พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 266 ซัวหลิงจากไปแล้ว
บทที่ 266 ซัวหลิงจากไปแล้ว
เล่าเจี้ยงลูบหัวน้อย ๆ ของเล่าอวิ๋นพลางถอนหายใจ ในส่วนลึกอดรู้สึกสงสารขึ้นมาไม่ได้
เด็กโง่เอ๋ย… เสด็จพ่อของเจ้ามีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว
อีกไม่ช้า… ต้าฮั่นจะตกอยู่ในความโกลาหล!
ส่วนราชธานีลกเอี๋ยงหรือ? อีกไม่นานทั้งเมืองจะจมสู่ห้วงทะเลเพลิงแห่งสงคราม เราจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
“อวิ๋นเอ๋อร์ พี่ได้รับความโปรดปรานและความสำคัญจากฝ่าบาทอย่างลึกซึ้ง ฝ่าบาทยกเจ้าให้แต่งงานกับพี่ แล้วพี่จะนั่งเสวยสุขไปกับความรุ่งโรจน์ในเมืองลกเอี๋ยง ไม่ช่วยเหลือต้าฮั่นได้อย่างไร? บัดนี้แต่ละเมืองเกิดความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง ข้างกายฝ่าบาทไร้คนให้เรียกใช้ และผู้เดียวที่เชื่อถือได้ก็คือพี่”
“เพื่อประโยชน์ของใต้หล้า เพื่อรากฐานของต้าฮั่นที่จะยืนยงคู่ฟ้า และสนองความไว้เนื้อเชื่อใจตลอดจนฝ่าบาทที่ให้ความสำคัญ ในฐานะราชบุตรเขย พี่มิอาจถอยหนีได้”
ได้ฟังเล่าอวิ๋นก็ไม่ยืนกรานให้เล่าเจี้ยงกลับเมืองลกเอี๋ยงอีก กระนั้นยังคงกลัดกลุ้มไม่น้อย
“อวิ๋นเอ๋อร์ ท่านพี่เป็นลูกผู้ชายเอาการเอางาน ย่อมต้องให้ความสำคัญกับภารกิจเป็นอันดับแรก เรามาสนับสนุนเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลังกันเถิด”
ซัวเอี๋ยมทนเห็นท่าทางเศร้าสร้อยของเล่าอวิ๋นไม่ได้ จึงเอ่ยปลอบใจ ความจริงนางเองก็ไม่อยากเห็นเล่าเจี้ยงไปออกรบทั่วสารทิศและแยกจากพวกนางสองพี่น้องเป็นเวลานาน ทว่าซัวเอี๋ยมปรับตัวเข้ากับมันได้แล้ว
นับตั้งแต่เล่าเจี้ยงเริ่มเรียนตอนอายุสิบขวบ พออายุสิบห้ากลับมาลกเอี๋ยง นั่งก้นยังไม่ทันร้อนก็กระตือรือร้นออกรบกับกบฏโพกผ้าเหลือง
ในช่วงหลายปีที่ซัวเอี๋ยมคบหากับเล่าเจี้ยง นอกจากวัยเด็กในแคว้นกิจิ๋ว ทั้งสองแทบจะใช้เวลาร่วมกันน้อยและแยกจากกันมากทั้งสิ้น
เล่าอวิ๋นได้ยินเสียงถอนหายใจ จึงมองไปยังซัวเอี๋ยมด้วยความปวดใจเช่นเดียวกัน
“พี่ซัวเอี๋ยม อวิ๋นเอ๋อร์มิอาจทำได้เหมือนอย่างท่าน ปกติท่านจะกังวลเรื่องความปลอดภัยของสามีมากที่สุด ข้าเคยได้ยินท่านแอบร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน…”
