พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 28 กลุ่มมันสมองของโฮจิ๋น
บทที่ 28 กลุ่มมันสมองของโฮจิ๋น
เช้าวันรุ่งขึ้น เล่าเจี้ยงเตรียมของขวัญเสร็จ ก็ออกเดินทางไปหาโฮจิ๋นที่จวนแม่ทัพใหญ่
เมื่อไปถึง ก็พบอีกฝ่ายกำลังหารืออยู่กับนายทหารในกองบัญชาการ
ข้ารับใช้เดินเข้ามากระซิบข้างหูเขาครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากของโฮจิ๋นค่อย ๆ ยกขึ้น
“เชิญเข้ามา”
ไม่นาน ข้ารับใช้ก็นำคนผู้หนึ่งเข้ามา โดยมีสายตาของผู้คนในจวนต่างจ้องมองมาหา
เห็นคนผู้นี้รูปร่างสูงเจ็ดฉื่อกว่า ร่างกายดูดีกว่าคนธรรมดามาก อกผายไหล่ผึ่ง ทว่าใบหน้าอ่อนเยาว์ ผู้มาเยือนเป็นเล่าเจี้ยงนั่นเอง
เด็กหนุ่มกวาดสายตามองทั้งสี่คน ก่อนก้มตัวคำนับต่อชายร่างอ้วนที่อยู่นำหน้าสุด
“เล่าเจี้ยง ผู้บัญชาการปราบกลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง คารวะท่านแม่ทัพใหญ่”
โฮจิ๋นเห็นหนุ่มน้อยดูน่าเกรงขามเช่นนี้ ก็รู้สึกชื่นชมอย่างมาก
“ผู้บัญชาการเล่าอายุแค่สิบห้า แต่กลับดูน่าเกรงขามเช่นนี้!”
“ข้ารู้เจตนาที่เจ้ามาในครานี้แล้ว อีกเดี๋ยวข้าจะส่งคนไปถ่ายทอดคำสั่งให้”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพใหญ่!”
เล่าเจี้ยงเองก็ไม่คิดว่าจะราบรื่นเช่นนี้ เห็นทีที่เตรียมเงินมาด้วยคงไม่เสียเปล่า
ไม่ว่าจะเมื่อใดเวลาใด ทรัพย์สินเงินทองนั้นสำคัญจริง ๆ
โฮจิ๋นผายมือไปทางเด็กหนุ่มพร้อมเอ่ยกับนายทหารทั้งสาม
“ครานี้กลุ่มลัทธิโพกผ้าเหลืองก่อความวุ่นวาย โชคดีที่ผู้บัญชาการเล่าค้นพบทันเวลา ไม่เช่นผลลัพธ์ที่ตามมามิอาจคาดเดาได้! มา ข้าจะแนะนำให้เจ้าได้รู้จัก”
แม่ทัพผายมือไปที่ปัญญาชนรูปร่างค่อนข้างอ้วนคนหนึ่ง “คนผู้นี้คือเขาฮิว*[1] นามรองเขาจื่อเอี้ยง”
เล่าเจี้ยงชะงักงัน ที่แท้ก็เป็นกุนซือผู้พลิกสถานการณ์ให้โจโฉกลับมาชนะอ้วนเสี้ยว แม้จะตกเป็นรองใกล้พ่ายแพ้ในยุทธการกัวต๋อนั่นเอง!
หนุ่มน้อยรีบกุมมือคารวะ ส่วนเขาฮิวเองก็กุมมือคำนับกลับเช่นกัน
จากนั้นโฮจิ๋นก็ผายมือไปที่คนด้านหลัง “ส่วนคนผู้นี้คือตันหลิม นามรองตันขงจาง*[2]”
หนึ่งในเจ็ดของปราชญ์แห่งยุคพระเจ้าเหี้ยนเต้ หนึ่งในเจ็ดเมธีแห่งเจี้ยนอันรึนี่!?
เล่าเจี้ยงลอบอุทานในใจ ก่อนกุมมือคำนับต่อตันหลิม อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ
“ส่วนคนผู้นี้คือซุนฮิว นามรองซุนกงต๋า*[3]”
โฮจิ๋นผายมือไปทางคนที่อยู่เบื้องล่างขวามือ
ม่านตานักท่องเวลาหดลงอีกครั้ง เขาหันขวับไปทางอีกฝ่ายด้วยแววตาเร่าร้อนมาก
ลูกน้องของโฮจิ๋นทำให้นักท่องเวลาตาลุกวาว ค่ายนี้มันขุมทรัพย์! ว่าที่นักปราชญ์มันสมองของโจโฉอยู่กันตั้งสามคน
รวมถึงคนที่เขาชื่นชอบด้วย…
เมื่อเอ่ยถึงซุนฮิว อาจจะมีหลายคนที่ไม่ค่อยคุ้นหูนัก
ทว่าเมื่อเอ่ยถึงอัจฉริยะหนุ่มซุนฮกผู้มากพรสวรรค์ ผู้บัญชาการกองทัพโจโฉ ต้องรู้จักแน่!
