พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 244 พัวจิ๋วแห่งฮั่นต๋ง
บทที่ 244 พัวจิ๋วแห่งฮั่นต๋ง
เมื่อเล่าเจี้ยงเห็นว่าซูกู้ลำบากใจอย่างยิ่งจึงไม่ได้บีบเค้นให้เขาต้องตอบออกมา ชายหนุ่มหัวเราะกลบเกลื่อนประเด็นนี้ไปเสีย
“หึ หึ ท่านเจ้าเมืองซูไม่จำเป็นต้องทำหน้าเช่นนั้น ข้าเพียงแค่พูดไปเรื่อยเปื่อย”
“ขอรับ ขอรับ”
ซูกู้ได้แต่ทำใจดีสู้เสืออยู่ข้าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพหลังหรือผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋ว ทั้งสองล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่กล้าเข้าไปตอแยด้วยแต่อย่างใด
“ท่านแม่ทัพหลังอย่าได้เชื่อถ้อยคำของคนถ่อย ผู้ตรวจการซี่นั้นเที่ยงธรรมและสัตย์ซื่อ ทั้งยังมีชื่อเสียงในทางที่ดีในดินแดนเสฉวนมาอย่างยาวนาน”
ทันใดนั้นพัวจิ๋วซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ซูกู้พลันออกโรงปกป้องขับเคียมขึ้นมาโดยพลัน
“โอ้? ท่านพัวอาศัยอยู่ที่เมืองฮั่นต๋ง ไม่คิดว่าจะรู้เรื่องกิจการภายในเมืองก๋งฮานดีถึงเพียงนี้”
“ท่านพัวช่างปากกล้าเสียจริง!”
ใครจะคาดคิดว่า ไม่ทันที่พัวจิ๋วจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เงียมสานซึ่งอยู่ข้างหลังจะเอ่ยถากถางขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาเสียก่อน
“เจ้าคนแซ่เงียม เจ้าพูดว่าอะไรนะ? หรือเจ้ามีข้อขัดแย้งกับท่านผู้ตรวจการซี่?”
เงียมสานเพียงสั่นศีรษะเบา ๆ ไม่ได้โต้แย้งอะไรไปมากกว่านั้น ซ้ำยังเมินเฉยพังจิ๋วอีกด้วย
“ท่านแม่ทัพหลัง ผู้ตรวจการซี่เมื่อครั้งอยู่แคว้นสู่นั้นมีความดีความชอบมากมาย และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางจากผู้คนทั่วทุกสารทิศ!”
พัวจิ๋วอวดดีไม่น้อย เขาเริ่มคุยโวโอ้อวดกับเล่าเจี้ยงอีกครั้งถึงคุณงามความดีของขับเคียม
เล่าเจี้ยงไม่ได้พูดอะไร เพียงชมละครของพังจิ๋วอย่างขบขัน
เขาน่ะหรือจะไม่รู้ว่าขับเคียมเป็นสวะแบบใด?
ขับเคียมนั้นไร้ซึ่งความสามารถและปัญญา ตำแหน่งที่ได้มาล้วนแล้วแต่ใช้เงินซื้อทั้งสิ้น นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้ตรวจการแคว้นเอ๊กจิ๋ว อีกฝ่ายก็มั่งมีขึ้นอย่างบ้าคลั่งจากการขูดรีดและเงินที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรม ซ้ำยังกวนโทโส ก่อกรรมทำชั่วจนแม้แต่สวรรค์และผู้คนต่างก็พากันเคียดแค้น!
ไม่กี่ปีต่อมา เหตุใดหม่าเซียงจึงก่อกบฏขึ้นภายใต้ร่มธงของกบฏโพกผ้าเหลือง และเหตุใดเขาจึงรวบรวมผู้คนได้กว่าหนึ่งแสนคนในช่วงเวลาอันสั้น นี่ยังไม่ใช่บาปกรรมที่ขับเคียมก่ออีกหรือ?
