พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 273 ในที่สุดขุนพลพิทักษ์ก็ปรากฏขึ้น
บทที่ 273 ในที่สุดขุนพลพิทักษ์ก็ปรากฏขึ้น
จูล่งกับโฮเบี้ยวต่างใช้กำลังของม้าเข้าห้ำหั่นอีกฝ่าย ในเวลาเดียวกันก็กวัดแกว่งทวนไม้ในมืออย่างสุดกำลัง
แควก!
เสียงไม้หักดังสนั่นขึ้น
เวลานั้นโฮเบี้ยวไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เนื่องจากใช้แรงมากเกินไป เขาสูญเสียสมดุลทันทีและเกือบตกจากหลังม้า
กลับกันจูล่งไม่รู้สึกไม่สบายตรงไหน เขาพบโอกาสเหมาะคว้าผ้าคาดเอวของโฮเบี้ยวไว้ทันที
“ย้ากก!”
จูล่งคำรามขณะดึงโฮเบี้ยวลงจากหลังม้า และหิ้วอีกฝ่ายไว้กลางอากาศด้วยมือเดียว
ตุบ!
เสียงดังขึ้นอีกครั้ง โฮเบี้ยวถูกจูล่งโยนลงพื้น!
โฮเบี้ยวรู้สึกเหมือนกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ตามมาด้วยความเจ็บแล่นขึ้นมา และหมดสติไป ไม่รู้เป็นหรือตาย!
ฟิ้ว…
ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบสงัด ค่ายกลกงล้อก็หยุดโจมตี ทหารม้าสามพันคนของโฮเบี้ยวหนีไปทุกทิศทุกทาง!
แพ้ชนะตัดสินแล้ว! กองทหารม้าหัวหอกของเล่าเจี้ยงคว้าชัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ และยังเอาชนะขุนพลทหารม้ารถศึกได้อย่างง่ายดายอีกด้วย!
เห็นทุกคนที่นั่งชมนิ่งอึ้ง โดยเฉพาะอ้วนเสี้ยวที่ตื่นเต้นสุดขีดเมื่อครู่ ตอนนี้อายมากจนพูดไม่ออก ยังคงมีความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ในใจ
ทหารม้าของเล่าเจี้ยงน่ากลัวเกินไปแล้ว! จำนวนไพร่พลเทียบได้กับหนึ่งต่อหก และยังเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์!
แม้แต่โจโฉที่มั่นคงมาตลอดยังรู้สึกกลัวอย่างสุดซึ้ง เล่าเจี้ยง ชายหนุ่มที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบเต็ม ฝึกกองทหารแข็งแกร่งไร้เทียมทานเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกันแน่?
“ฝ่าบาท แพ้ชนะคงตัดสินได้แล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
เล่าเจี้ยงลุกขึ้นโดยไม่มีท่าทางตกใจแต่อย่างใด เพียงเผยรอยยิ้มจาง ๆ ออกมา ทั้งหมดนี้เป็นผลที่เขาคาดไว้นานแล้ว
แต่ความสงบของแม่ทัพหลังยิ่งทำให้ทุกคนตกตะลึงมากขึ้น และปลุกขุนนางทุกคนให้หายโง่งม
ที่แท้เล่าเจี้ยงไม่ได้คุยโวโอ้อวดจริง ๆ เขาเชื่อว่าจะชนะจริง มิน่าเล่า เขาถึงไม่เห็นพี่น้องตระกูลโฮอยู่ในสายตาเลย!
โฮจิ๋นงุนงง สมองขาวโพลน ต่อให้คิดว่าฝ่ายตนอาจจะพ่าย แต่ไม่เคยคิดว่าจะพ่ายอย่างย่อยยับเช่นนี้!
