พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 24 คุยกันลับ ๆ กลางดึก
บทที่ 24 คุยกันลับ ๆ กลางดึก
“ท่านพ่อ พวกเราต่างก็เป็นลูกหลานของพระเจ้าฮั่นเกาจู่ ลูกหลานราชวงศ์ฮั่น จงรักภักดีต่อกษัตริย์รับใช้ชาติก็ถูกต้องแล้ว อย่าไหลไปตามกระแสเด็ดขาด!”
เล่าเจี้ยงมองบิดาผู้มีท่าทีซึมลง ก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย
เล่าเอี๋ยนไม่ได้ลุกฮือตามคำพูดทุกคำ เพียงขมวดคิ้วแน่น และส่ายหน้าเล็กน้อย
“เหตุใดพ่อจะไม่อยากกำจัดคนทรยศฟื้นฟูราชสำนักเล่า เพียงแต่คนต่ำต้อยคำพูดย่อมไม่มีน้ำหนัก จะให้ทำอย่างไร! เฮ้อ…”
เห็นบิดาถอนหายใจออกมาตลอด เล่าเจี้ยงก็เข้าใจได้ทันที
ดูเหมือนการย้ายมาลกเอี๋ยงหาใช่ความตั้งใจเดิมของบิดา เมื่อก่อนดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการเขายังได้ทำประโยชน์ต่อผู้คนในแคว้น
ยามนี้แม้จะได้เลื่อนขึ้น กลับมีเพียงชื่อเสียงจอมปลอม และไร้ซึ่งอำนาจ
“ท่านพ่อรู้จักไท้ผิงเต้าหรือไม่?”
เล่าเอี๋ยนรู้สึกแปลกใจที่จู่ ๆ เขาก็เอ่ยถึงลัทธิโพกผ้าเหลืองขึ้นมา ทว่าก็ยังพยักหน้า
“เมื่อก่อนตอนอยู่แคว้นกิจิ๋ว ลัทธิโพกผ้าเหลืองมีผู้ศรัทธาไม่น้อยแล้ว”
“พวกเขาไม่เพียงมีจำนวนมากเท่านั้น แต่ตอนนี้ลัทธิโพกผ้าเหลืองได้แพร่กระจายไปทั่วทุกเมืองทุกแคว้นแล้ว โดยมีผู้ศรัทธาหลายแสนคน!”
“ในบรรดานั้นมีทั้งเจ้านาย ผู้ที่ชอบข่มเหงคนอื่น แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ทางการก็ด้วย เท่าที่ข้ารู้ ในพระราชวัง มีคนที่เป็นสมาชิกลัทธิโพกผ้าเหลืองนี่อยู่ด้วย”
“นี่…?”
เล่าเอี๋ยนมองสีหน้าเครียดของเล่าเจี้ยง พลันมีปฏิกิริยาขึ้นมา
“บัดซบ!”
“ต้องเพิ่มการควบคุม ไม่อย่างนั้นผลลัพธ์ที่ตามมายากจะคาดเดาได้!”
บิดาหยุดฝีเท้า ตบมือขวาเข้ากุมกำปั้นซ้ายไว้
“สายเกินไปแล้ว!”
“ลัทธิโพกผ้าเหลืองก่อกบฏกำลังใกล้เข้ามาแล้ว!”
เล่าเจี้ยงเดินมาตรงหน้าเล่าเอี๋ยน เรียกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“หา?”
เล่าเอี๋ยนถามด้วยความตกใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ก่อนหน้านี้ไปหาจูกัดกุยที่เมืองไท้ซัว ข้าบังเอิญได้รู้เข้า”
“ตอนนี้ผู้ศรัทธาแคว้นเกงจิ๋ว แคว้นเอียงจิ๋วมาถึงแคว้นกิจิ๋วแล้ว และภายในลกเอี๋ยงก็มีไส้ศึกอยู่ด้วย หลังจากนี้อีกไม่นาน จะเกิดการจลาจลขึ้น!”
เล่าเอี๋ยนยังรู้สึกไม่ค่อยเชื่อเล็กน้อย สำหรับตัวเขาที่อยู่อย่างสงบสุขมาหลายสิบปี การก่อกบฏนั้นไกลเกินเอื้อมเกินไป!