“ท่านแม่ทัพหลัง ผู้แซ่พัวและผู้ตรวจการขับเคียมนั้นมีมิตรภาพเก่าแก่ต่อกันอยู่ หากท่านแม่ทัพหลังสนใจในตัวเขา ผู้แซ่พัวสามารถเป็นตัวแทนแนะนำให้ได้”
ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็เข้าใจว่าทำไมพัวจิ๋วจึงโบกธงสนับสนุนผู้ตรวจการขับเคียมแห่งแคว้นเอ๊กจิ๋วนัก ที่แท้พวกเขาทั้งสองก็รู้จักมักจี่กัน
“โอ้? ที่แท้ท่านพัวมีความสามารถมากมายถึงเพียงนี้เชียว ก็ดี! ในอนาคตข้าเองก็ต้องการการสนับสนุนจากผู้ตรวจซี่อย่างมาก”
พัวจิ๋วยิ้มกว้างขึ้นในบันดล เขาหยิบจอกสุราขึ้นมาดื่มให้เล่าเจี้ยง
“ยินดียิ่ง! ต่อจากนี้ให้เป็นหน้าที่ของผู้แซ่พัว ท่านแม่ทัพหลังเชิญดื่ม!”
ในที่สุดหัวใจที่หนักอึ้งของพัวจิ๋วก็ผ่อนคลายลง เขากลัวว่าเล่าเจี้ยงจะลงโทษตัวเอง แต่ในตอนนี้อีกฝ่ายต้องการความช่วยเหลือจากเขา เท่ากับว่าตัวเขาอยู่ในจุดสูงสุดเหนือใครในเมืองฮั่นต๋ง
“ดื่ม!”
หลังจากที่เล่าเจี้ยงดื่มรวดเดียวจนหมดจอก ชายหนุ่มก็หันไปหาซูกู้อีกครั้ง
“ท่านเจ้าเมืองซู ข้าได้ยินมาว่ามีลัทธิหนึ่งในแคว้นสู่ เรียกตนเองว่าโจรจำนำข้าว ไม่ทราบว่ามีเรื่องเช่นนี้อยู่จริงหรือไม่?”
“เรื่องนี้…”
ซูกู้รู้สึกหดหู่ใจอย่างยิ่ง เหตุใดเล่าเจี้ยงจึงเอ่ยถามคำถามที่เป็นประเด็นอ่อนไหวเช่นนี้ นั่นทำให้เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบออกไปอย่างไร
“ท่านแม่ทัพหลัง อย่าได้เชื่อข่าวลือ!”
มีคนฉวยโอกาสเอ่ยตัดหน้าซูกู้ ใครกันจะคาดคิดว่าเป็นพัวจิ๋วอีกแล้ว
“ท่านแม่ทัพหลังอาจไม่ทราบว่าที่ดินแดนเสฉวนมีสำนักสอนศาสนาสืบทอดกันมา ผู้ใดที่เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์สำนักนี้จะต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นข้าวสารจำนวนห้าโต่ว ที่นั่นจึงถูกผู้คนเรียกขานว่าสำนักข้าวสารห้าโต่ว อันที่จริงแล้ว ชื่อเดิมของนิกายนี้คือลัทธิเต๋า นิกายเทียนซูเต้า เพราะเป็นลัทธิที่ราชครูแห่งสวรรค์ เตียวเหลง ผู้สืบเชื้อสายจากท่านเสนาธิการจางเหลียงซึ่งรั้งบรรดาศักดิ์หลิวโหวเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น”
“นิกายเทียนซูเต้านี้ไม่ใช่ลัทธินอกรีต นับประสาอะไรกับการขโมยข้าวสาร ทั้งยังมีผู้คนในดินแดนเสฉวนเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก ตอนนี้สืบทอดกันมาถึงรุ่นที่สามแล้ว ชายผู้นี้สกุลเตียว มีนามว่าล่อ ชื่อรองคือกงฉี ผู้แซ่พัวโชคดีที่พอมีมิตรภาพเก่า ๆ กับปรมาจารย์เตียวผู้นี้ หากท่านแม่ทัพอยากทำความรู้จักกับเขา ผู้แซ่พัวก็สามารถพาไปพบได้!”