อัปยศ! สามพันต่อห้าร้อยแต่ถูกกวาดล้างหมด แถมศัตรูไม่ได้รับบาดเจ็บสักรายในขณะที่ผู้นำทัพฝั่งเราไม่รู้เป็นหรือตาย
จริงสิ… โฮเบี้ยว!
ทันใดนั้นโฮจิ๋นก็ได้สติ เห็นน้องชายยังคงนอนอยู่บนพื้นไม่มีตอบสนองใดก็อดโกรธเกรี้ยวไม่ได้
“เล่าเจี้ยง เจ้ากล้าปล่อยให้ลูกน้องกำเริบเสิบสานทำร้ายขุนพลทหารม้ารถศึก เจ้าควรได้รับโทษอย่างไร!”
“ฮ่า ๆ แม่ทัพใหญ่ เจ้าช่างกล้าพูดเสียจริง! โฮเบี้ยวไร้ฝีมือยังโทษข้าอีกรึ การฝึกซ้อมทหารก็เหมือนกับสนามรบ จะสนความเป็นตายได้อย่างไร? หากโฮเบี้ยวกลัวตาย มิสู้ให้เขากลับบ้านไปทำนาจะดีกว่า! ไม่ต้องเป็นขุนพลทหารม้ารถศึกอะไรกันแล้ว!”
เล่าเจี้ยงพูดแทงใจทุกคำพูด บีบโฮจิ๋นให้เจ็บแทบตาย แต่เขาก็ยังสะเทือนใจด้วยไม่เคยปล่อยให้โฮเบี้ยวถูกทุบตีเช่นนี้
“ฝ่าบาท! เล่าเจี้ยง…”
“พอแล้ว! หรือแม่ทัพใหญ่แพ้ไม่เป็นรึ”
แน่นอนว่าพระเจ้าเลนเต้เข้าข้างราชบุตรเขย เขาถึงขั้นอยากให้คนของเล่าเจี้ยงตีโฮเบี้ยวให้ตาย! หากโฮเบี้ยวตายก็จะน่ายินดีเหมือนผ่านปีใหม่ไปจริง ๆ
“แม่ทัพหลังพูดถูก การฝึกซ้อมทหารก็เหมือนกับการรบ จะออมมือให้ได้อย่างไร? ในเมื่อโฮเบี้ยวกล้าออกมาต่อสู้ด้วยตนเอง ย่อมต้องเข้าใจข้อนี้!”
โฮจิ๋นอดทนจนหน้าแดงก่ำ ยากจะระงับความโกรธทางสีหน้าได้
วันนี้นับว่าเขาจบสิ้นแล้ว หมดสภาพผู้ถือครองอำนาจทางการทหาร น้องชายถูกทุบตีไม่รู้เป็นหรือตาย ที่สำคัญที่สุดคือเขาได้แค่ทนเท่านั้น เมื่อเห็นคนอื่นขี้รดใส่หัวน้องชาย เขาก็ทำได้แค่ทนความขมขื่นนี้เท่านั้น!
“ฝ่าบาทยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
ในเวลานี้เองอ้วนหงุยก็ลุกออกมา แสดงความยินดีกับพระเจ้าเลนเต้
“หืม? มีอะไรให้เราดีใจกัน?”
“ฝ่าบาท แม่ทัพหลังมีลูกน้องใต้บัญชาชั้นยอด ขนาดสู้กับทหารม้ายังแข็งแกร่งปานนี้ หากสู้กับทหารราบ ไม่บดขยี้จนยุทธภูมิราบเป็นหน้ากลองหรอกหรือ?”
ดวงตาพระเจ้าเลนเต้เปล่งประกาย และพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“มหาราชครูพูดมีเหตุผล!”
อ้วนหงุยกุมมือแสดงความยินดีกับพระเจ้าเลนเต้อีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็หันไปแสดงความชื่นชมกับแม่ทัพหลัง
เล่าเจี้ยงหัวเราะเยาะ ในใจเหยียดหยามมหาราชครูอ้วนว่าไร้ยางอายที่สุด!
