พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 265 เพลงรัก
บทที่ 265 เพลงรัก
หลังจากหารือเพิ่มเติม การประชุมนี้ก็สิ้นสุดลงในที่สุด
ไทสูจู้และจูล่งรีบลุกขึ้นกลับไปที่ค่ายทหารทันทีอย่างไม่มีเกียจคร้าน แม้จะมีคู่ต่อสู้อย่างโฮจิ๋น ทั้งสองก็ไม่ประมาท อีกทั้งนายท่านยังคาดหวังในตัวพวกเขาขนาดนี้ย่อมไม่อาจดูเบาคู่แข่ง
ซุนฮิวเองก็ไม่พักผ่อนในทันที แต่ออกไปเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่า เล่าเจี้ยงรู้ว่าอีกฝ่ายใช้ชื่อเสียงตระกูลเก่าแก่นี้ไปเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติมให้เขา
ส่วนเตียนอุยค่อนข้างว่าง ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การอารักขาเล่าเจี้ยง แต่เห็นได้ชัดว่าในจวนแม่ทัพหลัง ไม่ประสบปัญหาด้านความปลอดภัยใด ๆ วันนี้แม่ทัพหลังอนุญาตให้เขาหยุดหนึ่งวัน และเตียนอุยก็วางแผนที่จะเมาในวันนี้ด้วย
ทุกคนจากไปหมดแล้ว ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็ว่าง ก่อนจะเดินทางมุ่งหน้าไปยัง ‘วังหลัง’ ของตัวเองอย่างรวดเร็วด้วยความตื่นเต้น
“ฮูหยินจ๋า พี่กลับมาแล้ว”
“ฮูหยินจ๋า พี่กลับมาแล้ว”
“ฮูหยินจ๋า พี่กลับมาแล้ว”
เล่าเจี้ยงยืนอยู่ประตูหลังบ้านตะโกนเรียกสามครั้ง แต่กลับไม่มีใครสนใจเขาสักคน
หากชายหนุ่มไม่ได้รับการยืนยันว่าฮูหยินทั้งสองอยู่ลานหลังบ้านปลอดภัยดี คงร้อนใจไปแล้ว
แต่ตอนนี้เล่าเจี้ยงรู้ แปดส่วนคือโกรธ และอีกสองส่วนคือโทษตัวเอง
“ไม่ง่ายเลยที่พี่จะกลับมา พวกเจ้าจะทำกับพี่เช่นนี้หรือ!”
“เฮ้อ… พวกเจ้ารู้ไหมว่าพี่อยู่ฮั่นต๋งทุกข์ทรมานแค่ไหน!”
เล่าเจี้ยงย่อมไม่กล้าใช้ไม้แข็ง เขาทำได้เพียงขอความเห็นใจ บ่นกระปอดกระแปด เฝ้าปรารถนาไมตรีจากทั้งสองเท่านั้น
ตามคาด หลังจากชายหนุ่มบ่นเช่นนั้น พลันมีเสียงดังมาจากห้องของซัวเอี๋ยม
“น้องเกรงว่าหญิงสาวในเมืองฮั่นต๋งจะงดงามมาก จนท่านพี่ลืมฮูหยินที่เมืองลกเอี๋ยงไปจนเสียแล้วกระมัง”
ตอนนั้นเองก็มีเสียงไม่พอใจดังตามมาจากห้องเล่าอวิ๋น
“ใช่! ผู้ชายไร้หัวใจ! ตั้งแต่แต่งงานกับข้าก็ไม่พักอยู่กับข้าดี ๆ ไม่ไปนู่นก็ไปนี่ ครั้งนี้แล้วใหญ่ ไปฮั่นต๋งตั้งสามปี!”
เล่าเจี้ยงได้ยินสองภรรยาแขวะ พลันตกใจทันที สองคนนี้คงสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อทำให้เขาลำบากใจโดยเฉพาะ
“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าก็พูดใจร้ายเกินไป ข้าทำเพื่อบ้านเมือง”
“อีกอย่าง มันเป็นคำขอของบิดาเจ้า ในฐานะขุนนาง พี่จะขัดพระราชโองการได้อย่างไร?”
“เราควรพูดด้วยเหตุผลหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงย่อมไม่ปล่อยให้เล่าอวิ๋นสาดโคลนใส่เขาได้ จึงต่อสู้กลับอย่างเข้มแข็ง
“ใจร้าย? พูดด้วยเหตุผล? ผู้ชายไร้หัวใจอย่างท่านกล้าดีอย่างไรมาเอ่ยเรื่องใจร้ายกับเราพี่น้อง แถมยังบอกให้พูดคุยด้วยเหตุผล สามปีแล้ว ท่านเคยกลับมาสักครั้งหนึ่งหรือไม่”
นับพี่นับน้องกันแล้วรึ?