“เรื่องนี้เจ้าแน่ใจรึ หากมันไม่เป็นอย่างที่พูด จะต้องถูกลงโทษ”
เห็นท่าทางเล่าเอี๋ยนไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เล่าเจี้ยงจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ข้าจะพูดจาไปเรื่อยได้อย่างไร!
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะรีบไปบังคมทูลฝ่าบาท”
เล่าเอี๋ยนเห็นบุตรชายมั่นใจเช่นนี้ ก็ไม่กล้ารอช้า รีบเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาททันที…
ทว่าเล่าเจี้ยงรีบห้ามไว้ ก่อนเอ่ยโน้มน้าว
“ท่านพ่อโปรดช้าก่อน เรื่องนี้ห้ามรีบร้อนเป็นอันขาด”
เล่าเอี๋ยนอยากผลักเล่าเจี้ยงออก ผลักเท่าไร บุตรชายก็มิขยับเลยแม้แต่น้อย ทำเอาเขาร้อนใจจนเหงื่อกาลท่วมตัว
“เรื่องใหญ่เช่นนี้ จะไม่รีบร้อนได้อย่างไร รีบหลบไปหน่อยเร็ว!”
เล่าเจี้ยงแข็งแรง ไฉนเลยเล่าเอี๋ยนจะผลักเขาออกไปได้ เมื่อเห็นบิดาใจร้อนจนเหงื่อผุดพราย ก็อธิบาย
“ท่านพ่ออย่าทำอะไรวู่วามเด็ดขาด เมื่อครู่ข้าบอกแล้ว ในบรรดาขุนนางนั้นมีไส้ศึกอยู่”
“หากไส้ศึกรู้แผนการเข้า ท่านพ่อจะจัดการอย่างไร?”
“พวกเราต้องใช้โอกาสนี้วางแผนเพื่อตัวเราเองด้วย!”
เล่าเอี๋ยนได้ยินก็มองแลซ้ายแลขวา ก่อนจะสงบลง เมื่อครู่เขาเร่งร้อนเกินไป อยากจะรีบเข้าเฝ้าฝ่าบาทโดยเร็ว
“เจี้ยงเอ๋อร์ ข้าควรจะจัดการอย่างไรดี?”
เจ้าเมืองในตอนนี้อารมณ์สับสนไปหมด ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
“ต้องหาโอกาสเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพียงลำพัง!”
“แล้วพยายามหาตำแหน่ง เพื่อให้สามารถนำทัพเข้าสู้รบได้”
เล่าเจี้ยงเอ่ยเงื่อนไขสองข้อออกมา เขาอยากใช้โอกาสนี้เข้ารับข้าราชการ
“เข้าเฝ้าโดยลำพังเกรงว่าจะไม่ง่าย”
เล่าเอี๋ยนครุ่นคิดพร้อมขมวดคิ้วมุ่น ก่อนกระทืบเท้าฉับพลัน
“ใกล้จะปีใหม่แล้ว ถึงตอนนั้นฝ่าบาทต้องทำพิธีบวงทรวงบรรพบุรุษ ข้าในฐานะเจ้ากรมราชวงศ์ เรื่องในราชวงศ์ย่อมขาดข้าไปไม่ได้ เจ้าก็ตามข้าไปตอนนั้น บางทีอาจมีโอกาส”
“ขอรับ ทำตามที่ท่านพ่อกล่าว!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าบ่งบอกว่าเห็นด้วย
เรื่องนี้จะวิ่งแจ้นเข้าไปในวังเลยไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่รู้ว่ามันจะเกิดเหตุร้ายอะไรหรือไม่
ที่สำคัญที่สุดคือหาโอกาสที่เหมาะสมในการขอนำทัพ
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ เล่าเจี้ยงพลันนึกถึงเรื่องที่ให้ฮองตงฝึกพลธนูหนึ่งร้อยก่อนหน้านี้ขึ้นมา
“ท่านพ่อ พลคุ้มกันที่ให้ฮองตงฝึกก่อนหน้านี้ อยู่ในจวนหรือไม่?”