อ้วนหงุยทำเช่นนี้ก็แค่ลูกไม้ตื้น ๆ เท่านั้น วาจาเมื่อครู่มิได้ต้องการบอกกล่าวแก่ฮ่องเต้ แต่เพื่อข่มขู่โฮจิ๋น บอกแก่โฮจิ๋น ราชองครักษ์สองหมื่นนายของเจ้าเจอกับแม่ทัพหลังก็ต้องถูกสังหารเช่นกัน
เล่าเจี้ยงรู้อยู่แก่ใจ
น่าเสียดาย เขาในตอนนี้ไม่ครั่นคร้ามต่อการปลุกปั่นของอ้วนหงุยอีกแล้ว ต่อหน้าความแข็งแกร่งแท้จริง ทุกอย่างล้วนง่ายดาย
ทว่าโฮจิ๋นไม่ได้สงบขนาดนั้น นัยน์ตามีความหวาดกลัวมาก ดูเหมือนคำพูดของอ้วนหงุยส่งผลกระทบต่อเขาจริง ๆ
เห็นแม่ทัพใหญ่ถอยกลับอย่างเจียบเนื้อเจียมตัว พระเจ้าเลนเต้ก็มิอาจระงับความตื่นเต้นได้อีก จึงผุดลุกขึ้นอย่างแรง
“เราบอกแล้ว ผู้ชนะในวันนี้จะได้รับรางวัลใหญ่ ในฐานะโอรสสวรรค์ย่อมรักษาสัจจะ!”
“แม่ทัพหลังเล่าเจี้ยงสร้างคุณงามความดีมานานสมเป็นวีรบุรุษแห่งต้าฮั่นเรา! แม้จะอายุน้อย แต่กลับเป็นขุนนางที่ภักดีต่อเราอย่างไม่ต้องสงสัย!”
“ทำลายกลุ่มโพกผ้าเหลือง ทำลายเปียนจาง และยังอาสาไปปกป้องเมืองฮั่นต๋งเอง สามปีมานี้ กบฏเลียงจิ๋วไม่กล้าเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะกิตติศัพท์ของแม่ทัพหลัง วันนี้เราได้เห็นทหารม้าชั้นยอดเช่นนี้ ก็รู้แล้วว่าเหตุใดพวกกบฏถึงหวาดกลัว!”
“เล่าเจี้ยง ออกมารับราชโองการ!”
เล่าเจี้ยงไม่กล้าลังเล เดินไปคุกเข่าลงต่อหน้าพระเจ้าเลนเต้ เซลล์ทุกส่วนของร่างกายตื่นตัวขึ้นมา
“แม่ทัพหลังเล่าเจี้ยง ทำงานหนักสร้างผลงานทางทหารมามากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา วันนี้เลื่อนตำแหน่งเล่าเจี้ยงเป็นขุนพลพิทักษ์ เลื่อนยศเป็นอู่เซียงโหว!*[1] และกองทัพอุทยานประจิมอยู่ภายใต้อำนาจของขุนพลพิทักษ์!”
ขุนพลพิทักษ์ อู่เซียงโหว! แม้เล่าเจี้ยงจะเตรียมใจมาแล้ว กระนั้นยังคงตื่นเต้นมาก
หลังจากตรากตรำทั้งวันคืนมานานกว่าสิบปี ในที่สุดวันนี้ก็ได้รับเครื่องพิสูจน์ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลพิทักษ์!
