พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 226 เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลพิทักษ์
บทที่ 226 เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลพิทักษ์
บทที่ 226 เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลพิทักษ์?
ชีวิตในลกเอี๋ยงค่อนข้างสงบ แม่ทัพหลังอยู่กับภรรยารองที่รักของตัวเองอย่างสบายใจ และเพลิดเพลินกับบ้านอันอบอุ่น
ผ่านมาสามเดือนติดต่อกันแล้วที่เล่าเจี้ยงไม่มีอะไรทำ ราวกับวันหยุดฤดูร้อนในชาติก่อนเวียนมาถึงอีกครั้ง
แม้แต่ขุนพลใต้บังคับบัญชายังทำได้เพียงฝึกทหารต่อไป เพราะไม่ได้รับคำสั่งจากพระเจ้าเลนเต้ ทหารเองจนถึงปานนี้ก็ยังไม่มีมาเสริม
ใกล้เข้ากลียุค ความสงบสุขนั้นหาได้ยากและล้ำค่ายิ่ง อาจสูญสลายหายไปได้เพียงดีดนิ้ว
ในที่สุดข่าวการพ่ายที่แคว้นเลียงจิ๋วก็แพร่มาถึงลกเอี๋ยง พระเจ้าเลนเต้จำต้องเรียกขุนนางเข้าวังมาหารือเรื่องนี้
“ตามข่าวล่าสุดที่ได้มาจากแคว้นเลียงจิ๋ว พวกกบฏเปียนจางเอาชนะแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักเตียวอุ๋นหลายครั้ง เป้าหงเสียชีวิตในสนามรบ กองทัพเจ็ดหมื่นคนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหลือเพียงกองทัพหมื่นคนที่นำโดยตั๋งโต๊ะถอนทัพออกมาได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น และตอนนี้ประจำการอยู่ที่เมืองฝูเฟิง”
เตียวเหยียงอธิบายสถานการณ์ในเลียงจิ๋วให้พวกขุนนางฟังคร่าว ๆ จากนั้นก็ถอยไปอยู่ด้านข้าง
“ฝ่าบาท กระหม่อมอยากร้องเรียนเตียวอุ๋นแม่ทัพทหารม้าเกราะหนัก!”
ทันทีที่เตียวเหยียงอ่านรายงานผลการรบเสร็จ เสนาบดีกรมการคลังหวังเหวินก็ลุกขึ้นมาอย่างรีบเร่งแทบทนไม่ไหว
“แม่ทัพทหารม้าเกราะหนักนำกองทัพแสนคนออกปราบกลุ่มกบฏปะทะกันมานานหลายเดือน จนท้องพระคลังลกเอี๋ยงว่างเปล่าแล้ว เสบียงหญ้าที่สนับสนุนกองทัพล้วนขนมาจากแคว้นกิจิ๋ว โชคดีที่มีแม่ทัพหลังพลิกสถานการณ์ กองทัพเราถึงเอาชนะกลุ่มกบฏในเมืองเหมยหยางได้ พวกเปียนจางหนีกันกระเจิงกลับแคว้นเลียงจิ๋ว”
“ในตอนนั้นกระหม่อมชี้แจงแก่แม่ทัพทหารม้าเกราะหนักไปแล้ว สถานการณ์ในตอนนี้มิอาจสนับสนุนกองทัพเดินทางไกลได้ หากขนเสบียงและหญ้าจากแคว้นกิจิ๋ว แคว้นซีจิ๋วและที่อื่น ๆ ไปยังแคว้นเลียงจิ๋ว ต้องเดินทางหลายพันลี้ นี่มันไร้สาระมากแค่ไหน? ทว่าแม่ทัพเตียวไม่ฟังคำกระหม่อม บีบให้ท้องพระคลังของเขตซีหลี เมืองจิงจ้าว เมืองฝูเฟิงและเมืองอื่น ๆ ส่งของมาจนหมด จนเกิดข้อร้องเรียนมากมายในหมู่ประชาชน
“เดิมทีกระหม่อมเห็นแก่แม่ทัพเตียวปราบกบฏเพื่อบ้านเมือง จึงฝืนทนไม่รายงานเรื่องนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าเขากลับทำลายความไว้วางใจจากฝ่าบาท พ่ายแพ้ต่อเสเหลียง ทำให้ต้าฮั่นต้องอับอายขายหน้า กระหม่อมขอวิงวอนฝ่าบาทให้ถอดตำแหน่งทุกอย่างของเตียวอุ๋น และลงโทษสถานหนักพ่ะย่ะค่ะ!”
