พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 284 เผยธาตุแท้
บทที่ 284 เผยธาตุแท้
“อะไรนะ!”
ทุกคนพากันอุทานด้วยความตกใจ และเผยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ
โจโฉเดินตรงไปข้างหน้า คว้าคอเสื้อทหารไว้ แล้วถามด้วยความโกรธ
“เจ้าพูดอะไร! พูดอีกทีสิ! แม่ทัพใหญ่เป็นอะไร!”
โจโฉมีสีหน้าเหมือนอยากกินคน ทำให้ทหารสั่นสะท้านด้วยความกลัว เดิมทีเขาเป็นคนของหน่วยองครักษ์ และถูกโฮจิ๋นจัดให้ไปสอดแนมข่าวในพระราชวัง
“ไอ้สารเลวเตียวเหยียงถ่ายทอดพระบัญชาปลอม ลวงแม่ทัพใหญ่ไปสังหารในวัง มันตัดหัวแม่ทัพใหญ่เอาไปป่าวประกาศอยู่ในวัง! ทุกคนต่างบอกว่าเขาทำตามรับสั่งของฝ่าบาทให้สังหารกบฏโฮจิ๋น!”
โจโฉผลักทหารออกไปเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายได้รับแรงกระแทกนี้ไม่ได้!
“โธ่เอ๊ย! ไม่ฟังคำข้า แต่กลับมีจุดจบเช่นนี้!”
เมื่อเทียบกับความเสียใจของโจโฉ อ้วนเสี้ยวไม่ได้โศกเศร้ามากนัก ภายใต้ใบหน้าที่หลากหลายอารมณ์เหมือนจะมีความปีติผสมปนเปอยู่
“ทุกท่าน! แม่ทัพใหญ่ถูกขันทีสังหาร เราจะอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร! ใครยินดีล้างแค้นให้แม่ทัพใหญ่สังหารหมู่ขันที ก็ตามข้าเข้าวัง!”
โจโฉตกใจมาก ไม่คิดเลยว่าอ้วนเสี้ยวจะกล้าขนาดนี้ กล้ายกพวกเข้าไปเข่นฆ่าในวัง! จึงรีบก้าวไปข้างหน้าขวางทางไว้
“เปิ่นชู เจ้าจะทำอะไร! นี่มันคือการก่อกบฏ! รีบหยุดเดี๋ยวนี้!”
อ้วนเสี้ยวไหนเลยจะฟังคำพูดโจโฉ จึงผลักเพื่อนเก่าออกไปไกล และชักดาบตรงเอวออกมาชูขึ้นฟ้า
“ฆ่าขันที ล้างแค้นให้แม่ทัพใหญ่! บุก!”
ผู้คนที่อยู่หลังอ้วนเสี้ยวจงรักภักดีต่อโฮจิ๋นทั้งหมด ทหารก็เป็นทหารองครักษ์ของโฮจิ๋น ก็พากันคำรามมุ่งเข้าพระราชวังภายใต้การนำของอ้วนเสี้ยว
องครักษ์ในพระราชวังไหนเลยจะเคยพบเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ จึงขลาดหนีไปด้วยความขลาดกลัว และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโฮจิ๋นก็เข้าร่วมกองกำลังของอ้วนเสี้ยวทันที
เตียวเหยียงในเวลานี้กำลังรับสมัครและจัดกองทหารองครักษ์ในพระราชวัง พร้อมถือหัวของโฮจิ๋นไว้ในมือ พวกทหารองครักษ์ของฝ่าบาทพากันตัวสั่น เขาจึงรับทหารองครักษ์หลายร้อยคนได้อย่างราบรื่น
ขณะที่เตียวเหยียงกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องและเพลิดเพลินกับการยึดอำนาจทางทหารอยู่นั้น เสียงโหวกเหวกก็ขัดจังหวะ
“ท่านเตียวเหยียง ท่านเตียวเหยียง! แย่แล้ว!”
“รนอะไร! ท่าทางเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน ต่อไปเราจะต้องเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้ว!”
เตียวเหยียงตำหนิเตียวต๋งด้วยความโกรธ และยังคงเพ้อฝันถึงการคุมราชสำนักในอนาคตอยู่
“ท่านเตียวเหยียง! อ้วนเสี้ยวนำไพร่พลบุกเข้ามาแล้ว!”
“อะไรนะ! เจ้าอ้วนเสี้ยวผู้นี้จะก่อกบฏหรือไร!”
ความจริงนี้ทำให้เตียวเหยียงตกใจ เดิมคิดว่าเมื่อโฮจิ๋นตาย ทุกคนในจวนแม่ทัพใหญ่จะแตกซ่านกระจัดกระจาย!