“กระหม่อมเล่าเจี้ยง ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
แม่ทัพหลังคุกเข่าลงขอบคุณอีกครั้ง อารมณ์เชิงลบก่อนหน้านี้หายไปแล้ว เขาอดนึกถึงพืชต้นหนึ่งไม่ได้ นั่นคือต้นไผ่
ในช่วงสี่ปีแรกของต้นไผ่จะเติบโตได้ปีละสามถึงสี่หลี่หมี่*[2] แต่เมื่อถึงปีที่ห้า ความเร็วในการเติบโตจะอยู่ที่สามสิบหรือสี่สิบหลี่หมี่ทุกวัน แค่เดือนกว่า ๆ ก็เติบโตสูงถึงสิบกว่าหมี่*[3] ต่อมาผู้คนได้ค้นพบว่าต้นไผ่ได้หยั่งรากลึกในดินไปกว่าหลายร้อยพิงหมี่*[4]แล้ว
นึกถึงเมื่อไม่นานมานี้บ่นว่าเวลาหลายปีครองได้แค่อาณาเขตเดียว ตอนนี้เพิ่งรู้ว่าตนก็เหมือนต้นไผ่ที่ต้องใช้เวลาถึงสามปีจึงจะหยั่งราก และตอนนี้ก็ถึงเวลาขยายแล้วจริง ๆ
ด้วยการสั่งสมเล็ก ๆ น้อย ๆ เล่าเจี้ยงยิ่งมีความมั่นใจในอนาคตของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เล่าเอี๋ยน เล่าหงี อึ๊งอ๋วนอยู่ไหน?”
พระเจ้าเลนเต้มองไปที่ขุนนางอีกครั้ง พร้อมขานชื่อทั้งสามคน
พวกเขารีบออกมาจากแถว พากันคุกเข่าลงต่อหน้าพระพักตร์
“เรื่องเจ้าผู้ครองแคว้นที่ไท่ฉางเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ เราตรึกตรองอย่างรอบคอบแล้ว คิดว่าสมเหตุสมผล วันนี้เราจะแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ!”
“แต่งตั้งเล่าเอี๋ยนเป็นเจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋ว เล่าหงีเป็นเจ้าแคว้นอิวจิ๋ว และอึ๊งอ๋วนเป็นผู้ว่าการแคว้นอิจิ๋ว”
“หลังจากพวกเจ้าสามคนเข้ารับตำแหน่งแล้ว ต้องปราบกบฏในแต่ละแคว้นให้เร็วที่สุด และคืนสันติสุขให้กับใต้หล้าอีกครา”
ทั้งสามคำนับน้อมรับพระบัญชาอีกครั้ง และให้คำมั่นสัญญาต่อพระเจ้าเลนเต้
“พวกกระหม่อมน้อมรับพระบัญชา และจะคืนความสงบสุขให้กับต้าฮั่นโดยเร็ว”
พวกเล่าเอี๋ยนสามคนเป็นขุนนางในราชสำนักมานาน กล่าวได้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่ในราชสำนัก ขุนนางสำคัญและสหายสนิทคนอื่น ๆ พากันแสดงความยินดีกับพวกเขาอย่างแซ่งแซ่
เนื่องจากผลการแข่งขันในวันนี้พระเจ้าเลนเต้จึงเปรมปรีดิ์นัก บนแท่นรับชมการฝึกซ้อมทหารกลายเป็นภาพมีความสุขร่วมสมัครสมานทันใด
แน่นอนว่ายกเว้นอยู่คนหนึ่งนั่นคือโฮจิ๋น ตอนนี้เขากำลังมองเล่าเจี้ยง และแม้กระทั่งพระเจ้าเลนเต้ด้วยสายตาอาฆาต!
[1] อู่เซียงโหว (武乡侯) บรรดาศักดิ์ สำหรับพระราชทานให้ผู้มีความดีความชอบ ได้ถือตราประทับทองผูกสายห้อยสีม่วง โดยแบ่งออกเป็นสามระดับจากสูงไปต่ำคือ เซี่ยนโหว (縣侯) เซียงโหว (鄕侯) ถิงโหว (亭侯)
[2] หลี่หมี่ คือ เซนติเมตร
[3] หมี่ คือ เมตร
[4] พิงหมี่ คือ ตารางเมตร