เล่าเอี๋ยนพยักหน้า
“พลคุ้มกันหนึ่งร้อยนายล้วนอยู่ในจวนนี้”
“เช่นนั้นก็ดี”
“เรื่องนี้ไม่ควรรีบร้อน ท่านพ่อรีบไปพักผ่อนเถิด”
เล่าเจี้ยงเห็นว่าดึกมากแล้ว จึงขอตัวลากลับ
บิดามองแผ่นหลังของบุตรชายที่เดินจากไป ในใจยังคงรู้สึกมิอาจสงบลงได้อยู่เนิ่นนาน
วันรุ่งขึ้น เล่าเจี้ยงตื่นแต่เช้า หลังจากไปทักทายบิดามารดาเสร็จแล้ว ก็ตรงไปหาไทสูจู้กับเตียนอุยสองคนทันที
ไทสูจู้พักอยู่ที่เดียวกับมารดาเขา เล่าเจี้ยงเองก็ไปเยี่ยมเยือนแม่ของไทสูจู้ด้วย จากนั้นทั้งสามคนก็ตรงไปยังลานด้านหลังด้วยกัน
ลานด้านหลังของจวนตระกูลเล่านั้นใหญ่มาก คนหนึ่งร้อยคนยืนอยู่ในนั้น ก็ไม่รู้สึกว่าแออัดเลยแม้แต่น้อย
ตรงแถวหน้าสุดในกลุ่มฝูงชน มีคนหนึ่งโดดเด่นมาก
สวมชุดสีดำสนิท หน้าตาคมคาย ดุจภาพแกะสลักขวานสามมิติ คนผู้นี้ก็คือฮองตง
เล่าเจี้ยงพาทั้งสองเข้าไปหาฮองตง ก่อนจะทำความเคารพก่อน
“ฮั่นเซิง!”
ฮองตงเห็นเล่าเจี้ยงมา ก็เข้าไปทำความเคารพทันที
“คุณชาย!”
“ไม่ได้เจอกันห้าปี คุณชายเปลี่ยนไปจนน่าตกใจยิ่งนัก!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะออกมา และเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ
“แม้หลายปีมานี้ร่างกายข้าจะพัฒนาขึ้นมา ทว่าวรยุทธ์ยังคงขัดหูขัดตาเช่นเดิม”
ฮองตงเองก็ฝืนยิ้มออกมาเช่นกัน เล่าเจี้ยงไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์เขารู้อยู่นานแล้ว
“ฮั่นเซิง นี่คือไท้สูจู้ นามรองจืออี้ นี่เตียนอุย นามรองเอ้อร์ไหล ทั้งสองเปี่ยมหัวใจที่กล้าหาญ”
“จืออี้มีฝีมือยิงธนูดี วิชาหอกก็ล้ำเลิศ ส่วนเตียนอุยนั้นทรงพลังมาก ทั้งสองล้วนเป็นขุนพลรู้ใจข้า”
จากนั้นก็มองไปทางทั้งสองคน พลางผายมือไปทางฮองตง
“จืออี้ เอ้อร์ไหล ผู้นี้คือคนที่ข้าเอ่ยถึงก่อนหน้านี้! แซ่ฮองชื่อตง นามรองฮั่นเซิง วรยุทธ์ล้ำเลิศ ในใต้หล้าหาคู่ต่อกรด้วยได้ยาก! วิชาธนูยิ่งแม่นเหมือนจับวาง สามารถง้างคันธนูแรงดึงสี่ต้านได้!”
“วรยุทธ์ของข้าฮั่นเซิงก็เป็นคนสอนเอง เพียงแต่ยังเรียนไม่ถึงหนึ่งหรือสองในสิบเลย”
เล่าเจี้ยงรู้สึกอายเล็กน้อย เขาไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ในการเรียนวรยุทธ์จริง ๆ โชคดีที่ฝึกพลังกำลังมหาศาลได้
“คุณชายถ่อมตัวเกินไปแล้ว ร่างกายของคุณชายเหนือกว่าคนทั่วไปมาก วันหน้าฝึกฝนมากขึ้น จะต้องพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดแน่”
ฮองตงชมเชย ทั้งสามคนก็ทักทายกัน และนับว่ารู้จักกันแล้ว