บัณฑิตซุนฮิวกับอัจฉริยะหนุ่มซุนฮกนั้น แม้ทั้งสองจะเกิดในชาติตระกูลเดียวกัน บิดาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ทว่าตำแหน่งนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ซุนฮิวเป็นบุตรชายของซุนเหล็ง ผู้เคยทำงานแค่ด้านเดียว อีกทั้งยังตายเร็ว และชื่อเสียงเล่าลือของซุนฮิวเองก็น้อยมาก
ทว่าอัจฉริยะหนุ่มซุนฮกนั้นต่างออกไป เขาเป็นลูกชายของซุนกุ่น หนึ่งในแปดมังกรแห่งตระกูลซุน
กล่าวได้ว่าซุนฮกคือทายาทสายตรงของตระกูลซุนตระกูลใหญ่แห่งเมืองเอ่งช้วน ส่วนซุนฮิวนั้นนับเป็นแค่สายรองเท่านั้น
ทว่าการปราบตั๋งโต๊ะในประวัติศาสตร์นั้นมีอยู่จริง เพียงแต่ตัวเอกนั้นหาใช่โจโฉ แต่เป็นซุนฮิวปัญญาชนผู้อ่อนแอและไร้ชื่อ!
ทว่าน่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้ดำเนินการ ก็ถูกจับกุมเพราะทำข้อมูลรั่วไหลเสียก่อน
หลังจากตั๋งโต๊ะถูกสังหาร ซุนฮิวถึงได้ถูกปล่อยตัวออกมา
ทางราชสำนักจึงแต่งตั้งให้ซุนฮิวเป็นเจ้าเมืองเริ่น ทว่าซุนฮิวไม่ไป กลับอ้างตัวไปเป็นเจ้าเมืองฝ่ายจ๊กก๊กแทน
แต่น่าเสียดายที่การเดินทางไม่ราบรื่น เขาจึงไม่ได้เข้าไปรับตำแหน่ง
จากนั้นก็ไปทำงานกับโจโฉและกลายเป็นที่ปรึกษา หากซุนฮิวยังอยู่ที่จ๊กก๊กจริง ไม่รู้ว่าประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปอย่างไร!
ซุนฮิวต้องเป็นที่ปรึกษาแนวหน้าสุดแห่งสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกแน่นอน!
สังหารงันเหลียงและบุนทิว ทำให้แผ่นดินฮ่อปักสงบ
ยุทธการพิชิตขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ล้วนเป็นบัณฑิตไร้ชื่อผู้นี้ที่มีส่วนช่วยเหลือทั้งนั้น!
โจโฉชมซุนฮิวว่ามีแผนการอันชาญฉลาดมากมาย และแยบยลไม่มีที่ติ
ทว่าซุนฮิวกับซุนฮกมีอุดมการณ์ไม่เหมือนกัน ซุนฮกคือพวกจงรักภักดีต่อเชื้อพระวงศ์ ส่วนซุนฮิวนั้นเป็นนักเคลื่อนไหว
บัณฑิตไร้ชื่อผู้นี้ไม่ได้คัดค้านต่อการที่โจโฉแต่งตั้งกษัตริย์ขึ้นมาเอง
หากบอกว่านักวางแผนที่เล่าเจี้ยงชอบที่สุดคือจูกัดเหลียง แล้วคนต่อไปก็คือซุนฮิวนั่นแหละ
แม้ซุนฮิวจะไม่ได้เป็นที่กล่าวขวัญ เร้นกายอยู่ในประวัติศาสตร์ประหนึ่งปราชญ์ชั้นรอง แต่อย่างไรเสียก็เป็นคนของตระกูลซุนที่ยิ่งใหญ่แห่งเมืองเอ่งช้วน
ไม่เช่นนั้น โจโฉคงมิอาจออกหนังสือเรียกเขากลับมาจากต่างแดนหรอก
เล่าเจี้ยงเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาจะเอาผลประโยชน์ของตระกูลมาวางไว้เหนือหัวหรือไม่
ชื่อเสียงที่เบาบาง ทำให้นักท่องเวลาได้แต่ต้องจินตนาการอย่างละเอียดในใจ
“ใต้เท้าซุนมีชื่อเสียงดังก้องหู วันนี้โชคดีนักที่ได้พบ!”
