พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 242 สี่เส้นทางแห่งเทือกเขาฉินหลิ่งซาน
บทที่ 242 สี่เส้นทางแห่งเทือกเขาฉินหลิ่งซาน
สองเดือนต่อมา เล่าเจี้ยงกรีธาทัพจากลกเอี๋ยงเดินทัพผ่านเมืองเตียงอัน ในที่สุดก็มาถึงอำเภอลำเต๋งแห่งเมืองฮั่นต๋ง
ระหว่างทางมุ่งสู่เมืองฮั่นต๋งนั้นทำเอาเล่าเจี้ยงสับสนอยู่นาน
จากกวนจงไปยังเมืองฮั่นต๋งมีเทือกเขาฉินหลิ่งซานขวางกั้นอยู่ทำให้มีเพียงสี่เส้นทางเท่านั้นที่เชื่อมต่อกันจากตะวันออกไปตะวันตก ได้แก่ เส้นทางจูงอ เส้นทางถ่างลั่ว เส้นทางเปาเสีย และเส้นทางเฉินชาง
เส้นทางจูงอ เพียงเห็นชื่อก็รู้ถึงความหมายเพราะชื่อเสียงอันเลื่องลือของหุบเขาจูงอก๊ก สภาพแวดล้อมของเส้นทางจูงอนั้นเลวร้ายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งแคบทั้งชันเป็นอย่างมาก หากมีผู้ใดขวางเส้นทางอยู่ ไม่ว่าฝ่ายเล่าเจี้ยงจะมีคนมากเพียงใดก็ต้องติดอยู่บนทางนั้น
หลาย ๆ ที่แทบไม่มีถนนหนทางและหากโชคไม่ดีฝนตกขึ้นมาก็แทบจะต้องตกลงไปในหล่มดินเลน! เล่าเจี้ยงยอมแพ้ต่อเส้นทางนี้อย่างสิ้นเชิง
ส่วนเส้นทางถ่างลั่วนั้น ในบรรดาเส้นทางทั้งสี่เส้นทางนี้มีจุดเด่นเพียงข้อเดียวคือใกล้ที่สุด! แต่ความอันตรายของเส้นทางนี้กลับมากกว่าเส้นทางจูงอเสียอีก! เส้นทางจูงอยังพอมีถนนหนทางให้สัญจรไปได้ แต่ในหลาย ๆ กรณี เส้นทางถ่างลั่วไม่มีหนทางด้วยซ้ำ หากมีคนเพียงหยิบมือก็พอจะสามารถข้ามภูเขาก้าวผ่านแม่น้ำไปได้ แต่หากเป็นกองทัพขนาดใหญ่ก็ยากที่จะผ่านไป
เส้นทางถ่างลั่วถูกขนานนามตามหุบเขาถ่างกู่และหุบเขาลู่กู่ แม้จะมีข้อได้เปรียบที่มีระยะทางสั้นและเดินทางได้รวดเร็ว ทว่าภูเขาหลายลูกที่ต้องข้ามไปนั้นสูงกว่าเส้นทางสายอื่นมากทำให้เดินทางยาก ทั้งยังอันตรายอย่างยิ่ง
ประการแรก เล่าเจี้ยงมีเวลาเหลือเฟือ ประการที่สอง เขาไม่ต้องการรับความเสี่ยงเหล่านี้ และประการที่สาม การใช้เส้นทางถ่างลั่วนั้นแทบจะไร้ประโยชน์ ไม่ว่าจะในเวลานี้หรือในอนาคต เส้นทางนี้ก็ยากจะใช้งาน ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงตัดเส้นทางนี้ทิ้งอย่างไม่มีข้อแม้
สิ่งที่สร้างปัญหายุ่งเหยิงให้เล่าเจี้ยงมากที่สุดคือเส้นทางเปาเสียและเส้นทางเฉินชาง เนื่องจากเส้นทางทั้งสองมีความสำคัญต่อเล่าเจี้ยงเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำยังเป็นเส้นทางที่เขาต้องเดินทัพผ่าน
เส้นทางเปาเสียและเส้นทางเฉินชางค่อนข้างโด่งดังในยุคนี้ ด้วยเมื่อคราวนั้นที่หานซิ่นได้ใช้กลยุทธ์ ‘หมิงซิวจ้านเต้า อ้านตู้เฉินชาง’ หรือกลยุทธ์สร้างความสับสนให้ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าโดยโจมตีอย่างคิดไม่ถึงจากด้านข้างจึงเป็นที่มาของเส้นทางเปาเสียและเส้นทางเฉินชาง
