พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 241 เจ้าเมืองฮั่นต๋งเล่าเจี้ยง
บทที่ 241 เจ้าเมืองฮั่นต๋งเล่าเจี้ยง
เมื่ออ้วนหงุยได้ยินคำพูดของพระเจ้าเลนเต้ก็งุนงงและรู้สึกเหมือนกำลังตกหลุมพราง
ทั้งเก่งทั้งกล้าหาญ? แม่ทัพ? จะหาได้จากไหน?
คนที่มีคุณสมบัติตรงทั้งสามข้อในราชสำนักตอนนี้ยังมีใครอีกหรือ?
นอกจากเล่าเจี้ยง ยังจะมีใครอีก? ยังมีใครอ้างว่าเป็นแม่ทัพที่ฉลาดและกล้าหาญได้บ้าง…
“เหตุใดฝ่าบาทต้องคิดมากด้วย? แม่ทัพหลังเก่งกาจเช่นนี้กลับไม่ใช้ นั่นจะไม่เป็นการใช้คนไม่คุ้มค่าหรอกหรือ?”
พระเจ้าเลนเต้โบกมือ ปฏิเสธข้อเสนอของอ้วนหงุย
“หรือมหาราชครูไม่รู้หน้าที่ของแม่ทัพหลัง? ข้าเลื่อนตำแหน่งให้เขาก็เพื่อความปลอดภัยของเมืองหลวง ยิ่งไปกว่านั้น แม่ทัพหลังเพิ่งแต่งงานกับว่านเหนียนลูกสาวสุดที่รักของข้า ไหนเลยจะตัดใจให้เขาเดินทางไกลไปเมืองฮั่นต๋งได้!”
ไม่คิดเลยว่าพระเจ้าเลนเต้ที่เพิ่งปฏิเสธอ้วนหงุยไปจะรู้สึกบอบช้ำจากคำพูดของเขาทันที
“ฝ่าบาททรงคิดเช่นนั้นได้อย่างไร? ในสี่ร้อยปีมานี้ต้าฮั่นไม่เคยสูญเสียแคว้นเลียงจิ๋วไปเลย? ตอนนี้ฝ่าบาทไม่ให้เล่าเจี้ยงไปเมืองฮั่นต๋งเพราะอาลัยอาวรณ์เขา หากกลุ่มกบฏบุกเข้าเมืองฮั่นต๋ง แล้วรุกรานเข้าแคว้นเอ๊กจิ๋วจะไม่เป็นเรื่องใหญ่หรือพ่ะย่ะค่ะ?
ถึงตอนนั้นฝ่าบาทจะเผชิญหน้ากับบรรพบุรุษราชวงศ์ฮั่นได้อย่างไร? จะไถ่โทษบรรพบุรุษของพระองค์ได้อย่างไร? ฝ่าบาท!”
ขณะกล่าวอ้วนหงุยก็กราบลงกับพื้น ร้องไห้อย่างขมขื่น ท่าทางเศร้าสร้อยเหลือคณา
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของอ้วนหงุยที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนในห้องโถงนิ่งอึ้ง สาวกตระกูลอ้วนหลายคนเริ่มปิดหน้าร้องไห้เพื่อเอาใจมหาราชครู ทั่วทั้งห้องโถงพลันเต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญ
พระเจ้าเลนเต้งุนงง ไม่คิดเลยว่าอ้วนหงุยจะกล้าขนาดนี้ อีกฝ่ายกล้าเอารากฐานต้าฮั่นและบรรพบุรุษมาข่มขู่เขา
“หุบปาก! ร้องห่มร้องไห้จนกลายเป็นอะไรไปแล้ว ที่นี่คือพระราชวังเว่ยหยางนะ!”
บรรดาขุนนางค่อย ๆ สงบลงเพราะคำตำหนิอย่างโกรธเกรี้ยวของพระเจ้าเลนเต้ ทว่ายังมีบางคนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่
“ฝ่าบาท ทั้งหมดเป็นความผิดของกระหม่อม กระหม่อมชังที่มิอาจไปเลียงจิ๋วต่อสู้กับพวกกบฏเองได้!”
