พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 291 ขุนพลกรีดนภา ลิโป้
บทที่ 291 ขุนพลกรีดนภา ลิโป้
เมื่อเห็นขุนพลพิทักษ์อึกอักไม่ยอมพูด ตั๋งโต๊ะพลันมีสีหน้าไม่พอใจ “หรือขุนพลพิทักษ์ไม่ไว้ใจข้า?”
เล่าเจี้ยงส่ายหัว จากนั้นถอนหายใจอย่างหนัก
“เฮ้อ… แม่ทัพตั๋งโต๊ะไม่รู้อะไร วันนั้นเมื่อข้าไปถึงวัง ฝ่าบาทก็สวรรคตไปแล้ว ข้าเคยถามพวกเตียวเหยียง พวกเขาก็บอกว่าฝ่าบาทต้องการรับสั่งข้าด้วยตัวเอง แต่น่าเสียดาย ฝ่าบาทรอข้าไม่ไหว”
พูดไปก็เผยสีหน้าเศร้าสร้อยออกมา จนไม่กระตุ้นความสงสัยของตั๋งโต๊ะเลยสักนิด
เล่าเจี้ยงไม่เคยมีปัญหากับการตีสองหน้ามุสาไม่อายฟ้าดินตอนกลางวันแสก ๆ ตรงข้ามกลับแสดงได้เหมือนจริงมาก
สุดท้าย… องค์ชายรองเล่าเหียบจะได้นั่งบนบัลลังก์ดังที่ฝ่าบาทหวังไว้แน่นอน
เพียงแต่มันต้องมีอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งต้องให้ตั๋งโต๊ะเป็นผู้เอ่ยมันออกมา และเผชิญหน้ากับกลุ่มขุนนาง โดยเฉพาะต้องต่อต้านกับตระกูลอ้วน!
เล่าเจี้ยงจะเดิมพันอีกครั้ง
“ไม่ทราบว่าขุนพลพิทักษ์มีใครอยู่ในใจบ้างแล้ว?”
เมื่อเห็นตั๋งโต๊ะพยายามถามหาความเห็นจากเขา เล่าเจี้ยงก็แสดงท่าทางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
“หากตามสถานการณ์ปกติ ควรเป็นหองจูเปียน พระโอรสองค์โตสืบทอดบัลลังก์ต่อ แต่…”
เล่าเจี้ยงกล่าวได้ครึ่งเดียวก็เริ่มชะงักงันอีกครั้ง นั่นทำให้ตั๋งโต๊ะละเหี่ยใจมาก และแอบตำหนิว่า ‘น่าเบื่อ’
“ขุนพลพิทักษ์ ตอนนี้รอบ ๆ ไม่มีใครอยู่ ท่านแม่ทัพพูด ก็เข้าแค่หูข้ากับตัวท่านเอง กล่าวออกมาเถิด ไม่เป็นไร”
เล่าเจี้ยงเผยท่าทางสับสน กระนั้นก็ยังคงส่ายหน้า
“ช่างเถิด ช่างเถิด ไม่พูดก็ไม่เป็นไร!”
ตั๋งโต๊ะมองมาด้วยสายตาแปลก ๆ ในความเห็นเขา เล่าเจี้ยงไม่ใช่คนโลเลแน่นอน
“ขุนพลพิทักษ์คิดว่าหองจูเปียนอ่อนแอ ทำตัวเหมือนสตรีใช่หรือไม่ ในความเห็นข้า เขายากจะเป็นที่นับถือและเป็นใหญ่ในใต้หล้าได้!”
เล่าเจี้ยงไม่พูดอะไร เผยสีหน้าลังเล แต่ยังคงพยักหน้าเห็นด้วยกับตั๋งโต๊ะอย่างลืมตัว
“ตอนนี้ขุนพลพิทักษ์เป็นแม่ทัพคนสำคัญที่สุดในลกเอี๋ยง จะต้องคิดถึงบ้านเมืองไพร่ฟ้าในใต้หล้าเป็นแน่ ตามที่ข้าเห็น แม้หองจูเหียบจะยังเด็ก แต่เป็นคนฉลาด ไม่ตื่นตระหนกยามเจอสถานการณ์คับขัน เป็นตัวเลือกที่ดี!”