เล่าเจี้ยงตื่นเต้นอย่างมาก แต่หลังจากที่เขาพูดจบก็นึกเสียใจภายหลังขึ้นมา
เมื่อครู่เขาทักทายอย่างธรรมดากับอีกปราชญ์ผู้อาวุโสสองคน ตอนนี้กลับยกย่องซุนฮิว ปราชญ์ไร้ชื่อเช่นนี้
เขาแอบด่าตัวเองหนึ่งประโยค จากนี้ไปต้องควบคุมตัวเองให้ได้ อย่าแสดงสิ่งที่คิดออกมา!
“มิกล้า ๆ”
ซุนฮิวมึนงง เขาก็แค่ขุนนางสำนักประตูเหลืองตัวน้อยคนหนึ่ง ไม่มีชื่อเสียงอะไรหรอก
“เฮอะ!”
เขาฮิวพ่นลมหายใจอย่างหนัก และลอบประชดประชันเล่าเจี้ยงในใจ ‘ใช่สิ… ซุนฮิวเขามีชื่อเสียงโด่งดัง ข้าบันฑิตเขาจื่อเอี้ยงก็แค่คนต่ำต้อยไร้ชื่อเสียงใช่หรือไม่?’
แย่แล้ว! ลืมไปเลยว่าเขาฮิวเป็นคนไร้ชื่อคนหนึ่ง เล่าเจี้ยงเสียใจกับความวู่วามของตัวเองมาก
เขาฮิวมองเล่าเจี้ยงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ก่อนจะถาม
“ผู้บัญชาการเล่า เจ้าคิดว่ากองทหารดั่งจิ้งจอกพยัคฆ์ของราชวงศ์ฮั่น ข้าจะใช้เวลาปราบกบฏโจรโพกผ้าเหลืองกี่วัน?”
เล่าเจี้ยงมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกยินดีปรีดา ในตอนที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ซุนฮิวประทับใจอยู่นั้น เจ้าตัวก็ช่วยเอาไว้
“เพลานี้กลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองยิ่งใหญ่นัก มีคนจำนวนมากมาย แม้กองทัพฮั่นของเราจะกล้าหาญ ฉกาจในการรบ ทว่าก็มีจำนวนไม่มาก ยังต้องรับมืออย่างระมัดระวัง มิควรดูถูกศัตรู”
หึ เจ้าเด็กโง่เขลา เขาฮิวลอบดูแคลนในใจ จากนั้นก็เอ่ยประชดประชัน
“แม้จำนวนของคนกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองจะมีจำนวนมาก ทว่าก็รวมกลุ่มมาจากชาวบ้านที่กระจัดกระจายอยู่ทั่ว หนึ่งคือไร้อาวุธ สองไร้หน่วยสนับสนุน สามไร้คนปกครอง ตามที่ข้าคิด เมื่อกองทัพสวรรค์มาถึง กองทัพโจรจะต้องยื่นคอมาให้บั่นแน่! ”
พูดจบก็หัวเราะลั่นออกมา เล่าเจี้ยงไม่ได้พูดต่อเพียงชำเลืองมองซุนฮิว เห็นเขาแค่ส่ายหน้าเล็กน้อย
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
เล่าเจี้ยงคร้านจะต่อปากต่อคำกับเขาฮิว อีกฝ่ายขึ้นชื่อเรื่องวาจาลำพอง วันนี้ได้มาประสบเองแล้ว เช่นนี้อยู่ให้ห่างเขาหน่อยดีกว่า! ก่อนจะคำนับแก่ทุกคนแล้วลาจากไป
เล่าเจี้ยงออกมาจากจวนแม่ทัพใหญ่แล้ว ก็ตรงไปหาพวกฮองตงสามคน
“พวกเจ้าไปเลือกทหารที่สนามฝึกกันก่อน ทางด้านโฮจิ๋นไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”
“ข้าจะอยู่ตรงนี้รอคนผู้หนึ่ง”
พวกฮองตงไม่ถามอะไรมาก ตรงไปยังสนามฝึกตามคำสั่งของเล่าเจี้ยงทันที
เล่าเจี้ยงรออยู่นอกประตูเพียงลำพัง และรอจนถึงสองชั่วยาม
ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว คนที่เล่าเจี้ยงรอถึงได้ออกมาจากจวน ซึ่งคือซุนฮิวนั่นเอง
“ใต้เท้าซุนช้าก่อน”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายออกมาจากจวนท่านแม่ทัพใหญ่ เล่าเจี้ยงก็รีบเดินไปหา
“ผู้บัญชาการเล่า?”