พระเจ้าเลนเต้ไม่สามารถตำหนิอ้วนหงุยมากเกินไปจึงทำได้เพียงเอ่ยปลอบใจเขาไม่กี่ประโยค
“มหาราชครูโปรดลุกขึ้นมาเถิด เราส่งแม่ทัพหลังไปก็ได้…”
จากนั้นพระเจ้าเลนเต้ก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนเบนสายตาไปมองเล่าเจี้ยง
“แม่ทัพหลัง เจ้าก็เห็นแล้ว เราตัดใจให้เจ้าไปไม่ได้ ทว่าบัดนี้งานสำคัญคงต้องตกอยู่กับเจ้า”
เล่าเจี้ยงรู้สึกเบิกบานใจอยู่ก่อนแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นการแสดงยอดเยี่ยมของอ้วนหงุยด้วย
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่กล้าปฏิเสธ เพียงแต่หากส่งกระหม่อมไปเมืองฮั่นต๋ง ยังต้องมีเงื่อนไขอีกสองสามข้อ”
ก่อนที่พระเจ้าเลนเต้จะทันได้ตรัสอะไร โฮจิ๋นที่อยู่ด้านข้างก็โกรธขึ้นมา
“เงื่อนไข เงื่อนไขอีกแล้ว! เจ้าลองคิดถึงฝ่าบาทดูบ้างเถิด เหตุใดเอาแต่ยื่นเงื่อนไขออกมา!”
เล่าเจี้ยงแบมือทั้งสองข้างออก แล้วมองโฮจิ๋นด้วยรอยยิ้ม
“แม่ทัพใหญ่ไม่ต้องกล่าวประชดประชัน ข้ายังยืนยันคำเดิม แม่ทัพใหญ่ไปเองก็ได้ ข้าไม่อยากเข้าไปในหุบเขาร่องน้ำนั้นอยู่แล้ว”
“เจ้า!”
โฮจิ๋นไม่อาจโต้ตอบ ไหนเลยเขาจะกล้ารับงานเช่นนี้ จึงทำได้เพียงชี้นิ้วไปที่เล่าเจี้ยงด้วยความโกรธ
“เอาเถิด พวกเจ้าพูดให้น้อยหน่อย! แม่ทัพหลังมีเงื่อนไขอะไรเจ้าก็ว่ามาเถิด”
เล่าเจี้ยงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือและมองไปทางพระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาทจะให้กระหม่อมเดินทางไปเมืองฮั่นต๋งย่อมได้ ทว่าพระองค์ต้องมอบตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋งให้แก่กระหม่อม เพื่อจัดวางกำลังโดยรวมทั้งเมือง และต้องมอบกิจการทั้งหมดของเมืองฮั่นต๋งให้แก่กระหม่อม อีกทั้งอำนาจแต่งตั้งในแต่ละอำเภอจะต้องโอนจากจวนผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วไปยังจวนเจ้าเมืองฮั่นต๋งด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้ เราตกลง!”
พระเจ้าเลนเต้ไม่ลังเลเลยสักนิด สิทธิ์เหล่านี้ต่อให้เล่าเจี้ยงไม่เอ่ยพระเจ้าเลนเต้ก็จะให้อยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นสถานการณ์ในช่วงสงคราม หากเมืองฮั่นต๋งไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่งได้ การเดินทางไปที่นั่นจะมีความหมายอะไร
“ฝ่าบาท หลังจากกระหม่อมถึงเมืองฮั่นต๋ง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะถูกโอนจากกรมการคลังไปยังจวนผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วขับเคียม ไม่ให้ความร่วมมือกับกระหม่อม ขอฝ่าบาทมอบอำนาจที่จะทำให้ขับเคียมหวาดกลัวด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เล่าเจี้ยงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้กับเขามาก่อน
“ฝ่าบาท ไม่ลองให้ขวานอาญาสิทธิ์แก่แม่ทัพหลังดูเล่าพ่ะย่ะค่ะ นั่นอาจจะทำให้ขับเคียมหวาดกลัวได้”
โฮจิ๋นมองอ้วนหงุยด้วยความประหลาดใจ ถึงขนาดสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดไปหรือเปล่า
“ขวานอาญาสิทธิ์? มหาราชครูพูดผิดหรือเปล่า?”
อ้วนหงุยส่ายหน้าและเอ่ยย้ำความคิดของตัวเองอีกครั้ง
“ฝ่าบาท หากเป็นแค่อาญาสิทธิ์เกรงว่าขับเคียมจะไม่กลัว มีเพียงขวานอาญาสิทธิ์เท่านั้นที่สามารถทำให้ผู้ตรวจการกลัวได้”
พระเจ้าเลนเต้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองเล่าเจี้ยงอย่างนึกสงสัย
“แม่ทัพหลัง ขวานอาญาสิทธิ์นี้เพียงพอหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงจะไม่เห็นด้วยได้อย่างไร? เขารับคำสั่งและขอบพระทัยทันที
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
หากฟังให้ดีจะได้ยินความสั่นเครืออยู่ในน้ำเสียงของเล่าเจี้ยง เล่าเจี้ยงมีสีหน้าแปลกไปจากปกติ เขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อควบคุมความปีติยินดีในใจ คาดไม่ถึงเลยว่าอ้วนหงุยจะใจกว้างขนาดนี้!
