พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 292 การประมือกันครั้งแรกของเตียนอุยกับลิโป้
บทที่ 292 การประมือกันครั้งแรกของเตียนอุยกับลิโป้
เตียนอุยกับลิโป้ล้วนเป็นขุนศึกชั้นแนวหน้าแห่งยุคสมัย ทั้งสองต่างสูงเก้าฉื่อ ทว่าเตียนอุยมีร่างกายล่ำสันกว่าหน่อย เหมือนหอคอยเหล็กก็ไม่ปาน
แม้ลิโป้ไม่แข็งแกร่งเท่าเตียนอุย แต่นอกจากเตียนอุยก็ไม่มีใครมีพละกำลังเหนือกว่าเขาอีกแล้ว ต้องรู้ว่าเตียนอุยถึงขนาดแข็งแกร่งกว่าเล่าเจี้ยงที่มีความรู้ของเทรนเนอร์และลำบากฝึกฝนมาสิบกว่าปีอยู่มาก หากเทียบกับคนอื่น ลิโป้ก็คืออันดับหนึ่ง
ทั้งสองควบม้าทะยานเข้าหาอีกฝ่ายพร้อมกัน มองจากอานุภาพนี้ เพียงพอจะเห็นได้ว่าทั้งสองไม่มีใครออมมือให้ใคร ขณะเดียวกันเตียนอุยก็กวัดแกว่งทวนคู่ เพราะคงอยากจะจัดการอีกฝ่ายในคราวเดียว
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!!
เสียงกระทบดังสนั่น ทวนคู่ปะทะง้าวกรีดนภาจนเกิดประกายไฟ
หากมองแค่กระบวนท่าเปิดตัว ทั้งสองต่างมีฝีมือพอ ๆ กัน ทว่าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแยกออกไป ตรงข้ามอาวุธยังประสานกันแน่น ทั้งสองต่างบดขยี้อีกฝ่ายด้วยกำลัง
ไม่ว่าจะเป็นลิโป้หน้าขาวเกลี้ยงเกลาหรือเตียนอุยหน้าดำคล้ำตอนนี้เปื้อนไปด้วยเลือดคั่งแดงฉาน ในแววตาทั้งสองคนหาใช่แค่โกรธเกรี้ยว ยังมีความรู้สึกประทับใจด้วย
นับตั้งแต่เตียนอุยเกิดมา ในด้านพละกำลังไม่เคยมีใครเทียบกับเขาได้มาก่อน ติดตามเล่าเจี้ยงออกรบมาหลายปี ทวนคู่เปื้อนเลือดนับไม่ถ้วน ก็ไม่เคยเจอคนที่ทำให้เขาทึ่งในพละกำลังได้!
หากกล่าวถึงวรยุทธ์ เตียนอุยไม่กล้าคุยโว ด้วยฮองตงหรือจูล่งก็ล้วนสามารถข่มขวัญเขาได้ ทว่าหากกล่าวถึงพละกำลัง เตียนอุยไม่ได้โม้ ทั้งจวนแม่ทัพหลังไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้!
ลิโป้ก็เช่นกัน เขาที่เกิดในอำเภอจิ่วหยวนไปมาหาสู่กับชาวหูมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นก็มักจะประมือกับชาวหูบ่อย ๆ สุดท้ายก็ได้ฉายาขุนศึกผงาดฟ้ามาจากฝีมือการควบม้ายิงธนู
เขาหยิ่งผยองมากกว่าเตียนอุย ไม่ว่าจะวรยุทธหรือพละกำลังก็ล้วนไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา ถึงขนาดถือตัวว่าเก่งที่สุดในใต้หล้า วันนี้การปรากฏตัวของเตียนอุยก็ทำให้เขาประหลาดใจมากจริง ๆ!
“ไอ้หน้าอ่อน… ย้ากก!”
เตียนอุยไม่อยากประลองกำลังอีกต่อไป เขามีทวนคู่ย่อมยืดหยุ่นมากกว่าลิโป้ จึงเริ่มยกมือสลับกันการโจมตีแล้วสวนคืนทันควัน
ด้านหนึ่ง ลิโป้ต้องต้านทวนเดียวที่โจมตีลงมาอย่างต่อเนื่องของเตียนอุย อีกด้านหนึ่งต้องสกัดกั้นทวนอีกอันที่กระแทกลงมาซ้ำ จึงดูขัดเขินไม่เป็นกระบวนทันที
เตียนอุยคว้าโอกาสไว้ เหวี่ยงทวนทุบลงไปมากกว่าสิบครั้งในเวลาไม่กี่อึดใจ แต่น่าเสียดายคู่ต่อสู้ไม่ได้พ่ายอย่างที่เขาคิดไว้ ยังคงยืนหยัดต่อต้านอย่างสุดกำลังดั่งขุนเขา
แย่แล้ว เจอคู่ต่อสู้แล้ว!
เตียนอุยแอบคร่ำครวญในใจ เขาไม่ใช่คลื่นทะเลที่สาดซัดได้ตลอดเวลา พละกำลังย่อมมีจำกัด การกวัดแกว่งโจมตีไปสิบกว่าครั้งในพริบตา ทำให้สูญเสียกำลังส่วนใหญ่ไป ประกอบกับแรงสะท้อนกลับของการเหวี่ยง ทำให้มือชาไปหมด
ทว่าเตียนอุยไม่กล้าหยุดสักนิด ยังคงระดมเหวี่ยงทวนต่อไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะรู้เมื่อตัวเองหยุด ลิโป้จะลุกขึ้นมาได้ทันที!