เส้นทางเปาเสียตัดผ่านหุบเขาเสียดก๊ก แรกเริ่มเดิมทีเป็นการขุดเจาะเส้นทางด้วยฝีมือมนุษย์ ในเวลานั้นหลิวปัง*[1] ก็ใช้เส้นทางนี้ในการเดิงทางไปยังเมืองฮั่นต๋ง ในแง่ของสภาพแวดล้อมนั้นดีกว่าเส้นทางถ่างลั่วและเส้นทางจือกูอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านไปได้โดยง่าย เพราะในความเป็นจริงมันอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการขุดโดยฝีมือมนุษย์ พื้นที่เกือบทั้งหมดจึงเป็นทางเดินไม้กระดาน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น เส้นทางเปาเสียก็จัดถูกตัดขาดทันที
เส้นทางสุดท้ายคือเส้นทางเฉินชาง เส้นทางเฉินชางเป็นเส้นทางที่ผ่านง่ายที่สุดในบรรดาทั้งสี่เส้นทาง ครานั้นหานซิ่นก็ใช้เส้นทางเฉินชางและกำชัยเหนือหานจางได้ในที่สุดแล้วรวบรวมดินแดนเกาจงทั้งหมดได้
เล่าเจี้ยงต้องตัดสินใจเลือกระหว่างเส้นทางเปาเสียและเส้นทางเฉินชาง อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดเขาก็เลือกเส้นทางเฉินชาง
เหตุผลประการแรกเพราะเส้นทางเฉินชางผ่านเมืองเฉินชาง ซึ่งในไม่ช้าจะเป็นจุดที่หันซุยบุกเข้าตีกวนจง ประการที่สองคือหลังจากเข้าสู่เส้นทางนี้จะผ่านด่านซันก๋วน หนึ่งในสี่ด่านของกวนจง เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือเล่าเจี้ยงต้องการยืนยันให้แน่ใจว่าในเส้นทางเฉินชางมีแม่น้ำอยู่หรือไม่
ในเวลานั้น เหตุใดหานซิ่นจึงกล้าใช้เส้นทางเฉินชางในการเดินทัพขนาดใหญ่ อีกทั้งยังไม่กังวลถึงความเสี่ยงว่าเสบียงจะไม่เพียงพอ? แล้วเหตุใดจูกัดเหลียงที่ใช้เส้นทางเดียวกันจึงมีปัญหาเรื่องข้อจำกัดของเสบียงขึ้นมาได้?
เล่าเจี้ยงทราบดีว่าสาเหตุหลักนั้นมาจากการเปลี่ยนทิศทางของน้ำในแม่น้ำตงฮั่น ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องการศึกษาจากความเป็นจริงว่าแท้จริงแล้วเส้นทางเฉินชางเป็นอย่างไรกันแน่เพื่อเตรียมการสำหรับการยกทัพไปกวนจงในอนาคต
ทว่าตลอดเส้นทางเล่าเจี้ยงกลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง ไม่ต้องพูดถึงแม่น้ำตงฮั่น แม้แต่เงาของแม่น้ำธรรมดา ๆ ก็ยังไม่เห็น มีเพียงดอกหญ้าเรียงรายพร้อมภูเขาสูงชันทั้งสองข้างทางเท่านั้น
หลังจากได้สัมผัสกับเส้นทางเฉินชางด้วยตัวเองในครั้งนี้แล้ว เล่าเจี้ยงก็เข้าใจถึงความลำบากของจูกัดเหลียงอย่างแจ่มแจ้ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในสงครามทางเหนือห้าครั้ง จูกัดเหลียงจึงเลือกใช้เส้นทางเฉินชางเพียงครั้งเดียว การใช้เส้นทางนี้ไม่เพียงต้องผ่านด่านซันก๋วนและเมืองเฉินชางแต่ยังต้องขึ้นเขาลงห้วยเพื่อขนส่งเสบียงอีกด้วย!