เล่าเจี้ยงคิดใจในใจ
ขณะที่เล่าอวิ๋นพูด น้ำเสียงดูสั่นเครือเหมือนกำลังร้องไห้ หัวใจปวดร้าวยิ่งนัก นางเป็นองค์หญิงที่พระบิดาโปรดปรานที่สุด เคยไม่ได้รับความรักเช่นนี้เสียเมื่อไร
“ใช่ ท่านจากไปแล้วทิ้งพวกเราไว้ข้างหลัง เราเป็นห่วงท่านทุกวัน และคิดถึงเสมอว่าท่านอยู่ฮั่นต๋งเป็นอย่างไรบ้าง”
ซัวเอี๋ยมได้ยินเล่าอวิ๋นน้อยใจเช่นนี้ ก็ขุ่นเคืองใส่เล่าเจี้ยง
แย่แล้ว! ทำผิดพลาดครั้งใหญ่แล้ว ไยข้าเรียกร้องให้นารีคุยด้วยเหตุผล!?
ด้วยเหตุนี้เองเล่าเจี้ยงถึงได้สติกลับมา และรู้ว่าตัวเองทำพลาดครั้งใหญ่แล้ว
ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะยุคไหน การใช้เหตุผลกับผู้หญิงก็เป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาเสมอ
“ฮูหยินที่งามปานนางฟ้าทั้งสอง เพราะพี่ไม่ดีเอง ทุกอย่างเป็นความผิดของพี่ พวกเจ้าเป็นคนใจกว้าง ยกโทษให้พี่ครั้งนี้ได้หรือไม่?”
“…”
ไม่ว่าเล่าเจี้ยงจะอธิบายอย่างไร จะยอมรับผิด หรือร้องขอความเมตตาก็ไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ จนเขากังวล ราวกับมดที่ดิ้นอยู่บนหม้อร้อน
“ฮูหยินทั้งสอง พี่อยู่ฮั่นต๋งคิดถึงพวกเจ้าสุดหัวใจ จึงตั้งใจแต่งเพลงมาให้ พี่ร้องให้พวกเจ้าฟังดีหรือไม่?”
ภายในห้องยังไม่มีตอบกลับใด ๆ เล่าเจี้ยงส่ายหน้าอย่างจนใจ เห็นทีทำได้เพียงแสดงฝีมือออกมาแล้ว
“ก็เพราะว่ารัก… รักเธอ ไม่มีทางจะทอดทิ้งพรากจาก ไม่ขอใส่ใจแม้ว่าถนนสายนี้จะเต็มไปด้วยพายุฝนโหมกระหน่ำ ก็เพราะว่ารัก… รักเธอ จะมอบวางลงในมือของเธอ ความสุขและความงดงามทั้งหมดขอมอบให้กับเธอ ก็เพราะว่ารัก รักเธอ ฉันยินยอมทุกอย่าง ก็เพราะว่ารัก รักเธอ ขอเพียงเราสองได้อยู่เคียงข้าง…”
หลังงอนง้อจนหมดแรง นักท่องเวลาก็ไม่ค่อยมีสติ แทนที่จะขับลำนำ กลับร้องเพลงรักยุคปัจจุบันอะไรให้ฟัง
ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงยังไม่ทันร้องจบ ประตูห้องของฮูหยินทั้งสองก็เปิดออกพร้อมกัน เสียงร้องก็หยุดลงทันที
“พวกเจ้าไม่โกรธแล้วหรือ?”
เล่าเจี้ยงยังคงรู้สึกผิดเล็กน้อย จึงมองดูทั้งสองอย่างระมัดระวัง ทว่าพอมองก็ทำให้เขาตกตะลึง
ซัวเอี๋ยมกับเล่าอวิ๋นเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ก่อนงดงามบริสุทธิ์ปานบุปผาแรกแย้ม แต่ตอนนี้กลับทรงเสน่ห์สตรี ทรวดทรงก็ยิ่งดูน่าหลงใหลมากขึ้น
“ท่านพี่ขับร้องอย่างไร ไยทำนองจึงได้แปลกนัก?”