เดิมความคิดของเล่าเจี้ยงต้องการขออาญาสิทธิ์เพียงอย่างเดียว เพื่อทำให้ขับเคียมผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วหวาดกลัวเสียหน่อย
คนที่ชื่อขับเคียม เล่าเจี้ยงรู้จักดีที่สุด อีกฝ่ายซื้อตำแหน่งผู้ตรวจการ หลังเข้ารับตำแหน่งก็เริ่มขูดรีดภาษี หากอยากงัดเงินและอาหารออกจากปากเขา จำต้องมีอาวุธแหลมคมไว้ในมือถึงจะได้ผล
พระเจ้าเลนเต้ประหลาดใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ว่ากันตามตรงแล้วเล่าเจี้ยงก็ถือเป็นลูกชายเขาครึ่งหนึ่ง ดังนั้นการให้อำนาจอีกฝ่ายมากหน่อยก็ไม่ได้ผิดปกติอะไร
“ฝ่าบาท กระหม่อมยังมีเงื่อนไขข้อสุดท้ายพ่ะย่ะค่ะ…”
เสียงของเล่าเจี้ยงอ่อนลงมาก เขารู้สึกว่าตัวเองขอมากเกินไปจริง ๆ
ตามคาด ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา พระเจ้าเลนเต้ก็ไม่สบอารมณ์ทันที เขารู้สึกว่าเล่าเจี้ยงได้คืบจะเอาศอก
“ว่ามา!”
“ฝ่าบาท ใช่ว่ากระหม่อมโลภไม่รู้จักพอ แต่ความจริงเพียงแค่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในเมืองฮั่นต๋ง เมื่อครู่เสนาบดีกรมการคลังบอกแล้วว่าในท้องพระคลังมีเสบียงสามแสนต้าน กระหม่อมไม่ต้องการมากนัก แค่สักสองแสนต้านก็พอแล้ว หลังจากถึงเมืองฮั่นต๋ง กระหม่อมจะเร่งฝึกทหารให้มากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากขอทางกรมการคลังเขาก็ไม่สนใจหรอก ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เขาที่เดือดร้อนจึงตอบตกลงอย่างไม่ได้รู้สึกว่าเสียหายอะไร
อย่างไรก็ตาม แม้พระเจ้าเลนเต้ยอม ทว่าทางกรมการคลังไม่ยอม
“แม่ทัพหลัง เจ้าโลภเกินไปแล้ว! ข้าเพิ่งบอกไปหยก ๆ ว่ามีเสบียงไม่ถึงสามแสนต้าน แต่เจ้ากล่าวจะเอาสองแสนต้าน เจ้าจะให้กรมการคลังหามาให้ได้อย่างไร!”
ไม่คิดเลยว่าไม่ต้องรอให้เล่าเจี้ยงพูด อ้วนหงุยจะผุดลุกขึ้นแทนทันที
“ใต้เท้าหวัง แม่ทัพหลังไปเมืองฮั่นต๋งครั้งนี้ลำบากยากเข็ญนัก อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยให้สุดความสามารถเถิด”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้อ้วนหงุยเพื่อแสดงความขอบคุณ ตอนนี้เขารู้สึกขอบคุณอ้วนหงุยด้วยใจจริงที่ช่วยเหลือกันขนาดนี้ แม้เขาจะรู้ว่าอ้วนหงุยไม่ได้มีเจตนาอย่างแน่นอนก็ตาม!
“เฮ้อ!”
หวังเหวิน เสนาบดีกรมการคลังไม่พูดอะไรอีกและค่อย ๆ ถอยหลังกลับไป
“แม่ทัพหลัง ยังมีเงื่อนไขอะไรอีกหรือไม่?”
เล่าเจี้ยรีบส่ายหน้า น้ำเสียงของพระเจ้าเลนเต้ดูแปลกไปนิด แม้เขาจะยังมีอีกก็คงไม่กล้าเอ่ยขอขึ้นมาแล้ว
“ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมพอใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ฟังพระราชโองการ!”
เล่าเจี้ยงคุกเข่าลง ก้มกราบพื้น รับพระราชโองการของพระเจ้าเลนเต้
“แต่งตั้งแม่ทัพหลังเล่าเจี้ยงเป็นเจ้าเมืองฮั่นต๋ง ได้รับขวานอาญาสิทธิ์ เป็นผู้บัญชาการทหารในฮั่นต๋ง มีอำนาจตัดสินใจต่อสงครามในเลียงจิ๋ว!”
“กระหม่อมเล่าเจี้ยง น้อมรับพระบัญชา!”