ไม่ว่าจะมีอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ มากแค่ไหนก็ไม่มีความสำคัญในทางปฏิบัติ เล่าเจี้ยงทราบดีว่านับจากนี้ประวัติศาสตร์ของดินแดนเสฉวนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง! จูกัดเหลียงจะไม่มีทางล้มเหลวจากการไปทำสงครามทางเหนือหลายต่อหลายครั้งจนท้ายที่สุดต้องตายไปพร้อมความเกลียดชังอีก
เล่าเจี้ยงนำทัพของตนออกจากเส้นทางเฉินชางไปอย่างราบรื่น จุดสิ้นสุดของเส้นทางเฉินชางนั้นบรรจบเข้ากับเส้นทางจินหนิว หลังจากนั้นพวกเขาก็มาถึงด่านเองเปงก๋วน สิ่งกีดขวางสุดท้ายของที่ราบฮั่นต๋ง
ในเวลานี้ด่านเองเปงก๋วนยังเป็นด่านเองเปงก๋วนโบราณ ไม่ใช่ด่านเองเปงก๋วนในยุคจ๊กก๊ก ด่านเองเปงก๋วนสร้างขึ้นบนสันเขาโจ่วหม่าซึ่งสามารถปกป้องได้ทั้งเส้นทางเฉินชางและเส้นทางจินหนิวไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้จึงต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งกวนจงและจกก๊กในเวลาเดียวกัน
หลังจากผ่านด่านเองเปงก๋วนไปได้ก็เท่ากับไร้ซึ่งอันตรายและสามารถมุ่งสู่ที่ราบฮั่นต๋งได้ หลังจากนั้นก็ตรงเข้าอำเภอล่าเต๋ง
ทันทีที่เล่าเจี้ยงมาถึงอำเภอล่าเต๋งพร้อมกับกองทหารของเขา ซูกู้ เจ้าเมืองฮั่นต๋งก็เตรียมต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูเมืองแล้ว เพราะเล่าเจี้ยงได้ส่งม้าเร็วมาแจ้งให้เขาทราบล่วงหน้า
“ท่านที่อยู่ข้างหน้าใช้เจ้าเมืองซูหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงซึ่งอยู่บนหลังม้ามองไปยังบัณฑิตวัยกลางคนที่เป็นผู้นำ
“เป็นซูกู้ ท่านคือแม่ทัพหลังใช่หรือไม่?”
เล่าเจี้ยงพลิกตัวลงจากม้าแล้วเดินเข้าไปประสานมือคารวะซูกู้
“รบกวนท่านเจ้าเมืองซูที่ต้องมาต้อนรับเราถึงที่นี่แล้ว ขอบคุณท่านมาก!”
ซูกู้เองทราบถึงสถานะของเล่าเจี้ยงดี เขาย่อมไม่กล้าเมินเฉย รีบประสานมือคารวะกลับเช่นกัน
“ท่านแม่ทัพหลังเกรงใจเกินไปแล้ว ซูกู้ละอายนัก!”
เล่าเจี้ยงไม่ลังเลอีกต่อไป เขานำพระราชโองการขึ้นมาถือไว้ในมือ
“เจ้าเมืองซูรับราชโองการ”
ซูกู้เองก็ไม่ชักช้า รีบคุกเข่าลงพร้อมกับคนของเขาทันที
“แม่ทัพหลังเล่าเจี้ยงจะขึ้นรับตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋งนับแต่วันนี้ไป ซูกู้ อดีตเจ้าเมืองฮั่นต๋งให้กลับไปรับตำแหน่งสำคัญที่เมืองหลวง จบราชโองการ!”
“ซูกู้น้อมรับราชโองการ!”
ซูกู้คำนับราชโองการในมือของเล่าเจี้ยง ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อรับราชโองการ
“ท่านเจ้าเมืองซู ไม่ใช่ว่าข้าตั้งใจจะขึ้นเป็นเจ้าเมืองฮั่นต๋ง แต่ด้วยสถานการณ์ในแคว้นเลียงจิ๋วกำลังย่ำแย่ อีกทั้งราชสำนักเองก็ไม่มีกำลังสำรองที่จะรบทัพจับศึกได้ในเวลานี้ ด้วยเหตุนี้ฝ่าบาทจึงส่งข้ามารักษาการอยู่ที่นี่”
ซูกู้ไม่ได้คิดว่าเล่าเจี้ยงจะมาอธิบายให้กับคนตัวเล็ก ๆ อย่างเขาฟัง ความหวาดหวั่นจึงพลันฉายชัดขึ้นบนใบหน้า
“แม่ทัพหลังเกรงใจเกินไปแล้ว ซูกู้เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้มีคุณงามความดีใดต่อทหารสามแสนนายแห่งฮั่นต๋งจึงรู้สึกผิดอยู่เต็มอก การได้ท่านแม่ทัพหลังมารับตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋งแทนในคราวนี้ถือเป็นความโชคดีอย่างแท้จริงต่อกองทัพและประชาชนในเมืองฮั่นต๋ง!
