูอีกหลายล้านคน เข่นฆ่าเชลยขนาดนี้ ทั้งยังเผยแพร่อย่างอุกอาจ ชาวเชียงหูคงเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ จะปล่อยไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?
ทว่าพระเจ้าเลนเต้ไม่สนใจเรื่องที่เล่าเจี้ยงพูดเลยแม้แต่น้อย ถึงขนาดว่าไม่สนใจความเป็นตายของกองทัพที่ไปทำสงครามซีเป่ยด้วยซ้ำ
“ไม่เป็นไร เรื่องของเตียวอุ๋นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ทว่าครั้งนี้แม้เจ้ามีส่วนช่วยมาก แต่กลับก่อเรื่องใหญ่ เราเอาความดีมาหักล้างความผิดเจ้าแล้วกัน”
“เอาละ เจ้าเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ควรรีบกลับไปพักผ่อนเถิด”