“ท่านพัวช่างมีความสามารถมหัศจรรย์เสียจริง ดูเหมือนในแคว้นเอ๊กจิ๋วนี้ไม่มีอะไรที่ท่านพัวทำไม่ได้”
เล่าเจี้ยงเข้าใจแล้วว่าทำไมพัวจิ๋วจึงดำรงตำแหน่งสูงในเมืองฮั่นต๋ง แม้ตัวจะอยู่ในฮั่นต๋ง ทว่าเขามีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับกิจการในดินแดนเสฉวน อีกทั้งยังสามารถผูกมิตรไมตรีกับผู้ที่รั้งตำแหน่งผู้ตรวจการแคว้นหรือแม้กระทั่งปรมาจารย์ผู้นำลัทธิได้ ภูมิหลังของพัวจิ๋วผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
พัวจิ๋วไม่ได้ระแคะระคายถึงความนัยในถ้อยคำของเล่าเจี้ยงแม้แต่น้อย เขากลับเผยสีหน้าอวดดียิ่งกว่าเดิม
“มิได้ ท่านแม่ทัพหลังยกย่องกันเกินไปแล้ว”
เล่าเจี้ยงโต้ตอบพัวจิ๋วด้วยท่าทางและไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดกับซูกู้อีก
เมื่อพัวจิ๋วอยู่ที่นี่ด้วย ซูกู้ย่อมยากที่จะเอ่ยอะไรออกมา นอกจากนี้ เล่าเจี้ยงยังรู้สึกว่าซูกู้ไม่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องถูกผิดพวกนี้ นั่นทำให้เขาต้องขุดคุ้ยทุกอย่างด้วยตัวเอง
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปอีกสักพักก่อนที่เล่าเจี้ยงขอตัวออกมาโดยอ้างว่าเหนื่อย เมื่อเห็นว่าเล่าเจี้ยงจากไปแล้ว ทุกคนก็ไม่ลีลาคอยท่า รีบยืนขึ้นกล่าวลาและจากไปเช่นกัน
สามวันต่อมา ซูกู้เก็บข้าวของและมุ่งหน้าไปยังลกเอี๋ยงพร้อมกับครอบครัวของเขา เล่าเจี้ยงจึงได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองฮั่นต๋งอย่างเป็นทางการเสียที
ชายหนุ่มนั่งอยู่บนที่นั่งหลักในศาลาว่าการเมือง ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้คือคนที่เขาไว้วางใจมากที่สุด โดยฮองตง ไทสูจู้ เตียนอุย จูล่ง และซิหลงนั้นอยู่ทางด้านซ้าย ขณะที่กาเซี่ยง ซุนฮิว กัวหยวน และซุนเขียนอยู่ทางด้านขวา
“ทุกท่าน ตอนนี้ฝุ่นผงได้ร่วงหล่นหมดแล้ว*[1] ในที่สุดเราก็มีก้าวแรกอย่างมั่นคง!”
ในที่สุดเขาก็ได้นั่งตำแหน่งเจ้าเมืองฮั่นต๋งด้วยตัวเอง ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เล่าเจี้ยงโล่งใจเป็นพิเศษ
“ยินดีด้วยขอรับนายท่าน!”
ทุกคนขึ้นยืนและประสานมือคารวะเพื่อแสดงความยินดี ความสุขของพวกเขาไม่ได้น้อยไปกว่าเล่าเจี้ยง บางคนตื่นเต้นมากกว่าเสียอีก
“สิ่งนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากความมุมานะพยายามของทุกคน! เหวินเหอ กงต๋า เจ้าคิดว่าเราควรทำอย่างไรต่อ?”
