พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 225 ทิ้งเตียวปกป้องเล่า
บทที่ 225 ทิ้งเตียวปกป้องเล่า
กาเซี่ยงโยนประเด็นสำคัญออกมา ขณะที่คนอื่นยังคงครุ่นคิด เล่าเจี้ยงก็เป็นคนแรกที่ตอบสนองก่อน
“กลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้! เตียวอุ๋นเป็นขุนนางใหญ่ที่มีความจงรักภักดีต่อฝ่าบาท ดูเหมือนข้าจะพอเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี”
เล่าเจี้ยงใช้มือนวดขมับ เขารู้สึกเหมือนพอเข้าเค้าขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็อธิบายไม่ถูก
กาเซี่ยงมองนายท่านด้วยรอยยิ้ม ก่อนชี้ไปที่ซุนฮิว
“นายท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ กงต๋าบอกไปแล้วมิใช่หรือว่าฝ่าบาทต้องการปกป้องท่าน”
เล่าเจี้ยงเดาว่าซุนฮิวน่าจะเข้าใจแล้ว ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายคงไม่แสดงท่าทางเข้าใจแล้วหรอก
ตามคาด ซุนฮิวโพล่งออกมาอย่างรวดเร็ว
“นายท่าน นี่ฝ่าบาทเพิ่งตัดสินใจขั้นเด็ดขาดลงไป!”
“ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด? มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?”
เล่าเจี้ยงเดิมคิดว่าเข้าใจแล้ว ตอนนี้ยิ่งฟังยิ่งสับสนมากขึ้น
เอาละ ลืมไปซะ… ซุนฮิวยังฉลาดกว่าเขาอยู่นิดหน่อย
ตั้งแต่มาเกิดใหม่ในปลายราชวงศ์ฮั่น ยุคนี้ทำให้นักท่องเวลาได้รู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่คิดเลยว่าพระเจ้าเลนเต้จะเป็นหนึ่งในนั้น ฝ่าบาทช่างแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้อย่างสิ้นเชิง!
เท่าที่รู้ พระเจ้าเลนเต้เป็นคนบัดซบ ซื้อขายตำแหน่งหาเงิน ละโมบในกิเลสตัณหา ลักษณะของทรราชทั้งหมดปรากฏอยู่ในตัวชายผู้นี้อย่างชัดเจน ทว่าอีกฝ่ายสามารถควบคุมสมดุลของขั้วอำนาจต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขอเพียงมีเขาอยู่ ไม่ว่าใต้หล้าจะวุ่นวายแค่ไหน จะโกลาหลได้สักเท่าไรกันเชียว อีกอย่างขั้วอำนาจต่าง ๆ ในราชสำนักล้วนถูกเขาควบคุมมาตลอด
หากสภาพแวดล้อมทั่วไปในปลายราชวงศ์ฮั่นก็เพียงพอทำให้นักท่องเวลาตกใจแล้ว ความเข้าใจที่มีต่อพระเจ้าเลนเต้ก็พอจะทำให้เขาอ้าปากตาค้าง
กลียุคที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อสิ้นฝ่าบาท
บางทีหากพระเจ้าเลนเต้มีชีวิตอยู่ต่ออีกยี่สิบปี ก็ยากจะบอกได้ว่าใต้หล้าจะเป็นอย่างไร?
“นายท่าน ท่านลืมสถานะของตัวเองไปแล้วหรือ?”
ซุนฮิวดึงเล่าเจี้ยงจากความคิดของตัวเอง กลับมาสู่โลกความเป็นจริง
“ไม่นะ… ข้าก็คือแม่ทัพหลังมิใช่หรือ?”
เห็นแววตาสับสนของเล่าเจี้ยง กาเซี่ยงก็เลิกคิ้วขึ้น ในขณะที่ซุนฮิวยิ้มบาง และช่วยอธิบายอย่างอ่อนโยน
“นายท่าน ท่านก็เป็นกลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้เช่นกัน”
“ข้าก็เป็นกลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้หรือ?”