เล่าเจี้ยงยังคงไม่แสดงความเห็นใดกลับกันคุยเรื่ององค์ชายรองเล่าเหียบกับตั๋งโต๊ะแทน
“ฮ่า ๆ กล่าวได้ประจวบเหมาะจริง ๆ หองจูเหียบได้รับการเลี้ยงดูจากตั๋งฮองเฮา แซ่เดียวกับแม่ทัพตั๋งโต๊ะเลย!”
ผู้พูดว่ามีเจตนาแอบแฝงแล้ว ทว่าผู้ฟังคิดการใหญ่ยิ่งกว่า ดวงตาของตั๋งโต๊ะเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินเช่นนี้ ในใจมีแผนการผุดพรายขึ้นมากมาย
…
เมื่อทุกคนมาถึงประตูเมืองลกเอี๋ยง ประตูทางเหนือก็รายล้อมไปด้วยกองกำลัง!
เล่าเจี้ยงมองไปที่ตั๋งโต๊ะอย่างฉงน สงสัยว่ากองกำลังเหล่านี้เป็นลิฉุยกับกุยกี ลูกน้องใต้บัญชาของอีกฝ่ายหรือเปล่า ทว่าตั๋งโต๊ะมองขุนพลพิทักษ์ด้วยความฉงนเช่นกัน
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะ กองกำลังเหล่านี้ไม่ใช่ของท่านหรือ?”
ตั๋งโต๊ะส่ายหัวปฏิเสธโดยตรง คนของลิฉุยกับกุยกีล้วนเป็นชนเผ่า ไม่มีทางแต่งตัวเช่นนี้
“ไม่ใช่ ท่านคิดว่ากองกำลังเหล่านี้เป็นของขุนพลพิทักษ์เสียอีก”
เล่าเจี้ยงปฏิเสธเช่นกัน เขาไม่มีกองกำลังอื่นแล้วจริง ๆ
“กองกำลังใต้บัญชาทั้งหมดของข้า แม่ทัพตั๋งโต๊ะได้เห็นไปเมื่อครู่แล้ว”
“แล้วกองกำลังพวกนี้มาจากไหน?”
ขณะที่ทั้งสองสับสนอยู่นั้น ก็เห็นธงใหญ่ชูขึ้นท่ามกลางขบวนทัพ บนนั้นเขียนว่าผู้ตรวจการมลฑลเป๊งจิ๋ว เต๊งหงวน!*[1]
“เต๊งหงวน!”
เล่าเจี้ยงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ดูเหมือนเพื่อจัดการเขา โฮจิ๋นไม่เพียงเรียกตั๋งโต๊ะมา แต่ยังเรียกเต๊งหงวนมาด้วย!
ตั๋งโต๊ะถามออกมาได้ “เต๊งหงวน เขามาทำอะไรที่นี่?”
ขุนพลพิทักษ์ถึงกลับเหลือบมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย และเอ่ยอย่างไม่พอใจ “แม่ทัพตั๋งโต๊ะมาทำอะไร เขาก็มาทำอย่างนั้น”
ตั๋งโต๊ะได้ยินก็รู้สึกอายอยู่ครู่หนึ่ง และไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่ขี่ม้าออกไปอยู่ด้านข้างอย่างเงียบ ๆ
เต๊งหงวนผู้นี้ซื่อสัตย์ ภักดี และรักชาติ เป็นวีรบุรุษโดยแท้ แต่ตอนนี้เล่าเจี้ยงมีโอรสสวรรค์ในอนาคตอยู่ด้วย ย่อมไม่เกรงกลัวอะไร จึงตะโกนเสียงดังใส่ทหารเหล่านี้ทันที “ผู้ตรวจการเต๊งอยู่ไหน?!”
