พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 29 เชิญซุนฮิวทานอาหาร
บทที่ 29 เชิญซุนฮิวทานอาหาร
เล่าเจี้ยงหาภัตตาคารหรูหราแห่งหนึ่ง เพื่อแสดงความเคารพต่อซุนฮิว
หลังจากสุราอาหารถูกยกมาเต็มโต๊ะ เล่าเจี้ยงก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มให้แก่อีกฝ่าย
“ขอบคุณใต้เท้าซุนที่ให้เกียรติ”
“ผู้บัญชาการเล่าเชิญข้ามาทานข้าว ต้องเป็นข้าสิที่ขอบคุณ”
ซุนฮิวยกจอกขึ้นเช่นเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะดื่มจนหมด
“ข้าน้อยได้พบกับใต้เท้าซุนครั้งแรก แต่ก็รู้สึกเหมือนเป็นสหายกันมานมนาน เราสองคนมาเรียกกันว่าพี่น้อง ดีหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงรินสุราให้ซุนฮิวไปด้วย พยายามตีสนิทไปด้วย สิ่งนี้ยิ่งทำให้บัณฑิตหนุ่มระแวดระวังตัวขึ้นไปอีก
ซุนฮิวยิ้มแหย และปฏิเสธอ้อม ๆ
“ผู้บัญชาการเล่ามีความสามารถน่าทึ่ง อายุไม่กี่ขวบก็สร้างกลอนเจ็ดได้แล้ว ทั้งยังถูกท่านสวี่เส้าทำนายว่าเป็นเด็กอัจฉริยะอีกด้วย”
“ต่อมาก็กราบเป็นศิษย์ท่านอาจารย์เต้เหี้ยน แม้แต่เขาเองก็ชมผู้บัญชาการเล่าไม่ขาดปาก!”
“ผู้บัญชาการเล่าเป็นเชื้อพระวงศ์สูงส่ง อายุยังน้อยก็ได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการแล้ว อนาคตไร้ขีดจำกัด!”
“ข้าก็แค่ขุนนางสำนักประตูเหลืองตัวน้อยคนหนึ่ง จะริอาจเอื้อมที่สูงได้อย่างไร?”
คำพูดของซุนฮิวแทบจะเป็นความคิดของคนบนโลกที่มีต่ออีกฝ่าย เพียงแต่ตัวเล่าเจี้ยงไม่กล้าคล้อยตามไปอย่างไร้เหตุผล
สิ่งที่เขาอาศัยไม่เพียงเป็นประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์เกือบสองพันปีเท่านั้น
แต่สําบัดสํานวนล้วนลอกมาจากประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น!
หากเอ่ยถึงพรสวรรค์ เขารู้ตัวเองดี อย่างมากสุดก็แค่คนธรรมดาเท่านั้น
อย่าว่าแต่เทียบกับจูกัดเหลียงเลย แค่เทียบกับนักวางกบยุทธ์ธรรมดา ก็ต้องแย่กว่ามากแน่นอน
โชคดีที่ก้มตาตั้งใจเรียนมาสิบกว่าปี ทำให้เขาค่อย ๆ รวมเข้ากับความรู้และประวัติศาสตร์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
“หรือใต้เท้าซุนรังเกียจข้าน้อย?”
เล่าเจี้ยงยกมือค้างกลางอากาศ และมองมาด้วยสีหน้าหดหู่ใจ
ตรงไหนของข้าไปดึงดูดเขากัน?
ซุนฮิวไม่เข้าใจ
ในแง่ของชาติกำเนิด เล่าเจี้ยงเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น และมีบิดาเป็นหนึ่งในเก้าเสนาบดี
ส่วนการศึกษา อาจารย์ของเล่าเจี้ยงคือนักปราชญ์เต้เหี้ยน ทั้งยังวิจารย์ศิษย์คนนี้ไว้สูงมาก
ในแง่ของความสามารถ เล่าเจี้ยงอายุสามขวบก็สร้างกลอนเจ็ดขึ้นมาเองได้แล้ว ยามนี้ก็ยิ่งเป็นเจ้าสำบัดสำนวน
แม้ซุนฮิวจะเป็นคนของตระกูลเก่าแก่ในเมืองเอ่งช้วน ทว่าสถานะในตระกูลกลับไม่สูง ซึ่งแทบเทียบไม่ได้กับเล่าเจี้ยงเลย
“ในเมื่อผู้บัญชาการเล่ายืนกราน ต่อจากนี้เราสองก็เรียกกันว่าพี่น้อง น้องเล่าดื่ม!”