ซัวเอี๋ยมมองเล่าเจี้ยงอย่างงุนงงไปหมด นางเชี่ยวชาญดนตรี อาจกล่าวได้ว่าบทเพลงโบราณทั้งหลายล้วนผ่านการบรรเลงจากฉินหางไม้ของนางมาหมดแล้ว
“นั่นสิ แม้ทำนองจะแปลกไป แต่เนื้อหาไพเราะยิ่งนัก”
เห็นได้ชัดว่าเล่าอวิ๋นยังรู้สึกอารมณ์ค้างเล็กน้อย ใบหน้ายามร้องไห้กลับเคลือบไปด้วยความลุ่มหลง
เล่าเจี้ยงหัวเราะแหะ ๆ ไม่คิดเลยว่าเพลงรักเพลงเดียวจะทำให้เขาพลิกกลับมาประสบความสำเร็จ
“ฮูหยินทั้งสอง เพราะพี่ไม่ดีเอง พวกเจ้าเป็นคนใจกว้าง ยกโทษให้พี่เถิดหนา”
เล่าเจี้ยงกางแขนออก รอทั้งสองโผเข้ามาในอ้อมแขนตัวเอง
หากมีคนเดียว เขาจะเป็นฝ่ายเข้าไปกอดก่อนแน่นอน แต่เบื้องหน้ามีฮูหยินแสนสวยอยู่ทั้งสองนาง เขาไม่อยากเลือกปฏิบัติ
ซัวเอี๋ยมกับเล่าอวิ๋นมองหน้ากัน พลางพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อย แล้วโถมเข้าหาเล่าเจี้ยงทั้งคู่
เมื่อสัมผัสคนงามทั้งสองในอ้อมแขน เล่าเจี้ยงก็มีความสุขจนไม่รู้จะสุขอย่างไรแล้ว พลันรู้สึกคุ้มค่าที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดหลายปี
ลานหลังบ้านจวนแม่ทัพหลังบัดนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ชายหนึ่งหญิงสองกอดกันด้วยความเสน่หา ซึมซับความเจ็บปวดจากการคะนึงหากันมานานหลายปี
“ท่านพี่ ครานี้กลับมาจะยังกลับไปอีกหรือไม่?”
คำถามนี้เล่าอวิ๋นเป็นคนถาม ทว่าจากนัยน์ตาของซัวเอี๋ยมสามารถเห็นความกังวลได้
ผู้คนต่างมีความโลภ ตอนเล่าเจี้ยงอยู่เมืองฮั่นต๋งอันห่างไกล ความปรารถนาสูงสุดของเล่าอวิ๋นกับซัวเอี๋ยมคือการได้พบหน้าสามีสักครั้ง เพลานี้เล่าเจี้ยงกลับมาแล้ว ก็หวังว่าเขาจะอยู่กับพวกนางทุกวัน
“น้ำพักน้ำแรงในหลายปีนี้ของพี่ล้วนอยู่ในเมืองฮั่งต๋ง อีกทั้งเลียงจิ๋วยังไม่สงบ ยังต้องได้กลับไปยังฮั่นต๋งอยู่”
หลังจากเล่าเจี้ยงเอ่ยคำเหล่านี้ออกมา สีหน้าของหญิงทั้งสองหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ดูเศร้าสร้อยเงียบเหงาเล็กน้อย
“แต่… จะไม่จากไปชั่วคราว และครั้งต่อไป พี่จะพาพวกเจ้ากลับไปด้วย”
ไปฮั่นต๋ง! ครั้นซัวเอี๋ยมกับเล่าอวิ๋นได้ยินการตัดสินใจนี้ เห็นได้ชัดว่ามีปฏิกิริยาแตกต่างกัน
ซัวเอี๋ยมพเนจรไปทั่วตามซัวหยงมาตั้งแต่เด็ก หากไม่ใช่เพราะถูกเล่าเอี๋ยนรับไว้ ซัวเอี๋ยมคงติดตามบิดาไปลำบากที่แคว้นเป๊งจิ๋ว ทำให้นางไม่มีความอาลัยอาวรณ์ต่อสถานที่อยู่อาศัยมากนัก บางทีที่ไหนมีเล่าเจี้ยง สำหรับนางจะอะไรก็ได้ทั้งนั้น
แต่เห็นได้ชัดว่าในตาของเล่าอวิ๋นมีร่องรอยความลังเล แม้เมืองลกเอี๋ยงไม่ใช่บ้านเกิดของนาง แต่เป็นสถานที่แห่งความทรงจำ
ยิ่งไปกว่านั้นพระเจ้าเลนเต้ บิดาของเล่าอวิ๋นยังอยู่ในเมืองลกเอี๋ยง นางย่อมมีความอาลัยอาวรณ์ แม้จะแต่งงานกับเล่าเจี้ยงจนสองพ่อลูกเจอหน้ากันน้อยแล้ว ทว่าก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก แต่เมื่อไปที่ฮั่นต๋งแล้วไซร้ ระยะทางห่างกันหาใช่สั้นแค่พันลี้ ทางด้านสภาพจิตใจต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน
“ท่านพี่ เราใช้ชีวิตกันดี ๆ อยู่ในลกเอี๋ยงมิได้หรือ? ข้าจะไปขอร้องเสด็จพ่อไม่ให้ท่านไปไกลถึงฮั่นต๋งอีกดีหรือไม่?”