พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 243 ปลัดเมืองและผู้บัญชาสูงสุด
บทที่ 243 ปลัดเมืองและผู้บัญชาสูงสุด
เล่าเจี้ยงและพรรคพวกตามซูกู้มาจนถึงจวนเจ้าเมือง โถงรับแขกนั้นคลาคร่ำไปด้วยผู้คน
เมื่อเห็นซูกู้เดินนำชายหนุ่มเข้ามา ฝูงชนก็เข้าใจได้โดยพลันและต่างก็ลุกขึ้นยืนคารวะ
“ท่านผู้นี้คงเป็นขุนศึกผู้มีชื่อเสียงคนแรกแห่งต้าฮั่น แม่ทัพหลังเล่าเจี้ยง ท่านแม่ทัพหลังใช่หรือไม่?”
ขุนศึกผู้มีชื่อเสียงคนแรกแห่งต้าฮั่นอย่างนั้นหรือ?
เล่าเจี้ยงอดจะตกตะลึงขึ้นมาไม่ได้เมื่อได้ยินฉายาเรียกขานนี้ เขารีบมองไปยังต้นเสียง พบว่าเป็นชายวัยกลางคนซึ่งแต่งตัวเหมือนบัณฑิต
“เล่าเจี้ยงไหนเลยจะกล้ารับการเรียกขานเช่นนี้ ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย”
“ฮ่า ๆ ๆ ท่านแม่ทัพหลังถ่อมตัวเกินไปแล้ว!”
บัณฑิตวัยกลางคนหัวเราะออกมาเสียงดังโดยไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนนิยามเล่าเจี้ยงนั้นเกินจริงแม้แต่น้อย
ซูกู้รีบแนะนำบัณฑิตหนุ่มให้รู้จักกับเล่าเจี้ยง
“ท่านแม่ทัพหลัง ท่านนี้คือพัวจิ๋ว ผู้นำตระกูลพัว ตระกูลเก่าแก่แห่งฮั่นต๋ง”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าอย่างเข้าใจ พร้อมประสานมือทำความเคารพ
“ที่แท้ก็ท่านพัวนี่เอง คารวะท่านพัว”
พัวจิ๋วย่อมไม่กล้าเมินเฉย ทั้งยังประสานมือคารวะตอบ
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบท่านแม่ทัพหลัง!”
เมื่อเห็นว่าเล่าเจี้ยงไม่ได้พูดอะไรอีก ซูกู้จึงรีบบอกให้พัวจิ๋วหาที่นั่งก่อน
“ท่านแม่ทัพหลัง ทางซ้ายนี้คือนายอำเภอทั้งเก้าของเมืองฮั่นต๋ง ทุกท่านล้วนมาเพื่อต้อนรับท่านโดยเฉพาะ”
เล่าเจี้ยงมองไปตามทางที่ซูกู้ชี้และพบว่านายอำเภอทั้งหมดพากันลุกขึ้นยืนคารวะอย่างพร้อมเพรียงกัน
“คารวะท่านแม่ทัพหลัง!”
“ทุกท่านมิจำเป็นต้องเกรงใจ ข้าเองยังต้องพึ่งพาพวกเจ้าอีกมากในอนาคต”
นายอำเภอทั้งเก้าไม่ค่อยเข้าใจว่าเล่าเจี้ยงหมายความว่าอย่างไรจึงเผยสีหน้างุนงงให้เห็น
“เชิญทุกท่านนั่งลงก่อนเถิด แล้วข้าจะอธิบายให้ฟัง”
ซูกู้บอกให้เหล่านายอำเภอนั่งลงก่อนและจะแจ้งให้ทราบทันทีเมื่อทุกคนประจำที่ทั้งหมดแล้ว หลังจากนั้นเขาก็นำทางเล่าเจี้ยงไปทางซ้ายมือ
“ท่านแม่ทัพหลัง ท่านนี้คือเงียมสาน เป็นปลัดเมือง เงียมสานพื้นเพเป็นคนเมืองปาเส ด้วยมิตรภาพอันดีระหว่างข้ากับเขา เขาจึงตั้งใจย้ายทั้งครอบครัวมายังฮั่นต๋ง”
แซ่เงียม? ดวงตาของเล่าเจี้ยงเป็นประกาย นามหนึ่งพลันแวบเข้ามาในความคิดของเขาโดยไม่รู้ตัว เงียมเภา!