ซุนฮิวพยักหน้าให้ เล่าเจี้ยงมีน้ำใจเมตตาเช่นนี้ เขาควรต้องไว้หน้าอีกฝ่าย
“พี่ซุนดื่ม”
จากนั้นเล่าเจี้ยงก็หรรษาอย่างเต็มที่ ทั้งสองดื่มจนหมดแล้ว ก่อนเล่าเจี้ยงช่วยรินสุราให้ซุนฮิวต่อ
“ไม่กี่วัน น้องจะออกไปรบที่เมืองเอ่งช้วนแล้ว ไม่ทราบว่าพี่ซุนมีสิ่งใดแนะนำหรือไม่?”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของกองกำลังทหาร พี่จะกล้าเอ่ยความเห็นได้อย่างไร!”
คำตอบของซุนฮิวไม่ทำให้เล่าเจี้ยงแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
ซุนฮิวภายนอกดูโง่เขลา แต่ภายในฉลาดเฉลียว ไม่เคยเริ่มเปิดเผยความสามารถของตัวเองออกมาก่อน
“พี่ซุนมีสติปัญญาเหนือปวงชน หวังว่าจะกรุณาสั่งสอนข้า!”
เล่าเจี้ยงแสดงออกอย่างเคารพนอบน้อม และขอคำแนะนำอย่างถ่อมตัว
ซุนฮิวเองก็ไม่กล้าผลักไส จึงถามขึ้น “น้องเล่าคิดว่าสามทัพหลวงเป็นอย่างไร”
เล่าเจี้ยงยกจอกสุราในมือขึ้นมา ดื่มเหล้าจนหมด จากนั้นก็เอ่ยช้า ๆ
“แม้พวกฮองฮูสงทั้งสามคนจะเป็นแม่ทัพมีชื่อเสียง ทว่าทหารสวนตะวันตกไม่ได้ออกรบมานานแล้ว เท่าที่น้องรู้ แม่ทัพแห่งสำนักพระราชวังทั้งสามท่านมีทหารใต้บังคับบัญชาไม่เต็มหมื่น!”
“แม้กองกำลังโพกผ้าเหลืองจะรวมกลุ่มกันจากคนก่อการจลาจล แต่กระนั้นเตียวก๊กก็วางแผนมาแล้วหลายปี! แม้จะเป็นเรื่องฉุกละหุก แต่ก็ยังจะประมาทมิได้!”
“อย่างน้อยจำนวนคนของกำลังโพกผ้าเหลืองมีหนึ่งแสนคน แต่ทหารหลวงมีไม่ถึงหมื่นคน! ทหารดีไม่กี่พันคนจะต่อสู้กับทหารโหดนับแสนคนได้อย่างไร?”
“จากที่น้องได้รู้มาอย่างผิวเผิน เกรงว่าแพ้ชนะก็ยากจะคาดเดา!”
ซุนฮิวมองเล่าเจี้ยงด้วยความชื่นชม ดูเหมือนผู้บังคับบัญชาหนุ่มจะมีความรู้ความสามารถจริง ๆ
“ในเมื่อรู้ว่ายากจะเอาชนะศัตรู ไยถึงยังแกว่งเท้าหาเสี้ยน?”
เล่าเจี้ยงรินสุราให้ตัวเองอีกจอกหนึ่ง แล้วดื่มจนหมดแล้ว
“เฮ้อ!”
“แม้ข้าเล่าเจี้ยงจะไม่มีความสามารถ ทว่าในฐานะลูกหลานของราชวงศ์ฮั่น จะนั่งมองโจรวางยาพิษราชวงศ์ฮั่นได้อย่างไร!”