“อ้วนเสี้ยวนำคนหลายพันคนก่อเหตุนองเลือดในพระราชวัง! ทุกคนที่เป็นขันทีล้วนถูกสังหารหมด! เราควรจะทำอย่างไรดี!”
เตียวต๋งตกใจมากจนคาดไม่ถึงเลยว่าจะมีผลตามมาเช่นนี้ อีกทั้งเตียวเหยียงไม่ได้บอกพวกเขาว่าจะเกิดหายนะขึ้น ไม่รู้จะรับมืออย่างไร!
“ขุนพลพิทักษ์ ขุนพลพิทักษ์เล่า! เขาอยู่ไหน!”
“ข้าไม่รู้! ท่านเตียวเหยียงพวกเรารีบหนีกันเถิด! หากไม่หนีต้องถูกอ้วนเสี้ยวสับเป็นชิ้น ๆ แน่!”
เตียวเหยียงสมองขาวโพลน สูญเสียความสามารถในการคิดไปหมดสิ้น ความภาคภูมิใจเมื่อครู่พลันมลายหายไป
“ใช่ ใช่! หนี! พวกเรารีบหนีกันเถิด!”
วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว เตียวเหยียงก็ชะงักฝีเท้า และคว้าเตียวต๋งไว้
“ท่านเตียวเหยียง?”
“พาองค์ชายเล่าเปียนกับเล่าเหียบไปด้วย! พวกเราหนีไปที่จวนของเล่าเจี้ยงกัน!”
เห็นเตียวต๋งยังชะงักค้างอยู่ที่เดิม เตียวเหยียงโกรธจัดทันที
“เร็วสิ! ยืนบื้ออยู่ที่นี่ทำไมอยู่อีก!”
เตียวต๋งพยักหน้ารัว ๆ จากนั้นทั้งสองก็วิ่งตรงเข้าไปในตำหนัก แล้วอุ้มโอรสน้อยวัยสิบกว่าชันษาเล่าเปียนกับเล่าเหียบวิ่งออกไปนอกวัง!
…
ณ ค่ายกองทัพอุทยานทิศประจิม เล่าเจี้ยงนำทหารห้าร้อยนายมาเยี่ยมเยือนกะทันหัน ก่อนมุ่งตรงไปยังกระโจมผู้บัญชาการทันที
“ขุนพลพิทักษ์ ท่านมาได้อย่างไร?”
เมื่อเกียนสิดเห็นเล่าเจี้ยงมาก็รีบลุกขึ้นกุมมือคำนับ
“ฮ่า ๆ กองทัพอุทยานทิศประจิมอยู่ภายใต้สังกัดจวนขุนพลพิทักษ์ ทำไมขุนพลพิทักษ์อย่างข้าจะมาดูไม่ได้หรือ?”
เกียนสิดขมวดคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจเจตนาของเล่าเจี้ยงนัก
“ขุนพลพิทักษ์ ท่าน…”
เล่าเจี้ยงเดินผ่านเกียนสิดไปนั่งลงบนที่นั่งหลัก นี่ทำให้เกียนสิดงงงวยมาก
เมื่อก่อนเล่าเจี้ยงอ่อนน้อมถ่อมตัว ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียม นับตั้งแต่เป็นขุนพลพิทักษ์ เกียนสิดกับเล่าเจี้ยงก็ไปมาหาสู่กันหลายครั้ง เกียนสิดประทับใจมาก
ส่วนเรื่องที่ท่าทางรวมถึงนิสัยเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเล่าเจี้ยง ทำให้เกียนสิดรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
อีกอย่างวันนี้เล่าเจี้ยงไร้มารยาทมาก แม้กองทัพอุทยานทิศประจิมจะอยู่ใต้สังกัดจวนขุนพลพิทักษ์ ทว่าเล่าเจี้ยงกับเกียนสิดรู้ดี กองทัพอุทยานทิศประจิมนี้เป็นกองทัพส่วนพระองค์ของฝ่าบาท เกียนสิดย่อมเป็นใหญ่สุด
“ผู้บัญชาการเกียนสิด ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์แล้ว เจ้ารู้หรือไม่?”
“อะไรนะ! ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์แล้ว! มันเกิดขึ้นเมื่อไรกัน”
ดวงตาเกียนสิดเบิกกว้าง เรื่องเช่นนี้เขากลับไม่รู้อะไรเลย!
“เตียวเหยียงเล่า? เตียวเหยียงทำอะไรอยู่! เหตุใดเรื่องเช่นนี้ถึงไม่ส่งคนมาแจ้งข้า!”
“ตะโกนอะไร ข้าก็มาแจ้งเจ้าอยู่นี่ไง?”