เล่าเจี้ยงชี้นิ้วไปที่ตัวเองอย่างประหลาดใจ ด้วยความที่เขาจ้องจะกบฏอยู่ตลอดเวลา ทว่าหากคิดอย่างละเอียดดูดี ๆ มันก็ดูสมเหตุสมผล
ซุนฮิวพยักหน้า “นายท่าน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขันที ตระกูลทรงอิทธิพล พระญาติ หรือกลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้ ก็ไม่ควรมองฝ่ายตนจากมุมมองตัวเอง ต้องมองด้วยมุมมองของฝ่ายอื่น”
“เหตุใดตระกูลอ้วนถึงลงมือบ่อยครั้ง? เพราะเขาไม่อยากเห็นกลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้มีอำนาจมากเกินไป โฮจิ๋นเองก็เช่นกัน หากกลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้มีอำนาจมากเกินไป ฝ่ายพระญาติก็จะเสื่อมถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือบทสรุปของ สถานการณ์ที่ผ่านมา”
“แล้วที่ฝ่าพระบาททรงทำเช่นนี้มันเพราะเหตุใดกันแน่? หากบอกว่าเราทุกคนเป็นกลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้ พระองค์จะไม่ปกป้องพวกเราเลยเชียวหรือ”
เล่าเจี้ยงเข้าใจความหมายของซุนฮิว ทว่าก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าเลนเต้ถึงต้องการเสียสละเตียวอุ๋น
“นายท่าน แม้ฝ่าบาทจะเป็นโอรสสวรรค์มีบริวารมาก แต่ก็ต้องเคลื่อนไหวด้วยตัวเองทั้งหมด เมื่อครู่ข้าบอกแล้ว ไม่ว่าพระญาติหรือตระกูลทรงอิทธิพล พวกเขาล้วนไม่เต็มใจเห็นกลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้แข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้ไม่ง่ายเลยที่กลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้จะเกิดความขัดแย้งกันภายในเช่นนี้ ย่อมต้องคว้าโอกาสทองนี้ตอบโต้กลับ”
เช่นนี้เอง! ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็เข้าใจแล้ว
พระเจ้าเลนเต้ใช้คนเจ็ดหมื่นคนกับเตียวอุ๋นปกป้องเขา!
มิน่าเล่า ฝ่าบาทถึงสนพระทัยว่าเตียวอุ๋นจะปราบกบฏสำเร็จหรือไม่
หากแม่ทัพเตียวปราบกบฏได้สำเร็จก็จะเป็นการสร้างผลงาน ซึ่งมากพอจะเทียบกับความสำเร็จในเมืองเหมยหยางของเล่าเจี้ยงได้ ถึงตอนนั้น เมื่อต้องเผชิญกับเสียงประณามจากพระญาติและตระกูลทรงอิทธิพล พระเจ้าเลนเต้ก็ยากจะเคลื่อนไหวได้สะดวก
หากเตียวอุ๋นเพิ่งสร้างผลงานปราบกบฏได้มีปัญหากับเล่าเจี้ยง ฝ่าบาทก็ย่อมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ถึงตอนนั้นคงทำได้เพียงสละเล่าเจี้ยงทิ้งเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ขัดแย้งกับความตั้งใจเดิมของตัวท่านเอง
“ฝ่าบาท… ทรงให้ความสำคัญกับข้ามากจริง ๆ”
น้ำเสียงเล่าเจี้ยงเลื่อนลอย ละอายใจต่อฮ่องเต้อยู่เล็กน้อย
หากพระเจ้าเลนเต้รู้ว่าหลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเล่าเจี้ยง ทั้งให้ตำแหน่ง อำนาจ ทหาร กระทั่งธิดาที่รักมากที่สุด แต่กลับเลี้ยงขุนนางโจรกบฏขึ้นมาได้คนหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะโกรธมากเพียงไหน
“ฮ่า ๆ ๆ ข้าไม่รู้ว่าฝ่าบาทให้ความสำคัญกับนายท่านมากแค่ไหน แต่ข้าแน่ใจว่าตอนนี้ฝ่าบาทชังเตียวอุ๋นแทบตายแล้ว!”