“คารวะท่านแม่ทัพหลัง!”
เงียมสานนั้นมีใบหน้าเหลี่ยม นั่นทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาเป็นคนสัตย์ซื่อตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินเสียงเอ่ยคารวะของเงียมสาน เล่าเจี้ยงก็หลุดออกจากภวังค์ความคิด
“คารวะท่านปลัดเมืองเงียม”
เงียมสานไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก เขาเพียงยกยิ้มพลางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ท่านแม่ทัพหลัง ท่านนี้คือผู้บัญชาการหยางหลิน ตระกูลหยางเองก็เป็นตระกูลเก่าแก่แห่งเมืองฮั่นต๋งเช่นกัน”
ซูกู้ผายมือไปยังบุคคลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ โดยจงใจพูดถึงภูมิหลังของหยางหลิน
เอียวหลิมจากตระกูลเอียว!
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเบา ๆ ดูเหมือนว่าสามพี่น้อง เอียวสง เอียวเป๊ก และเอียวเหียมเองก็มาจากตระกูลเอียวนี้
“คารวะท่านผู้บังคับบัญชาเอียว”
“คารวะท่านแม่ทัพหลัง!”
เหนือความคาดหมายของเล่าเจี้ยง ใบหน้าของเอียวหลิมนั้นถูกต้องตามทำนองคลองทำ ไร้ซึ่งท่าทีแห่งความสับปลับปลิ้นปล้อนแม้แต่น้อย
หลังจากแนะนำคนสำคัญแห่งเมืองฮั่นต๋งเรียบร้อยแล้ว ซูกู้ก็เชิญเล่าเจี้ยงให้นั่งบนที่นั่งหลัก เล่าเจี้ยงบ่ายเบี่ยงอยู่สองสามครั้ง ทว่าไม่สามารถต้านทานซูกู้ได้ ชายหนุ่มจึงนั่งลงด้วยความยินดียิ่ง
จากนั้นซูกู้จึงโบกมือให้ฝูงชน ทุกคนต่างรู้ว่าซูกู้ต้องมีอะไรจะกล่าว ทั่วทั้งบริเวณจึงเงียบลงโดยพลัน
“ขุนนางแห่งเมืองฮั่งต๋งทั้งหมดล้วนอยู่ที่นี่พอดี ข้าจึงใคร่ขอประกาศพระราชโองการจากฝ่าบาท นับตั้งแต่วันนี้ไป แม่ทัพหลังเล่าเจี้ยงจะเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋งควบคู่ไปด้วย โดยจะรับผิดชอบด้านการทหารและการเมืองทั้งหมดในเมืองฮั่นต๋ง! แม่ทัพหลังนั้นได้รับพระราชทานขวานอาญาสิทธิ๋จากฝ่าบาท หวังว่าทุกท่านจะให้ความร่วมมือกับแม่ทัพหลังอย่างสุดความสามารถ!”
ซูกู้รั้งตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋งมาหลายปีแล้ว เขาย่อมมีความอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาออกนอกลู่นอกทางจึงเจาะจงกล่าวถึงอำนาจของฮ่องเต้ในมือเล่าเจี้ยงเป็นพิเศษ!