ครั้นได้ยินคำตำหนิของเล่าเจี้ยง เกียนสิดยิ่งกังวลมากขึ้น เขารู้ลึก ๆ อยู่ในใจว่าการมาของเล่าเจี้ยงครั้งนี้ต้องมีเจตนาไม่ดีแน่
“เช่นนั้นขุนพลพิทักษ์มาที่นี่…”
“ผู้บัญชาการเกียนสิด เจ้าคือคนที่ฝ่าบาทรักและไว้วางใจมากที่สุดในช่วงชีวิตของพระองค์ ตอนนี้ฝ่าบาทจากไปแล้ว เจ้าไม่มีความอาลัยอาวรณ์บ้างหรือ”
เล่าเจี้ยงเล่นถ้วยชาในมือ น้ำเสียงดูไม่แยแส นี่ทำให้เกียนสิดยิ่งประหลาดใจมากขึ้น
“ฝ่าบาททรงเห็นค่าข้าเช่นนี้ ข้าจะเนรคุณได้เยี่ยงไร? แน่นอนว่าโศกเศร้ามากอยู่แล้ว!”
เล่าเจี้ยงเหลือบมองเกียนสิดนิ่ง ๆ จากนั้นเคลื่อนสายตาไปยังถ้วยชาในมือ แล้วหัวเราะเยาะเบา ๆ
“เช่นนั้น… แล้วเหตุใดผู้บัญชาการเกียนสิดไม่ไปกับฝ่าบาทเลยเล่า?”
“ฮ่า ๆ ขุนพลพิทักษ์ล้อเล่นแล้ว”
เกียนสิดไม่คิดว่าประโยคนี้มีแววหยอกล้อเลยสักนิด เหงื่อเย็นค่อย ๆ ผุดออกมาจากหน้าผาก
“ข้าเหมือนพูดเล่นหรือ?”
จู่ ๆ บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด! เกียนสิดอดมองไปที่ชายแข็งแกร่งข้างหลังตนเองไม่ได้ และครุ่นคิดว่าหากตัวเองจะมีความมั่นใจผ่านชายคนนี้ไป เพื่อจู่โจมเล่าเจี้ยงหรือไม่
“ฮ่า ๆ ผู้บัญชาการเกียนสิดอย่ากังวลไป ข้ามาที่นี่เพื่อยืมของบางอย่างจากเจ้า”
เสียงหัวเราะของเล่าเจี้ยงทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่เกียนสิดยังคงไม่กล้าประมาท เอาแต่จ้องอีกฝ่ายเขม็ง
“ขุนพลพิทักษ์ต้องการยืมสิ่งใดเล่า?”
เล่าเจี้ยงแสยะยิ้มมุมปาก เผยรอยโค้งที่เต็มไปด้วยความปรารถนาออกมา พลางพ่นสามคำออกมาเบา ๆ
“หัวของเจ้า…”
“เจ้ากล้ารึ!”
เกียนสิดเดาได้แล้วว่าขุนพลพิทักษ์มีเจตนาร้าย ทันทีที่สามคำนี้ออกมาจากปาก เขาก็เปิดฉากทันที และพร้อมจะจู่โจมเล่าเจี้ยงก่อน!
น่าเสียดาย เกียนสิดเร็วแค่ไหน ชายแข็งแกร่งที่อยู่ข้างหลังเร็วยิ่งกว่า คว้าหมับเข้าที่คอผู้บัญชาการกองทัพอุทยานประจิมด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกมือคว้าเข็มขัด แล้วยกร่างศัตรูขึ้นกลางอากาศ!
ไม่ว่าเกียนสิดจะดิ้นหนักแค่ไหนก็ดิ้นไม่หลุด ทำได้เพียงคำรามด้วยความโกรธ!
“ปล่อยข้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
ตั้งแต่ต้นจนจบเล่าเจี้ยงไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย ถึงขนาดไม่ชายตาแลเกียนสิดสักนิด เอาแต่เล่นถ้วยชาในมืออยู่อย่างนั้น
“เล่าเจี้ยง! ไอ้โจรชั่ว! ไอ้กบฏ! ไอ้ทรยศ!”
“รีบปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!”
“ฮ่า ๆ เอ้อร์ไหล เจ้าไม่ได้ยินผู้บัญชาการเกียนสิดบอกให้ปล่อยเขาลงหรือ?”
เตียนอุยหัวเราะลั่น เข้าใจความหมายของเล่าเจี้ยง จึงออกแรงมือทั้งสองข้างพร้อมกัน และเหวี่ยงเกียนสิดลงพื้นอย่างแรง!
โครม!!
เกียนสิดกระแทกลงพื้น แรงล้มนั้นมากเกินไปจนฝุ่นละอองบนพื้นคละคลุ้งขึ้นมา
อวัยวะภายในเคลื่อนที่ ช่องทวารทั้งเจ็ดเลือดออก เหมือนว่าเกียนสิดจะไม่รอดแล้ว!