เล่าเจี้ยงเหลือบมองซัวเอี๋ยมด้วยแววตาสับสน ในใจมีความรู้สึกผิดและขอโทษมากมาย ซัวเอี๋ยมติดตามเขาไม่ได้ใช้ชีวิตดีอะไรจริง ๆ นางวิตกกังวลทุกวัน
นึกถึงตัวเองตำหนิเว่ยจ้งเต้าก่อนหน้านี้ก็รู้สึกขันเล็กน้อย เล่าเจี้ยงเองก็ไม่ให้ซัวเอี๋ยมได้มีชีวิตที่สงบสุขเลย
“เอี๋ยมเอ๋อร์ อวิ๋นเอ๋อร์ พี่ไม่ดีเอง ทำให้พวกเจ้าต้องทนทุกข์ทรมาน”
ในแง่ของวุฒิภาวะทางความคิด ซัวเอี๋ยมนั้นดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด นางแตะแก้มเล่าเจี้ยงเบา ๆ ด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจแทนสามี ราวกับความทุกข์ยากเหน็ดเหนื่อยของเขาเชื่อมโยงถึงนางด้วย
“ท่านพี่ พวกเราไม่เป็นไร ไม่ลำบากอะไรเลย แต่ท่านคงไม่ได้มีชีวตสุขสบายมากอยู่ในฮั่นต๋งหรอกใช่ไหม…”
เมื่อเล่าอวิ๋นได้ยินคำพูดของซัวเอี๋ยม ถึงได้สังเกตเห็นใบหน้าของสามี เมื่อเทียบกับผิวพรรณขาวสะอาดเมื่อสามปีก่อน หน้าเล่าเจี้ยงหมองคล้ำลงไปมากจริง ๆ
เขาส่ายหน้าอย่างยิ้ม ๆ ต่อให้ตนเองจะทนทุกข์ทรมานแค่ไหน ตอนนี้ก็รู้สึกว่าคุ้มค่าที่มีคนงามคิดถึงเช่นนี้ ข้าไม่ต้องการอะไรแล้ว
“เอี๋ยมเอ๋อร์ หลายปีนี้ลำบากเจ้าแล้ว อวิ๋นเอ๋อร์ก็ด้วย เห็นพวกเจ้าสองคนเข้ากันได้ดี ข้ามีความสุขมาก”
เล่าเจี้ยงรู้ดีอยู่แก่ใจ ที่หลังบ้านของเขาสามัคคีกันต้องเกิดจากซัวเอี๋ยมอย่างแน่นอน นางเป็นธิดาปราชญ์อาวุโส ทั้งใจกว้างและอ่อนโยน นี่เป็นสาเหตุที่เขาวางใจให้ทั้งสองอยู่ที่บ้าน
เห็นได้ชัดว่าเล่าอวิ๋นมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อซัวเอี๋ยมมาก นางออกจากวังมาอยู่แปลกที่ซ้ำอายุก็ยังน้อย มีเรื่องให้เรียนรู้ปรับตัวมากมาย คงได้รับความกรุณาอยู่ไม่น้อย สายตาที่มองซัวเอี๋ยมจึงดูรักและผูกพันยิ่งนัก
“ท่านพี่ พี่ซัวเอี๋ยมใจดีมากเลยจริง ๆ ดูแลข้าเหมือนเป็นน้องสาวแท้ ๆ น่าเสียดายที่น้องหลิงเอ๋อร์จากไปแล้ว…”
“หลิงเอ๋อร์… ซัวหลิงน่ะรึ นางเป็นอะไร!?”
เล่าเจี้ยงรู้สึกกังวล เขาไม่รู้เกี่ยวกับข่าวนี้เลย ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าซัวหลิงโตขึ้นและรู้ความแล้ว จึงยอมทิ้งเขาไว้กับพวกพี่สาวก่อน แล้วค่อยตามมากวนมาแกล้งทีหลัง แต่เหตุใดจู่ ๆ ถึง ‘จากไป’ เล่า?
“ท่านพี่ ท่านอย่ากังวล น้องข้าสบายดี”
ซัวเอี๋ยมเห็นสามีเข้าใจผิด จึงรีบอธิบาย
“ซัวหลิงไปไหน นางยังเป็นเด็ก เจ้าปล่อยให้นางไปคนเดียวได้อย่างไร!?”