นายอำเภอทั้งเก้าเองก็เข้าใจได้ในทันทีเช่นกัน ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดก่อนหน้านี้เล่าเจี้ยงจึงเอ่ยขึ้นมาเช่นนั้น
เล่าเจี้ยงลุกขึ้นยืน เป็นธรรมเนียมที่เมื่อขุนนางใหม่ขึ้นรับตำแหน่งจะต้องเอ่ยอะไรกับผู้ใต้บังคับบัญชาสักสองสามประโยค
“มิตรสหายทุกท่าน ข้าเชื่อว่าทุกท่านคงเคยได้ยินสถานการณ์ในแคว้นเลียงจิ๋วแล้ว ส่วนสำคัญที่เล่าเจี้ยงมาที่นี่ก็เพื่อยับยั้งความยโสโอหังขอกลุ่มกบฏในแคว้นเลียงจิ๋ว! ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีสงครามเกิดขึ้นไปถ้วนทั่วทุกหย่อมหญ้าทำให้ท้องพระคลังว่างเปล่าจนไม่มีกำลังเพียงพอจะยกทัพจับศึกไปที่ใดได้อีก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่าบาทส่งข้ามายังเมืองฮั่นต๋ง!”
“นับจากนี้ไป วัตถุสิ่งของทั้งหมดในเก้าอำเภอของเมืองฮั่นต๋งจะต้องถูกส่งเข้ามารวมไว้ยังจวนเจ้าเมือง ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ถือครองเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฉ้อโกง หากข้าตรวจพบว่าใครซุกซ่อนไว้ จะโทษว่าขวานอาญาสิทธิ์ในมือของข้าไร้ปรานีไม่ได้!”
เล่าเจี้ยงหยิบขวานอาญาสิทธิ์ที่พระเจ้าเลนเต้ประทานให้ขึ้นกวัดแกว่งไปมา
ขุนนางจากทั้งเก้าอำเภอต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป บ้างก็มองเห็นเหมือนไม่เห็น บ้างก็ราวกับเสือติดจั่น บ้างก็ถึงขั้นเหงื่อแตกพลั่กท่วมตัว
อำนาจของขวานอาญาสิทธิ์ในมือของเล่าเจี้ยงนั้นยิ่งใหญ่เกินไปจริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงนายอำเภอเล็ก ๆ เหล่านี้เลย แม้แต่ขับเคียม ผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วก็ยังต้องพิจารณาไตร่ตรอง
“ข้าจะทำตามที่ท่านเจ้าเมืองมอบหมายอย่างเคร่งครัด!”
นายอำเภอทั้งเก้าลุกขึ้นยืนและประกาศจุดยืนของตนต่อเล่าเจี้ยง
“ดี! ตราบใดที่พวกท่านทุกคนให้ความร่วมมืออย่างสุดความสามารถ เล่าเจี้ยงจะไม่ทำให้พวกท่านต้องลำบากใจอย่างแน่นอน”
เหล่านายอำเภอสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนั่งลง หากแต่พัวจิ๋วซึ่งอยู่ทางด้านขวากลับเหงื่อกาฬแตกพลั่กราวกับตากฝนมา
ตอนนี้พัวจิ๋วพลันรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง หากเขารู้ว่าเล่าเจี้ยงมาที่นี่เพื่อรับตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋งคงไม่ประมาทเลินเล่อถึงเพียงนี้
เล่าเจี้ยงนั่งอยู่บนที่นั่งหลัก ถัดมาทางขวาคือซูกู้ ตามหลักแล้วที่นั่งถัด ๆ ไปควรเป็นเงียมสานและเอียวหลิม ใครจะคาดคิดว่าพัวจิ๋วจะมาแย่งชิงที่นั่งนั้นไป
เล่าเจี้ยงเองมองออกตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ยามที่เขาก้ามข้ามธรณีประตูมา พัวจิ๋วเป็นฝ่ายเข้ามาพูดคุยกับเขาก่อน กอปรกับเรื่องตำแหน่งที่นั่ง เล่าเจี้ยงพลันทราบได้ทันทีว่าพัวจิ๋วคนนี้ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
เมื่อพัวจิ๋วรับรู้ว่าเล่าเจี้ยงมาที่นี่เพื่อรับตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋ง พฤติกรรมของเขาก็เริ่มผิดแปลกไม่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ครั้นชายหนุ่มเผยถึงอำนาจของขวานอาญาสิทธิ์ พัวจิ๋วก็ยิ่งตื่นตระหนก
“ท่านพัว ร้อนมากเลยอย่างนั้นหรือ?”