“เป็นข้าน้อยเอง”
เมื่อครู่เล่าเจี้ยงเอาอกเอาใจตอนอยู่ภายในจวนอย่างผิดวิสัย จึงทำให้บัณฑิตหนุ่มระแวดระวังตัว
ซุนฮิวมองเล่าเจี้ยงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ทว่าในใจนั้นระแวดระวังอย่างมาก
“ผู้บัญชาการเล่ามาหาท่านแม่ทัพใหญ่รึ?”
“ไม่ขอรับ”
“หลังข้าออกมาจากจวนท่านแม่ทัพใหญ่ ก็ตั้งใจเดินทางมารอใต้เท้าซุนโดยเฉพาะ”
ซุนฮิวมองเล่าเจี้ยงด้วยความฉงน “ผู้บัญชาการเล่ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใด?”
เจ้าตัวยังสงสัยว่าทำไมถึงให้ความสนใจกับขุนนางสำนักประตูเหลืองตัวน้อยผู้นี้มากนัก?
“ใต้เท้าซุนทานข้าวเช้าแล้วหรือยัง?”
เล่าเจี้ยงไม่ได้บอกจุดประสงค์ของตัวเองทันที เขาต้องการหาสถานที่ค่อย ๆ คุยกับอีกฝ่าย
“ท่านแม่ทัพใหญ่เรียกตัวด่วน จึงไม่ได้ทานข้าวขอรับ”
ดีเลย! สวรรค์ช่างเปิดโอกาสนัก! เล่าเจี้ยงปีติยินดีอยู่ในใจ
“ข้าน้อยก็ยังไม่ได้ทานข้าว เช่นนั้นขอเชิญใต้เท้าซุนไปทานด้วยกันจะได้หรือไม่ขอรับ?”
เล่าเจี้ยงกลัวซุนฮิวจะไม่ไปด้วย จึงขอร้องอย่างจริงใจอีกครั้ง
“ขอใต้เท้าซุนอย่าได้ปฏิเสธน้ำใจข้าเลย!”
เดิมทีผู้ฟังจะปฏิเสธ ทว่าใบหน้าแดงก่ำจากความหนาวเย็นของเล่าเจี้ยง ที่มาพร้อมกับคำเชิญจริงใจ จึงเอ่ยปฏิเสธออกมาไม่ได้
“ความเคารพด้วยใจ เทียบไม่ได้กับปฏิบัติ ผู้บัญชาการเล่า เชิญนำทาง!”
ผู้ฟังตาเป็นประกาย “เชิญใต้เท้าซุน! ”
[1] เขาฮิว กุนซือผู้มีชื่อเสียง เป็นเพื่อนสมัยเด็กของโจโฉ เดิมเป็นกุนซือรับใช้อ้วนเสี้ยว แต่ไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากเจ้านาย เสนออะไรก็ถูกปฏิเสธทั้งสิ้น ซ้ำยังถูกอ้วนเสี้ยวเปิดโปงการทุจริต เขาฮิวจึงหนีความผิดไปเข้ากองทัพโจโฉในสงครามกัวต๋อ และเป็นผู้ออกอุบายให้โจโฉไปเผาคลังเสบียงของฝ่ายอ้วนเสี้ยว จนสงครามที่ฝ่ายโจโฉตกเป็นรอง พลิกกลับมาชนะได้ในที่สุด ต่อมาเขาพูดจาโอ้อวดลำพองใส่เคาทู ขุนพลเอกของวุยก๊ก จนถูกเคาทูสังหารตายฆ่าที่
[2] ตันหลิม ถูกจดจำในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางอักษรศาสตร์ เป็นหนึ่งในเจ็ดของปราชญ์ยุคพระเจ้าเหี้ยนเต้ ที่เรียกว่า เจ็ดเมธีแห่งเจี้ยนอัน เดิมเป็นเสมียนอยู่ใต้โฮจิ๋น เป็นผู้ห้ามโฮจิ๋นมิให้ตัดสินใจผิดพลาด ทั้งห้ามมิให้เรียกตั๋งโต๊ะเข้ามาปราบขันทั้งสิบ ทั้งห้ามมิให้โฮจิ๋นเข้าไปในวัง ซึ่งโฮจิ๋นไม่เคยเชื่อจึงถูกฆ่าตาย ต่อมาตันหลิมได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการทหารของโจโฉ
[3] ซุนฮิวเป็นรัฐบุรุษและผู้ใต้บังคับบัญชาของโจโฉ หากซุนฮกผู้เป็นอารับผิดชอบงานบริหารในแนวหลังแล้ว ซุนฮิวก็เป็นกุนซือที่มักได้รับมอบหมายให้ติดตามไปในแนวหน้าเพื่อวางกลยุทธ์และบริการจัดการกองทัพร่วมกับกุนซือคนอื่น ๆ ของวุยก๊ก