“ท่านเจ้าเมืองซูถ่อมตัวเกินไปแล้ว ที่ประชาราษฎร์ในเมืองฮั่นต๋งอยู่เย็นเป็นสุขล้วนแต่เป็นฝีมือของท่านเจ้าเมืองซู”
อย่างไรเสีย เขาก็เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนคนอื่น เล่าเจี้ยงจึงยังต้องเกรงอกเกรงใจอยู่บ้าง
อันที่จริงเล่าเจี้ยงไม่จำเป็นต้องเกรงใจซูกู้เลยเสียด้วยซ้ำ เป็นซูกู้ต่างหากที่ควรขอบคุณเขา หากซูกู้ยังอยู่ที่เมืองฮั่นต๋ง อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เตียวล่อจะเดินทางมาจากทางเหนือแคว้นเอ๊กจิ๋วและบั่นคอสังหารซูกู้เพื่อตั้งตนเป็นเจ้าเมืองฮั่นต๋งแทน
นี่จึงเท่ากับว่าเล่าเจี้ยงช่วยชีวิตของซูกู้เอาไว้! แน่นอนว่าเล่าเจี้ยงย่อมไม่บอกซูกู้ถึงเรื่องนี้ ถึงบอกไปอีกฝ่ายก็ไม่เชื่อ อีกทั้งยังจะคิดว่าเล่าเจี้ยงใช้โอกาสนี้เพื่อบีบบังคับตนอีกต่างหาก
“ท่านแม่ทัพหลัง จวนเจ้าเมืองได้เตรียมงานเลี้ยงต้อนรับไว้สำหรับท่านโดยเฉพาะ”
เล่าเจี้ยงยกยิ้มพลางพยักหน้า ร่องรอยแห่งความขอบคุณยังคงประดับอยู่แจ่มชัด
“ข้าทำให้ท่านเจ้าเมืองซูต้องสิ้นเปลืองแล้ว เล่าเจี้ยงขอขอบคุณด้วยใจจริง!”
การที่เล่าเจี้ยงเกรงอกเกรงใจเช่นนี้ทำให้ซูกู้รู้สึกละอายไม่น้อย
“ท่านแม่ทัพหลังคู่ควรกับชื่อเสียงอันเลื่องลือ ทั้งในเรื่องความปราดเปรื่องและการวางตัวล้วนน่าชื่นชม”
“งานเลี้ยงครั้งนี้ยังมีขุนนางต่าง ๆ รวมถึงตระกูลเก่าแก่แห่งเมืองฮั่นต๋งมาร่วมต้อนรับท่านแม่ทัพโดยเฉพาะด้วย”
คำพูดของซูกู้กระตุ้นความสนใจของเล่าเจี้ยง ขุนนางและตระกูลเก่าแก่แห่งเมืองฮั่นต๋ง คนพวกนี้เป็นคนที่เขาต้องทำความรู้จักไว้เสียหน่อย
ขุนนางส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องใช้คนเหล่านี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว บัณฑิตที่อยู่ฝ่ายเล่าเจี้ยงก็มีเพียงสี่คนเท่านั้น เขาย่อมไม่สามารถส่งทุกคนไปเป็นนายอำเภอกันทั้งหมดได้
ต่อมาคือตระกูลเก่าแก่ ตระกูลขุนนางเก่าแก่เหล่านี้เป็นคนที่เล่าเจี้ยงพยายามดึงมาเป็นพวกและคอยระมัดระวังมาโดยตลอด เขาต้องการจะเห็นว่าตระกูลเก่าแก่แห่งเมืองฮั่นต๋งนั้นแท้จริงแล้วคือพวกไหนกันแน่
“กงต๋า เวินเหอ เอ้อร์ไหล พวกเจาสามคนไปงานเลี้ยงกับข้า ส่วนที่เหลือให้กลับไปตั้งค่ายก่อน!”
หลังจากออกคำสั่ง เล่าเจี้ยงก็พาลูกน้องทั้งสามคนของเขาติดตามซูกู้ไปยังจวนเจ้าเมือง
[1] หลิวปัง : พระนามเดิมของปฐมกษัตริย์ฮั่นเกาจู่