เล่าเจี้ยงที่อยู่ในหมู่ฝูงชนอดแอบปีติยินดีไม่ได้ โชคดีที่พวกกาเซี่ยงบอกอุบายหลอกลวงเหล่านี้กับตัวเองล่วงหน้าก่อน ไม่เช่นนั้นตัวเองคงกระโดดออกไปเห็นชอบด้วยแน่
ในตอนที่เตียวอุ๋นเป็นเสนาบดีกรมการคลัง ส่วนหวังเหวินเป็นผู้ช่วยเขา ว่ากันตามเหตุผลแล้วทั้งสองคนต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกันสิ?
ดูเหมือนผู้อยู่เบื้องหลังหวังเหวินคงไม่ธรรมดา
พระเจ้าเลนเต้มีสีหน้ากราดเกรี้ยว ทว่าเล่าเจี้ยงกลับเห็นความรู้สึกระอาในความโกรธของฮ่องเต้แล้ว
“เตียวอุ๋นสูญเสียกองกำลังทำให้เราต้องขายขี้หน้า ทว่าเขาเดินทางหลายพันลี้ไปยังเลียงจิ๋วก็สมควรได้คุณงามความดี”
เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าเลนเต้ยังคงพยายามอย่างเต็มที่เป็นครั้งสุดท้าย คงไม่อยากทิ้งเตียวอุ๋นไปง่าย ๆ เช่นกัน
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าไม่เหมาะพ่ะย่ะค่ะ”
ยิ่งทำให้เล่าเจี้ยงคาดไม่ถึง ก็คือโฮจิ๋นโพล่งออกมาเร็วมาก
“แม่ทัพใหญ่มีความเห็นยอดเยี่ยมอันใดอีกเรอะ หือ?”
วันนี้โฮจิ๋นก็ห้าวผิดวิสัยมากเช่นกัน ก่อนหน้านี้หากเห็นพระเจ้าเลนเต้มีท่าทางกริ้วขนาดนี้ เขาไม่มีทางเป็นฝ่ายออกมารับความซวยก่อนแน่นอน
“ฝ่าบาท เตียวอุ๋นกระหายในลาภยศจนหาเรื่องใส่ตัวจริง ๆ ฝ่าบาทห้ามพระทัยอ่อน อภัยให้ง่าย ๆ เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”
“นี่…”
“ฝ่าบาท หากไม่ลงโทษเตียวอุ๋นสถานหนัก จะทรงอธิบายให้ทหารนับหลายหมื่นที่พลีชีพในสงครามได้อย่างไร!”