เหล่าทหารไม่มีการตอบสนองใด ในหมู่ทหารตรงข้ามไม่มีใครสนใจเขาเช่นกัน
ตั๋งโต๊ะเห็นไม่มีใครสนใจเล่าเจี้ยงพูด ก็ยังยุยงอยู่ด้านข้าง “ ฮ่า ๆ ดูเหมือนผู้ตรวจการเต๊งจะไม่อยากเจอหน้าขุนพลพิทักษ์”
“ดูเหมือนคนไม่เห็นหัวข้าจะมีไม่น้อยจริง ๆ เอ้อร์ไหล”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเยาะตัวเอง แต่ไม่ได้โกรธมากนัก แค่เรียกเตียนอุยออกมา
ขุนศึกทวนคู่ไม่ได้อารมณ์ดีเท่าเล่าเจี้ยง เมื่อเห็นเต๊งหงวนที่อยู่ตรงข้ามไม่สนใจนายตัวเองก็ยิ่งขุ่นเคือง! ได้ยินเล่าเจี้ยงเรียกพอดี เตียนอุยที่ทราบดีว่าให้ทำอะไรก็พุ่งตรงไปอยู่หน้าขบวน พลางสูดหายใจอย่างแรง
“เต๊งหงวนอยู่ไหน!”
เสียงคำรามดั่งฟ้าร้องทำเอาหูเล่าเจี้ยงชา!
เห็นได้ชัดว่ากองทัพเป๊งจิ๋วไม่ได้เตรียมพร้อมใด ๆ เมื่อได้ยินเสียงดังสนั่นนี้ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมา
“ตะโกนทำบ้าอะไร! ไอ้น่าเกลียดนี้มาจากไหนกัน?”
เสียงคำรามหนึ่งดังมาจากขบวนทัพตรงข้ามอีกครั้ง เห็นกองทัพเป๊งจิ๋วแยกตัวออกอย่างช้า ๆ และมีขุนพลผู้หนึ่งควบม้าออกมาจากด้านใน
คนผู้นี้ทำให้เล่าเจี้ยงตกใจจนเบิกตากว้าง
ส่วนสูงเก้าฉื่อกว่า เอวคอดรับไหล่ผึ่งผาย โครงหน้าสง่างาม นัยน์ตาแวววาบ บนหัวสวมกว้านทองประดับมวยผม ห่มผ้าคลุมเสฉวนสีแดง สวมเกราะร้อยประดับหัวสัตว์ คาดเข็มขัดหัวสิงโต พกเกาทัณฑ์ใหญ่ มือถือทวนกรีดนภา หล่อเหลาน่าเกรงขามนัก
ลิโป้!?!*[2]
เล่าเจี้ยงอุทานในใจ ทั้งราชวงศ์ฮั่นตะวันออกคนแต่งตัวเวอร์วังเช่นนี้ ไม่มีใครอื่นนอกจากเขาแล้ว!
ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะได้เจอ ‘ขุนศึกอันดับหนึ่งแห่งยุคสมัย’ ปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเร็วขนาดนี้
ทั้งประวัติศาสตร์และวรรณกรรมบรรยายไว้ตรงกัน
‘คนเทพฟ้าประทาน’ คำจำกัดความคือไร้เทียมทาน!
“เมื่อครู่ใครตะโกน ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วรึ”
เสียงของลิโป้ไม่ได้ดังเท่าเตียนอุย ทว่ามีพลังสะเทือนใจผู้คน
“เจ้าหน้าอ่อน ว่าใครน่าเกลียด?”
เตียนอุยหรี่ตาลง ในชีวิตนี้เขาเกลียดคนอื่นด่าเขาว่าน่าเกลียดที่สุด โดยเฉพาะคนหล่ออย่างเจ้าหนุ่มตรงหน้านี่
ลิโป้พ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา ไม่สนใจเตียนอุยที่รูปร่างล่ำสันกว่าตัวเองเลยสักนิด กลับกันเขาแผ่รังสีดูหมิ่นออกมา
“ข้าเป็นคนพูดเองเจ้าคนน่าเกลียด แต่ข้าดูแคลนคำว่าน่าเกลียดนี้จริง ๆ แม้แต่คำว่าน่าเกลียดเจ้าก็ไม่คู่ควร!”