พัวจิ๋วซับเหงื่อของตนไม่หยุด คาดว่าแขนเสื้อของเขาคงซับเหงื่อจนเปียกโชกไปหมด
เล่าเจี้ยงยกยิ้มพลางมองไปยังพัวจิ๋ว เขาตัดสินใจแล้ว ดูท่าว่าการลงดาบครั้งแรกในเมืองฮั่นต๋งจะต้องตกไปที่ตระกูลพัว
“อ๊ะ! ใช่! ใช่ขอรับ ข้างในนี้อากาศอบอ้าวอยู่เล็กน้อย”
พัวจิ๋วสะดุ้งกับเสียงที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้น เหงื่อของเขายิ่งผุดขึ้นบนใบหน้ามากกว่าเดิม
“หึ หึ…”
เล่าเจี้ยงไม่ได้ให้ความสนใจพัวจิ๋วอีก เขามองไปยังซูกู้ซึ่งอยู่ถัดลงไปด้านล่าง
“ท่านเจ้าเมืองซู วันนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับ เดิมทีเล่าเจี้ยงไม่ควรพูดคุยข้อราชการ แต่ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นสถานการณ์เร่งด่วนในเวลานี้ ข้าจึงทำได้เพียงขอคำชี้แนะจากท่านเจ้าเมืองซูเท่านั้น”
ซูกู้พยักหน้ารับ ในใจของเขาพลันเบาลงเล็กน้อย เล่าเจี้ยงจริงจังเช่นนี้ ชายหนุ่มจะต้องนำประโยชน์มาสู่เมืองฮั่นต๋งเป็นแน่
“เชิญพูดมาเถิดท่านแม่ทัพหลัง ตราบใดที่ข้ารู้ ย่อมไม่โป้ปดท่านอย่างแน่นอน”
“ดี เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านเจ้าเมืองซูบอกว่าตอนนี้เมืองฮั่นต๋งมีประชากรเกือบสามแสนคนอย่างนั้นหรือ?”
ซูกู้พยักหน้าพร้อมให้คำตอบแก่เล่าเจี้ยงอย่างชัดเจน
“ถูกต้อง นับตั้งแต่กบฏโพกผ้าเหลืองเริ่มต้นขึ้น มีผู้ลี้ภัยจากเมืองปาและเมืองจ๊กไหลบ่าเข้ามายังเมืองฮั่นต๋งอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านั้น เมื่อครั้งที่พวกเปียนจางบุกโจมตีซานฟู่ก็มีผู้ลี้ภัยจากกวนจงจำนวนไม่น้อยที่หลบหนีภัยสงครามเข้ามา ข้าออกคำสั่งลงไปว่าให้ยอมรับและตั้งถิ่นฐานใหม่ให้กับผู้ลี้ภัยเหล่านี้อย่างเหมาะสม”
ดวงตาของเล่าเจี้ยงเป็นประกาย ยอมรับคนผู้ลี้ภัย อีกทั้งยังจัดการให้ลงหลักปักฐาน ดูเหมือนว่าซูกู้จะเป็นเจ้าเมืองที่ดีจริง ๆ
“ข้าได้ยินมาว่าขับเคียม ผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋วได้มาซึ่งความมั่งคั่งอย่างกำเริบเสิบสาน ซ้ำยังกวนโทโสจนสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ไม่ทราบว่าท่านเจ้าเมืองซูพอจะรู้เรื่องนี้บ้างหรือไม่?”
“นี่…”
ซูกู้ตกตะลึง ด้วยไม่คิดว่าเล่าเจี้ยงจะเอ่ยถามคำถามเช่นนี้