“แม้ตรงหน้าจะเต็มไปด้วยภูเขาขวากหนาม ก็ต้องรุดหน้าไปอย่างห้าวหาญโดยไม่ยอมหวนกลับ”
“น้องเล่ามีความชอบธรรมสูงส่งนัก สมแล้วที่เป็นเชื้อพระวงศ์!”
คำพูดของเล่าเจี้ยงทำให้ซุนฮิวรู้สึกหวั่นไหวยิ่งนัก นี่แหละคือหน้าที่ของเชื้อพระวงศ์ฮั่น!
เล่าเจี้ยงเห็นว่าสายตาของบัณฑิตหนุ่มมองตัวเองเปลี่ยนไป ก็รีบเร่งขอคำแนะนำทันที
“ข้ารู้ว่าพี่ซุนมีความสามารถมาก ต้องมีเรื่องสั่งสอนข้าได้แน่”
ซุนฮิวถือจอกสุราขึ้นมาดื่มจนหมด ก่อนพยักหน้า
“ไม่ถึงกับมีความสามารถมากหรอก พี่ก็พอมีความรู้อยู่บ้าง”
“ซุนฮิวรีบกล่าวมาเร็ว!”
เมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย เล่าเจี้ยงจึงเร่งเร้าทันที
“กองกำลังโพกผ้าเหลืองแข็งแกร่งมาก แต่กลับมีช่องโหว่มากมาย แม้กองทัพหลวงจะอ่อนแอ กระนั้นก็สามารถรบชนะกลุ่มโพกผ้าเหลืองได้ ซึ่งสาเหตุนั้นมีอยู่สามประการ”
“ประการแรก กลุ่มโพกผ้าเหลืองถูกเจ้าพบเข้าเสียก่อน เป็นเรื่องไม่คาดฝัน การเตรียมพร้อมนั้นย่อมไม่เต็มที่”
“ประการสอง กองกำลังโพกผ้าเหลืองรู้จักแค่การเผาทำลาย กำจัดเจ้าหน้าที่ ปล้นชิงรถขนเสบียงทางการ กวาดต้อนผู้คนซึ่งไม่ต่างกับกองโจร แม้กลุ่มคนโพกผ้าเหลืองมีจำนวนมาก แต่ต้องสูญเสียเสบียงอาหารไปมหาศาลทุกวัน การปล้นรถขนเสบียงทางการอยู่ได้แค่หนึ่งถึงสองวันเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องไปปล้นพวกชาวบ้านบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ก็จะค่อย ๆ สูญเสียแรงสนับสนุนจากประชาชนไป”
“ประการสาม แม้กองทัพหลวงจะมีจำนวนน้อย ทว่าได้ยึดเส้นทางหลักเอาไว้ ทั่วทั้งแผ่นดินเสริมเติมกำลังทหาร และมีการจัดหาเสบียงพร้อมสรรพ อีกทั้งพวกเจ้าถิ่นต่าง ๆ ย่อมไม่ปล่อยให้กองทัพโพกผ้าเหลืองปล้นสะดมไปแน่นอน จะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านแน่”
“กองกำลังโพกผ้าเหลืองไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเวลา สถานที่ และผู้คนให้เหมาะสม จะไม่พ่ายแพ้ได้อย่างไร ตามความเห็นของพี่ อย่างมากหนึ่งปี ทุกอย่างก็จะเงียบสงบ”
ซุนฮิวอธิบายจุดจบของกลุ่มโพกผ้าเหลืองอย่างใจเย็น ทว่าภายใจหัวใจของผู้ฟังกลับมีคลื่นก่อขึ้นสูงหลายหมื่นจั้ง!
เล่าเจี้ยงยอมแล้วจริง ๆ เขารู้จุดจบของกลุ่มโพกผ้าเหลือง เพราะรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์
แต่ซุนฮิวล่ะ? ชายผู้นี้ไม่ใช่นักท่องเวลาด้วยซ้ำ พวกนี้ล้วนเป็นความเห็นของตัวเขาเอง
กองกำลังโพกผ้าเหลืองเพิ่งก่อกบฏมาได้หนึ่งเดือน และพิชิตแต่ละพื้นที่อย่างราบรื่นดั่งผ่ากระบอกไม้ไผ่ ทว่าซุนฮิวกลับมองเห็นการสิ้นสุดของกองกำลังโพกผ้าเหลืองได้อย่างชัดเจน
ช่างมีสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก วางแผนได้แยบยลแม่นยำ สมกับเป็นว่าที่กุนซือจริง ๆ
“หรือเจ้าไม่เห็นด้วยกับคำพูดของพี่?”