คำพูดของกาเซี่ยงดึงดูดความสนใจของแม่ทัพหลัง ก่อนอดถอนหายใจไม่ได้
“หากรู้เรื่องในวันนี้ก่อน ฝ่าบาทก็ไม่ควรให้เตียวอุ๋นเป็นแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักนี้สิ” เล่าเจี้ยงเอ่ย
แต่กาเซี่ยงส่ายหัว ไม่เห็นด้วยกับความคิดนั้น
“นายท่าน ที่ฝ่าบาทไม่ทรงฟังเสียงส่วนใหญ่แล้วให้เตียวอุ๋นเป็นแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักในครั้งนี้ โดยให้นายท่านช่วยสนับสนุนมันมีความหมายลึกซึ้งอยู่”
“เตียวอุ๋นภักดีต่อฮ่องเต้ แล้วฝ่าบาทก็ทรงไว้ใจท่านมาก ความตั้งใจเดิมของฝ่าบาทคือการยืมการปราบกบฏนี้มากระชับความสัมพันธ์ระหว่างพวกท่านทั้งสองให้มากขึ้น และถ่วงดุลกันและกันให้ไม่มีผู้ใดได้เลื่อนขั้นอีกด้วย”
“ฝ่าบาททรงทราบดีว่าเตียวอุ๋นมีความสามารถไม่พอ ดังนั้นถึงให้นายท่านนำกองทหารไปช่วยสนับสนุน หากนายท่านเป็นผู้นำ เตียวอุ๋นก็จะไม่มีทางได้ความดีความชอบแน่นอน ซึ่งต้องการให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นตอนที่เตียวอุ๋นพ่ายครั้งก่อน ทางราชสำนักจะนิ่งเฉยหรือ? เพียงแต่ฝ่าบาทคาดไม่ถึงเลยว่าเตียวอุ๋นจะเป็นคนถ่อยที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเพราะความแค้นของเขาทำร้ายพวกพ้อง ซ้ำยังกุมนายท่านซึ่งเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งไว้ในมืออีก”
เล่าเจี้ยงฟังจนเวียนหัว เขาเริ่มไม่รู้จักฮ่องเต้องค์นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว!
ใครบอกพระเจ้าเลนเต้บ้ากิเลสตัณหา ขยันสรรหาแต่วิธีขายตำแหน่งแลกเงินทอง ความคิดของฮ่องเต้องค์นี้ล้ำลึกเกินไปแล้ว
“ข้าประเมินฝ่าบาทของเราต่ำไป เขาทุ่มเทเพื่อแผ่นดินต้าฮั่นจริง ๆ”
“นายท่านผิดแล้ว ฝ่าบาททำเพื่อตัวพระองค์เองทั้งนั้น หากเขาทำเพื่อแผ่นดินต้าฮั่นจริง จะรีดไถทรัพย์สินอยู่อีกหรือ?”
เล่าเจี้ยงเลื่อมใสในวิสัยทัศน์ของกาเซี่ยงยิ่งนัก เขามองฮ่องเต้จนทะลุปรุโปร่งแล้ว
“ใช่แล้ว ว่ากันตามจริงผ่าบาทก็ยังเป็นคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง หากฝ่าบาททรงฉลาดปราดเปรื่องขนาดนั้นจริง ก็คงไม่มองเตียวอุ๋นผิดหรอก” ซุนฮิวเองก็ผสมโรงเข้ามาด้วย
แม่ทัพหลังและสองกุนซือสนทนากันโดยตำหนิวิจารณ์พระเจ้าเลนเต้อย่างไม่หวาดกลัวสิ่งใด ทำให้กัวหยวนและซุนเขียนต่างนิ่งอึ้ง
ยิ่งฟังก็ยิ่งตกใจ ทั้งสองถึงขนาดรู้สึกว่าเล่าเจี้ยง กาเซี่ยง และซุนฮิวไม่เห็นฝ่าบาทอยู่ในสายตาเลย ในวาจายังแแฝงความนัยก่อกบฏด้วย!