เป็นครั้งแรกที่เข้ายึดกุมดินแดนผืนหนึ่งไว้ได้ ความตื่นเต้นนั้นมีมาก ทว่าความสับสนงุนงงกลับมีมากกว่า นั่นทำให้เล่าเจี้ยงไม่แน่ใจขึ้นมาว่าควรเริ่มต้นจากที่ใด
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเสนอแนะสิ่งใดขึ้นมา กาเซี่ยงจึงเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นและบอกกล่าวมุมมองของเขา
“นายท่าน ในความคิดของข้า เวลานี้การอยู่นิ่ง ๆ ดีกว่าเคลื่อนไหว เมืองฮั่นต๋งมีเก้าอำเภอและเราไม่ทราบสถานการณ์ของแต่ละอำเภออย่างแน่ชัด หากเราลงมือหุนหันพลันแล่น ข้าเกรงว่าจะส่งผลให้ผู้คนเกิดความเคียดแค้น มิสู้อยู่นิ่ง ๆ แล้วคอยสังเกตสถานการณ์อย่างละเอียดรอบคอบ จากนั้นจึงสำรวจตรวจสอบอย่างลับ ๆ เพื่อแยกแยะออกมาว่าใครคือบุคคลที่มีความสามารถ ใครคือเนื้อร้ายจะดีกว่าขอรับ”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราในยามนี้คือรีบเร่งระดมกองกำลัง ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามภายในเมืองฮั่นต๋งหรือภัยคุกคามจากแคว้นเลียงจิ๋ว ความแข็งแกร่งของกองทัพของเราในตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้”
เล่าเจี้ยงพยักหน้ารับและเห็นด้วยกับถ้อยคำของกาเซี่ยงเป็นอย่างยิ่ง
ดังที่เขากล่าว เมื่อมีการปรับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ครั้งใหญ่จะทำให้เกิดความตื่นตระหนกได้ง่าย มิหนำซ้ำยังอาจถูกเอารัดเอาเปรียบโดยผู้ที่มีเจตนาแอบแฝง
“คำพูดของเหวินเหอตรงใจข้าอย่างมาก ไม่ว่าจะเมื่อไร สถานที่ไหน หรือสถานการณ์ใด หากอำนาจในมือของเราแข็งแกร่งพอ เราย่อมไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด!”
เมื่อเล่าเจี้ยงเอ่ยจบ ซุนฮิวก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน
“นายท่าน เมืองฮั่นต๋งนี้ดูเหมือนจะสงบสุข แต่ในความเป็นจริงพวกโจรกำลังอาละวาด เป็นไปตามที่ท่านเข้าใจในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ที่นี่มีกลุ่มหัวขโมยทั้งเล็กและใหญ่ไม่น้อยกว่าสิบกลุ่ม!”
“สิบเลยหรือ? มากมายขนาดนี้เชียว! หลายปีมานี้ซูกู้ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยหรืออย่างไร?”
เล่าเจี้ยงพลันอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ เมืองฮั่นต๋งมีเพียงเก้าอำเภอแต่กลับมีกลุ่มโจรมากกว่าสิบกลุ่ม ที่นี่ไม่ใช่ขุมสมบัติที่เขาตามหาแต่เหมือนรังโจรเสียมากกว่า!
“ซูกู้จะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน เขามีความตั้งใจแต่มีความสามารถไม่มากพอ ทุกครั้งที่ออกไปปราบปรามล้วนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาร้อยพัน ที่นี่ต้องมีขุนนางชั่วสมรู้ร่วมคิดเป็นแน่”
ถ้อยคำของซุนฮิวทำให้เล่าเจี้ยพลันหวนคิดถึงใครบางคน เจ้าพัวจิ๋วนั่น!
“เรื่องรับสมัครทหารนั้นกระชั้นจวนตัว จำต้องทำทันที! หากมีกองทัพ เราย่อมปกครองเมืองฮั่นต๋งได้อย่างทั่วถึง!”
เล่าเจี้ยงตัดสินใจแล้ว แม้ว่ากองกำลังของเขาในเวลานี้จะฮึกเหิมเกรียงไกร ทว่ามีจำนวน้อยเกินกว่าจะจัดการกับความยุ่งเหยิงวุ่นวายนี้
“ฮั่นเซิง รับสมัครกองพลเกาทัณฑ์ของเจ้าห้าพันนาย”
ใบหน้าของฮองตงฉายชัดถึงความยินดี ก่อนที่จะประสานมือคารวะเพื่อรับคำสั่ง
“น้อมรับคำสั่ง!”
“จืออี้ ขยายกองพลทหารม้าหัวหอกให้ถึงแปดพันนาย”
“น้อมรับคำสั่ง!”
“เอ๋อร์ไหล กงหมิง!”
[1] ฝุ่นผงได้ร่วงหล่น : อุปมาว่า เรื่องราวสิ้งสุดลงแล้ว