เมื่อเห็นท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของผู้ฟัง ซุนฮิวก็คิดว่าอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้
เล่าเจี้ยงส่ายหน้าเป็นพัลวัน ปากก็เอาแต่พูดว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่”
“ช่างสมคำกล่าวที่ว่า ‘ฟังนักปราชญ์เปล่งวาจา ดีกว่าอ่านตำราเป็นสิบปีจริง ๆ’ คำพูดของท่านพี่ทำให้ข้าเหมือนกับได้เปิดโลก!”
ดังสำนวนที่ว่า ‘มองขาดเรื่องหมื่นพัน ไม่ทันคำสอพลอ’ การประจบประแจงไม่ว่าเมื่อไรก็ขาดไม่ได้จริง ๆ!
ซุนฮิวถูกชมจนหน้าแแดง มุมปากยกยิ้มขึ้น เห็นได้ชัดว่าเริ่มได้ผลแล้ว
หึ ๆ เขาเล่าเจี้ยงมีวิธีชมคนนับหมื่น ข้าจะไม่เอามาใช้ได้อย่างไร!
ผู้บัญชาการหนุ่มคิดฟุ้งซ่านอยู่ในใจ
“เจ้าพูดชมเกินไปแล้ว!”
“ข้าจะดำเนินการอย่างไรดี หวังว่าพี่ซุนจะชี้แนะ!”
เล่าเจี้ยงเห็นซุนฮิวอารมณ์ดี จึงถามต่อ
“ยามนี้กบฏโพกผ้าเหลืองกำลังได้เปรียบ มิควรเข้าปะทะโดยตรง มีแค่ต้องถ่วงเวลาพวกมันเอาไว้ ยืดเยื้อนานไป พวกมันจะต้องเผยช่องโหว่ออกมาแน่”
“หากไร้โอกาส ก็ไปรวมกับกองทัพใหญ่ ยืนหยัดตั้งรับเอาไว้ก่อน”
“ขอบคุณพี่ซุนที่ชี้แนะ!”
เล่าเจี้ยงดีใจที่ตัวเองแช่แข็งรอซุนฮิวสองชั่วยาม และมีความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับนักวางกลยุทธ์
ทั้งสองคุยเรื่องกองกำลังทหารตลอดจนเรื่องราชสำนัก จากราชสำนักลากยาวไปเรื่องประวัติศาสตร์ จากประวัติศาสตร์ก็คุยกันถึงเรื่องวรรณกรรม
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก็มาถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว
เล่าเจี้ยงกุมมือขอบคุณก่อน และมองซุนฮิวด้วยสีหน้าจริงใจ
“ขอบคุณท่านพี่ที่ชี้แนะในวันนี้ ข้าจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ”
“เจ้าถ่อมตัวไปแล้ว จำไว้ การนำทหารออกรบอย่าได้ใจร้อนผลีผลาม จักต้องดำเนินการอย่างมั่นใจ! ข้าจะรอชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ลกเอี๋ยง”
“ท่านพี่โปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน!”
ทั้งสองมองหน้ายิ้มให้กัน แม้จะติดต่อคบค้าสมาคมกันสั้น ๆ แต่เหมือนได้ดื่มกับคนรู้ใจ
ห้าวันต่อมา เล่าเจี้ยงก็ออกเดินทางขณะที่ซัวเอี๋ยมยังคงอาลัยอาวรณ์อยู่
ซัวเอี๋ยมมีเพียงความเป็นห่วงที่ว่าเล่าเจี้ยงนำทัพออกรบเท่านั้น ไม่มีการขัดขวางใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
นางรู้ว่าเล่าเจี้ยงมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ และนี่คือโอกาสที่ฟ้าประทานให้