เมื่อได้ยินคำตำหนิของเล่าเจี้ยง ซัวเอี๋ยมก็มิได้ขุ่นเคืองเลยสักนิด ตรงข้ามกลับรู้สึกสบายใจ
ซัวเอี๋ยมรู้ว่าน้องสาวชอบพี่เขยมากเพียงใด พลันในหัวผุดภาพน้องสาวมีท่าทางอาลัยอาวรณ์ก่อนจะจากไปขึ้นมา
“ท่านพี่ ท่านพ่อข้ามารับนางไปเอง”
“พ่อตาไม่ได้ไปอยู่กับตระกูลกู่ในเมืองกังตั๋งหรอกหรือ?”
เล่าเจี้ยงยิ่งงงงวย หากซัวหยงอยากพาซัวหลิงไปเมืองกังตั๋งก็ควรพาไปตั้งแต่ปีนั้นแล้ว เพราะปีนั้นกังวลว่าจะเดินทางลำบากจึงได้ฝากซัวหลิงให้กับเขา
“ไม่ใช่ไปเมืองกังตั๋ง แต่ไปที่เมืองไท้ซัว…”
เมื่อนึกถึงการกระทำทั้งหมดของบิดา ซัวเอี๋ยมรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ หรือไม่พอใจกับยุคนี้
อย่างไรเสียตั้งแต่โบราณนานมาบัญชาของบิดามารดา วาจาของพ่อสื่อแม่ชัก ผู้หญิงจะตัดสินชะตากรรมของตัวเองได้อย่างไร?*[1]
“ไท้ซัว…”
เล่าเจี้ยงเข้าใจในทันที ตระกูลเอียวแห่งเมืองไท้ซัว
“ท่านพ่อได้ทำสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลเอียวแห่งไท้ซัวมานานแล้ว เรื่องนี้ข้าไม่รู้เลย แม้แต่น้องข้าเองก็ไม่รู้ ก่อนหน้าไม่นาน จู่ ๆ ท่านพ่อก็มาที่ลกเอี๋ยงบอกว่าจะพาน้องสาวไปตระกูลเอียว เฮ้อ”
เล่าเจี้ยงไม่ได้พูดอะไร เรื่องนี้เขาเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ ว่ากันตามจริงแล้วอย่างมากสุด ซัวหลิงก็เป็นได้แค่น้องสาวเขาเท่านั้น
ภาพเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นยังคงปรากฏอยู่ในหัวเขาไม่ขาดสาย ในใจเกิดความอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา
บางที… นี่อาจเป็นโชคชะตา ตนกับซัวหลิงไร้วาสนาต่อกัน ทั้งสองจึงมิอาจหลบหนีการแยกจากกันได้
ตระกูลเอียวแห่งไท้ซัวมีสัญญาหมั้นกับซัวหยงก่อน ตัวเองแย่งซัวเอี๋ยมก็เสียชื่อเสียงไปแล้ว แย่งซัวเอี๋ยมจากตระกูลเว่ยมาแล้ว จะไปแย่งซัวหลิงอีกคนได้อย่างไร?
“ตระกูลเอียวแห่งไท้ซัวก็เป็นตระกูลเก่าแก่เช่นกัน บางทีนี่อาจเป็นทางเลือกไม่เลวสำหรับน้องหลิงเอ๋อร์ก็ได้…”
เล่าเจี้ยงทำได้เพียงปลอบใจตัวเองเช่นนี้ ตอนนี้เป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่สุดในชีวิต จะให้เขาไปสร้างปัญหาตระกูลเอียวแห่งไท้ซัวไม่มีทางเป็นไปได้
เขากับซัวหลิงคงได้แค่ไร้วาสนาต่อกันแล้ว มิรู้ชาตินี้จะได้มีโอกาสพบกันอีกหรือไม่?