ไม่รอให้ฝ่าบาทแสดงท่าทีอันใด โฮจิ๋นก็ลากเขาไปวางไว้ตรงหน้าความยุติธรรม
พระเจ้าเลนเต้รำคาญใจ ทว่าตอนนี้ทุกสิ่งที่แม่ทัพใหญ่พูดล้วนมีเหตุผล เรื่องนี้ไม่มีที่ให้เขาปฏิเสธมันได้จริง ๆ
ระหว่างที่กำลังตึงใส่กัน มหาราชครูอ้วนหงุยก็เดินออกมา
“ฝ่าบาท ข้าคิดว่าแม่ทัพหลังมีสิทธิ์ที่จะพูด กระหม่อมได้ยินมาว่าเตียวอุ๋นอิจฉาเล่าเจี้ยง ตัวเองเสียกำลังทหารไปมาก กลับริษยาความสามารถของแม่ทัพหลัง เพิกเฉยต่อกิจการบ้านเมือง และทำลายแผนของแม่ทัพหลังเพราะความเคียดแค้นส่วนตัว แม่ทัพหลังนิสัยใจคอกว้างขวางไม่เอาความเตียวอุ๋น ทว่ากระหม่อมกลับมองคนผู้นี้ต่อไปไม่ได้”
คำพูดอันชอบธรรมของอ้วนหงุยไม่ได้รับการขอบคุณจากเล่าเจี้ยง ตรงข้ามกลับทำให้เล่าเจี้ยงโกรธมาก และแอบก่นด่าอยู่ในใจ
ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์เอ๊ย ยังจะใช้ข้าหาผลประโยชน์ให้ฝ่ายตนเองอยู่อีก!
อ้วนหงุยผู้นี้มารยามากเกินไปแล้ว ปากร้องขอความเป็นธรรม ความจริงอยากให้เล่าเจี้ยงออกหน้า
“ฝ่าบาท”
เล่าเจี้ยงจะปล่อยให้อ้วนหงุยทำสำเร็จได้อย่างไร เขาเดินออกมาจากแถว และคุกเข่าลง
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีความผิด”
คำสารภาพของเล่าเจี้ยง ไม่เพียงทำให้โฮจิ๋น อ้วนหงุยเบิกตาอ้าปากกว้าง แม้แต่พระเจ้าเลนเต้ก็งุนงงเช่นกัน
“แม่ทัพเล่ามีความผิดอันใดหรือ?”
“ฝ่าบาท ที่เมืองเหมยหยางกระหม่อมทำร้ายแม่ทัพเตียวเพราะความแค้นส่วนตัว จึงออกมาขอรับโทษ”
และที่ทำให้อ้วนหงุยกับโฮจิ๋นคาดไม่ถึงก็คือเล่าเจี้ยงหาเรื่องให้ตัวเองลำบาก!
อ้วนหงุยหรี่ตา ในหัวใคร่ครวญเจตนาของแม่ทัพหลังไม่หยุด
เรื่องที่เล่าเจี้ยงทำร้ายเตียวอุ๋น พวกเขารู้นานแล้ว ทว่าไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้
หากบอกว่าเล่าเจี้ยงกลับตัวกลับใจจึงเป็นฝ่ายยอมรับความผิดก่อน? ตีอ้วนหงุยให้ตายอย่างไรก็ไม่เชื่อ
เจ้าเล่าเจี้ยงกลับมาได้สามเดือนแล้ว หายไปทำบ้าอะไรอยู่ตั้งนาน!?
“แม่ทัพหลัง ข้าคิดว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เตียวอุ๋นนั้นไม่รู้จักแยกแยะถูกผิด ทำลายงานใหญ่ของบ้านเมืองเพราะความเห็นแก่ตัว แม้เจ้าจะตีเขาจนตาย ข้าก็สนับสนุนเจ้า”
โฮจิ๋นมีท่าทางผิดปกติ สนับสนุนเล่าเจี้ยงอย่างเปิดเผย
“ไอ้โง่ เจ้ากำลังพูดอะไร!”
พระเจ้าเลนเต้ได้ยินคำพูดนั้นก็กริ้วมาก เขากลุ้มเรื่องหาโอกาสระบายกับโฮจิ๋นไม่ได้อยู่ดี ๆ อีกฝ่ายก็มาหาถึงที่
“ฝ่าบาท แม่ทัพหลังช่วยเตียวอุ๋นจากอันตรายก่อน ยามกวาดล้างกลุ่มกบฏเสเหลียงก็เอาตัวเองไปเสี่ยง เตียวอุ๋นไม่เพียงไม่ซาบซึ้งใจ กลับกักตัวโจวเซิ่นไว้ พยายามสังหารแม่ทัพหลังถึงชีวิต การกระทำเช่นนี้แตกต่างอะไรจากการสวามิภักดิ์ต่อศัตรู? กระหม่อมขอเสนอให้ฝ่าบาทตรวจสอบเตียวอุ๋น! กระหม่อมสงสัยว่าเขาสมคบคิดกับศัตรูพ่ะย่ะค่ะ!”