ลิโป้นั้นกล่าวเกินจริงไปมากทว่าตรงประเด็น เมื่อเทียบกับคนที่ทั้งสูงทั้งหล่อเช่นเขา บอกเตียนอุยว่าน่าเกลียดยังนับว่าเป็นคำชมแล้ว หากเล่าเจี้ยงโดนเองยังรู้สึกดีเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเตียนอุยไม่คิดอย่างนั้น ขุนศึกทวนคู่คิดว่าในใต้หล้านี้มีเพียงนายท่านเท่านั้นที่หล่อกว่าเขา คนอื่น ๆ ล้วนเทียบไม่ได้ โดนลิโป้เหยียดหยามเช่นนี้ เขาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“ไอ้หน้าอ่อน เจ้าเบื่อชีวิตแล้วสินะ”
“ฮ่า ๆ นานแค่ไหนแล้ว… นานแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่ได้ยินคำพูดเช่นนี้! เจ้าไม่ลองถามชาวหูที่อยู่นอกกำแพงดูเล่า ลองถามพวกเขาดูว่ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้ไหม!”
เตียนอุยไม่เชื่อเลยสักนิด กล้าถ่มน้ำลายออกมา
“ถุย ไอ้หน้าอ่อน เจ้าแค่คุยโวสินะ!”
“ไอ้น่าเกลียด ข้าว่าเจ้าคงเบื่อชีวิตแล้วสินะ”
ความอดทนของลิโป้มีจำกัด หากไม่คำนึงถึงฐานะของคู่ต่อสู้จะไม่กล้าลงมือสังหาร และเขาไม่ยอมให้เตียนอุยกล่าวเช่นนี้กับเขาเด็ดขาด!
“ข้าจะฆ่าเจ้า ไอ้หน้าอ่อน!”
เตียนอุยคำรามเสียงดัง พลางควบม้าตรงไปหาลิโป้ เมื่อมองจากดวงตาที่ลุกเป็นไฟของเขา เล่าเจี้ยงก็รู้ว่าเตียนอุยต้องระบายโทสะเสียหน่อยแล้ว
ประจวบเหมาะกับเล่าเจี้ยงอยากรู้ว่าลิโป้แข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่ จึงไม่ได้ห้ามลูกน้องตัวเอง
“มาได้เหมาะเลย!”
ลิโป้กู่ร้องคำราม ง้าวกรีดนภาในตำนานตวัดขึ้นฟ้าพุ่งเข้าโจมตีเตียนอุย!
[1] เต๊งหงวน (丁原) ผู้ตรวจการมลฑลเป๊งจิ๋ว เกิดในตระกูลยากจน ลือชื่อเรื่องกล้าหาญและขี่ม้าเก่งยิงเกาทัณฑ์แม่น เดิมเป็นนายอำเภอที่มีความรับผิดชอบสูง แม้ต้องเผชิญหน้ากับอาชญากรและโจรป่าก็จะออกหน้าเสมอ ในที่สุดเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการมลฑลเป๊งจิ๋ว เมื่อเขาได้พบกับลิโป้ ความสามารถด้านการรบของนักรบหนุ่มนั้นได้สร้างความประทับใจให้กับเต็งหงวนอย่างมาก จึงแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทหารคนสนิทและรับเป็นบุตรบุญธรรมของตน
[2] ลิโป้ (吕布) ขุนศึกที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดในราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เป็นนักรบที่แทบจะไร้เทียมทาน แต่ก็มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงหลายอย่าง โหดเหี้ยม หุนหันพลันแล่น และไร้คุณธรรม ทั้งยังทรยศเจ้านายมาหลายคน สามก๊กฉบับวรรณกรรมยกให้เขาเป็นสามีของเตียวเสี้ยน แสงจันทร์หลบโฉมสุดา หนึ่งในสี่ยอดพธู