แต่ตามประวัติศาสตร์เดิม ลูก ๆ ของนางกับสามีตระกูลเอียวจะยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์อย่างแน่นอน
“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น…”
ซัวเอี๋ยมไม่ได้พูดอะไร นางรู้สึกได้ถึงความจนใจและความอาลัยของเล่าเจี้ยง แต่หญิงสาวรู้ดีว่าเรื่องส่วนใหญ่บนโลกนี้ล้วนเป็นเช่นนี้ เรื่องไม่สมดั่งหวังมักจะเกิดขึ้นเป็นปกติ เรื่องสมดั่งหวังก็ต้องขอบคุณสวรรค์แล้ว
ซัวเอี๋ยมนึกหวั่นเกรงอยู่ลึก ๆ หากไม่มีความกล้าหาญของเล่าเจี้ยงยกทัพชิงตัวนาง หญิงสาวไม่อยากนึกเลยว่าตัวเองจะต้องเผชิญหน้ากับผลที่ตามมาอย่างไร บางทีตนอาจกลายเป็นม่ายอยู่ในตระกูลเว่ย หรืออาจจะ…
ทว่า… บนโลกนี้ไม่มี ‘อาจจะ’ เป็นเพราะอำนาจและความไม่หวั่นเกรงผู้ใดของเล่าเจี้ยง ถึงทำให้ทั้งสองได้แต่งงานกันในที่สุด
“ท่านพี่ วันนี้อวิ๋นเอ๋อร์เหนื่อยเล็กน้อย ให้พี่ซัวเอี๋ยมอยู่เป็นเพื่อนท่านคืนนี้เถิด”
นี่ก็ดึกมากแล้ว เล่าอวิ๋นรู้ดีว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น จึงผลักเล่าเจี้ยงไปให้ซัวเอี๋ยมอย่างใจกว้าง ส่วนตัวเองหันกลับไปหมายจะเข้าห้อง
น่าเสียดาย หันกลับไปได้ไม่ทันไรก็ถูกแรงมหาศาลดึงกลับเข้าสู่อ้อมแขนเล่าเจี้ยง
“อ๊ะ ท่านทำอะไร ปล่อยข้า”
เล่าอวิ๋นสีหน้าแดงก่ำ ห่างเหินมาหลายปีจู่ ๆ ก็แนบชิดขนาดนี้ จึงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเป็นภรรยาเอกของท่านพี่ ตามหลักแล้ววันนี้ท่านพี่ควรอยู่กับเจ้า”
เล่าอวิ๋นมองซัวเอี๋ยมด้วยความโกรธ เห็นได้ชัดว่าค้านต่อคำพูดนี้
“ไอหยา! พี่ซัวเอี๋ยม เราคุยกันแล้วมิใช่หรือ? ไม่มีภรรยาเอกภรรยารองอะไรทั้งนั้น เราเป็นพี่น้องกัน ต่อไปหากท่านยังกล่าวคำนี้อีก อวิ๋นเอ๋อร์จะไม่สนใจแล้ว”
ซัวเอี๋ยมไม่เพียงแต่เคารพเล่าอวิ๋น แต่ยังรู้สึกผูกพันด้วย นางขอบคุณเล่าเจี้ยงที่แต่งน้องสาวที่แสนดีและน่ารักเข้ามา ทำให้ชีวิตของนางไม่เปลี่ยนเพราะสถานะตัวเองต่ำต้อยลง
“ได้ น้องหญิง พี่แค่สงสารเจ้า เห็นเจ้านอนไม่หลับกินไม่ลงทุกวัน ให้ท่านพี่อยู่เป็นเพื่อนเจ้าดีแล้ว”
ใบหน้าเล่าอวิ๋นยิ่งแดงราวกับลูกแอปเปิลสุก ทำให้คนอดรู้สึกอยากกัดไม่ได้
“เอาเถิด น้องนางทั้งสองหยุดถ่อมตัวได้แล้ว วันนี้พี่ไม่สนอะไรทั้งนั้น อยู่ด้วยกันสามคนนี่แหละ”
ว่าแล้วเล่าเจี้ยงก็เมินการขัดขืนของสองฮูหยิน โอบนางคนละข้างตรงเข้าไปในห้อง ไม่ว่าทั้งสองจะดิ้นรนขัดขืนอย่างไร ก็มิอาจดิ้นหลุดได้
ปัง!
เล่าเจี้ยงใช้เท้าปิดประตูอย่างแรง
คืนนี้ได้ถูกกำหนดให้เป็นคืนอดหลับอดนอนแล้ว
[1] บัญชาของบิดามารดา วาจาของพ่อสื่อแม่ชัก (父母之命,媒妁之言) หมายถึง การแต่งงานที่ถูกคลุมถุงชน