โฮจิ๋นยิ่งพูดยิ่งเกินจริง กระทั่งตราหน้าเตียวอุ๋นว่าเป็นไส้ศึกของศัตรูแล้ว
“ฝ่าบาท… กระหม่อมคิดว่าสิ่งที่แม่ทัพใหญ่พูดนั้นสมเหตุสมผล เตียวอุ๋นรบครั้งแรกก็แยกแยะคนภักดีกับทรยศไม่ได้ เชื่อวาจาขุนพลผู้ช่วยตี่หยางอย่างง่ายดาย ทำให้กองทัพเกือบถูกกลุ่มกบฏกวาดล้างสิ้น หากไม่ใช่แม่ทัพหลังนำทัพออกไปช่วย ตอนนี้ดินแดนซานฟู่จะเป็นอย่างไรนั้นก็ยากจะรู้ได้”
“หลังจากนั้น แม่ทัพหลังก็ใช้ตี่หยางที่เป็นไส้ศึกของศัตรูจนเล่นงานพวกหลี่เหวินโหวได้สำเร็จ แม้จะตกอยู่ภายใต้การปองร้ายของเตียวอุ๋นก็ยังกวาดล้างศัตรูไปได้แปดหมื่นคน ใครถูกใครผิด คิดว่าทุกท่านจะมีความเห็นแล้ว กระหม่อมคิดว่าหากแม่ทัพหลังนำทัพเดินทางไปยังแคว้นเลียงจิ๋ว ทหารฮั่นนับหลายหมื่นคนนั้นคงไม่เคียดแค้นเพียงนี้”
อ้วนหงุยไม่แม้แต่จะให้พระเจ้าเลนเต้ระบายใส่โฮจิ๋นอีก เขายืนขึ้นเอ่ยแทนแม่ทัพใหญ่ และยังมิวายกล่าวชมเล่าเจี้ยงด้วย
“แล้วมหาราชครูคิดว่าเราควรให้รางวัลแม่ทัพหลังอย่างไร?”
เมื่อเผชิญกับน้ำเสียงเย็นชาของพระเจ้าเลนเต้ อ้วนหงุยก็ได้คิดแผนรับมือไว้นานแล้ว
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าควรให้แม่ทัพหลังเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลพิทักษ์ แล้วเลือกวันกรีธาทัพปราบกบฏอีกครั้ง!”
เล่าเจี้ยงที่อยู่ด้านข้างได้ทักทายบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของตระกูลอ้วนไปนานแล้ว เขามองอ้วนหงุยด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความอาฆาต
ดีนี่เจ้าเฒ่าอ้วนหงุย ช่างเกลียดข้าเล่าเจี้ยงเสียเหลือเกินนะ!
เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลพิทักษ์ อุเหม่ เจ้าช่างใจกว้างดีจริง ๆ!
แถมยังให้ข้าเดินทางไปแคว้นเลียงจิ๋ว หากข้าปราบกบฏในเลียงจิ๋วได้ ไม่แต่งตั้งข้าเป็นฮ่องเต้ไปเลยล่ะ!?
“แม่ทัพใหญ่ ท่านคิดว่าอย่างไร?”
โฮจิ๋นไม่มีลังเลเลยสักนิด แสดงออกว่าเห็นด้วยทันที
“ฝ่าบาท กระหม่อมหมายความเช่นนี้มานานแล้ว ทว่าถูกมหาราชครูกล่าวออกมาก่อน ตอนที่แม่ทัพหลังทำลายเปียนจางได้ กระหม่อมก็อยากทูลขอคุณงามความดีจากฝ่าบาทให้แก่แม่ทัพหลังนานแล้ว”