ทั้งสองมองหน้ากัน และเห็นความตกใจจากนัยน์ตาอีกฝ่าย
เรื่องที่พวกเล่าเจี้ยงสามคนพูด ยังมีหลายอย่างที่พวกเขาไม่ค่อยเข้าใจนัก
กัวหยวนและซุนเขียนไม่ค่อยคุ้นเคยสถานการณ์ในราชสำนักเท่าใดนัก พวกเขาอาศัยอยู่ที่เมืองปักไฮมานาน จะแยกออกว่าใครเป็นฝ่ายพระญาติ ใครเป็นฝ่ายตระกูลทรงอิทธิพลได้อย่างไรกัน? เล่าเจี้ยงเก็บพวกเขาไว้เพราะถือว่าเป็นคนสนิทก็เท่านั้น
“จือหนี่ กงโหย่ว เราคงไม่ได้ทำให้พวกเจ้ากลัวหรอกใช่ไหม?”
เล่าเจี้ยงสนใจทั้งสองคนอยู่ตลอด หน้าถอดสีของพวกเขาล้วนอยู่ในสายตาเขา
“ศิษย์พี่ทั้งสองอย่าเข้าใจข้าผิด สถานการณ์ตอนนี้ซับซ้อนเกินไป อุบายล่อลวงกันไปมา ความหน้าไหว้หลังหลอกในราชสำนักไร้ยางอายกว่าในสนามรบมาก ตอนนี้ข้าทำได้เพียงจัดการไปตามความเหมาะสมเท่านั้น”
กัวหยวนและซุนเขียนพากันยืนขึ้นก้มตัวคำนับเล่าเจี้ยง
“นายท่าน พวกเรากินเงินเดือนของราชวงศ์ฮั่น เรื่องความจงรักภักดีล้วนขึ้นอยู่กับนายท่าน!”
เล่าเจี้ยงก้าวไปพยุงทั้งสองขึ้นมา เขายังคงค่อนข้างเชื่อใจกัวหยวนกับซุนเขียนว่าเห็นเจ้านายสำคัญกว่าฮ่องเต้
กัวหยวนเฝ้ามองโจโฉใช้อำนาจกดดันฮ่องเต้โดยไม่มีความเห็นคัดค้านใด ๆ แม้ซุนเขียนจะไม่ได้เห็นเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่เขาก็น่าจะตระหนักดีถึงความทะเยอทะยานของเล่าปี่ ไม่เช่นนั้นจะติดตามนายไปทุกที่อย่างภักดี ตั้งแต่วันตกต่ำจนวันรุ่งโรจน์ กระทั่งตกต่ำอีกกี่รอบก็ยังอยู่ ชนิดที่เจ้านายนอนไหนก็เห็นที่นั่นเป็นบ้านได้อย่างไร?
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง เจ้าเองก็อย่าทำให้ข้าผิดหวังด้วย!”
เล่าเจี้ยงให้ความสำคัญกับกัวหยวนและซุนเขียนมาก ตอนนี้เขาอยู่ที่ลกเอี๋ยง จวนแม่ทัพหลังก็มีงานไม่มากนัก ดังนั้นความสามารถของทั้งสองจึงไม่แสดงออกมามากมายนัก
ต่อไปเมื่อไปถึงเมืองฮั่นต๋งก็ต่างออกไป ซุนเขียนสามารถจัดการเรื่องงานราชการได้ ส่วนกัวหยวนก็ยิ่งสำคัญ เล่าเจี้ยงต้องให้เขาแสดงจุดแข็งออกมาให้ได้!
ระบบตุนเถียน!*[1]
ตอนนี้เสบียงและเงินทุนทั้งหมดของจวนแม่ทัพหลังได้รับจากราชสำนัก เล่าเจี้ยงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงินหรือเสบียงพวกนี้ เมื่อออกจากลกเอี๋ยง หรือไปตั้งฐานมั่นอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เรื่องพวกนี้ต้องทำให้เขาปวดหัวอย่างมากแน่
เงินหรือเสบียง ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย!
[1] 屯田 ระบบตุนเถียน เป็นนโยบายเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรที่เริ่มใช้ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก และถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในยุคสามก๊กโดยกัวหยวนแห่งวุยก๊ก