ลิโป้ที่ยืนหยัดป้องกันการโจมตีก็สูญเสียกำลังไปเช่นกัน ทว่าน้อยกว่าเตียนอุยมากโข
เมื่อรู้สึกว่าน้ำหนักมือคู่ต่อสู้เริ่มอ่อนลงเรื่อย ๆ ขุนศึกผงาดฟ้าค่อย ๆ แสยะยิ้ม เขารู้อีกว่าไม่นานเตียนอุยต้องหมดแรงแน่ ถึงตอนนั้นจะเป็นทีโต้กลับของเขา
น่าเสียดาย แผนการสมบูรณ์แบบกลับไม่ทันได้แสดง เพราะเกิดเหตุการณ์พลิกผัน!
คนขี่รับไหว แต่ม้าศึกของลิโป้ไม่สามารถรับแรงมหาศาลอย่างต่อเนื่องได้ ขาทั้งสองจึงหัก ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น
“แย่แล้ว!”
ลิโป้ตะโกนเสียงดัง เขาไม่ทันเตรียมใจจึงสูญเสียการทรงตัวทันที จนพลัดตกจากหลังม้า
เตียนอุยจะพลาดโอกาสดี ๆ เช่นนี้ไปได้อย่างไร? เขาเหวี่ยงทวนใหญ่ขึ้น หมายจะผ่าคู่ต่อสู้ออกเป็นสองท่อน!
แม้ลิโป้จะตอบสนองทันทีและพลิกกลับอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังน่าเสียดายที่มันสายเกินไป!
ทวนใหญ่เหวี่ยงมาถึงตรงหน้าแล้ว แค่ลมหายใจเดียวก็สามารถสับหัวลิโป้ออกเป็นสองท่อนได้
ขณะที่ขุนศึกผงาดฟ้าสิ้นหวังอยู่นั้น ก็มีเสียงสองเสียงดังมาจากทั้งสองฝ่าย
“หยุด!”
“เอ้อร์ไหล!”
ทวนใหญ่แตะโดนผิวกายลิโป้แล้ว ถึงขั้นรอยเลือดไหลออกมาเล็กน้อย
สุดท้ายทวนใหญ่ก็หยุดลง ไม่ใช่เพราะเสียงห้าม แต่เป็นเพราะเสียงเรียกของเล่าเจี้ยง
ขุนพลเตียนอุยผู้นี้ไม่ใช่โจรเตียนอุยจากอำเภอจี๋อู่อีกต่อไป เขาติดตามเล่าเจี้ยงมาหลายปี ย่อมมีพาลมีเกเรบ้างเพราะความเอ็นดูของเจ้านาย ทว่าในเวลาสำคัญ ก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับขุนพลพิทักษ์เลย ขอเพียงเล่าเจี้ยงสั่ง เขาสามารถสู้โดยไม่สนถึงความเป็นตายได้! และจะหยุดอาวุธตัวเองทันทียามที่เล่าเจี้ยงตะโกนสั่งหยุด!
“ไอ้หน้าอ่อน เจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะความเมตตาจากนายข้า!”
พูดจบเตียนอุยก็ไม่สนใจลิโป้อีก ตะบึงม้าตรงกลับเข้าขบวนทันที
ลิโป้ย่อมไม่ยินยอม ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะม้าศึก คนที่แพ้ไม่มีทางเป็นตัวเองแน่นอน
ตึง!!
ขุนศึกผงาดฟ้าทำได้เพียงทุบพื้นอย่างแรงจนเกิดฝุ่นคละคลุ้งแทนการระบายความโกรธ
“เฟิ่งเซียน เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบกว่าควบม้าออกมาจากกองทัพเป๊งจิ๋ว และเข้าไปหาลิโป้ด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“พ่อบุญธรรม ข้าไม่เป็นไร หากไม่ใช่เพราะม้าศึกเหนื่อยล้า ไอ้คนน่าเกลียดนั้นไหนเลยจะชนะข้าได้!”
“เอาเถิด เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อน ทางนี้ข้าจะจัดการเอง”
ชายวัยกลางคนปลอบใจลูกบุญธรรมตัวเองเสร็จ ก็ก้าวไปข้างหน้ากุมมือคำนับเล่าเจี้ยง
“ข้าน้อยเต๊งหงวน ผู้ตรวจการมณฑลเป๊งจิ๋ว ไม่ทราบว่าท่านคือขุนพลพิทักษ์เล่าเจี้ยงหรือไม่?”
“ใช่แล้ว ข้าคือเล่าเจี้ยง ผู้ตรวจการเต๊งช่างพบตัวยากจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ทว่ายังคงถากถางเหน็บแนม
“มิกล้า ๆ เมื่อครู่ข้าน้อยอยู่ข้างเมืองลกเอี๋ยง ได้ยินเสียงตะโกนเรียกของขุนพลพิทักษ์จึงรีบออกมา”
ท่าทางของเต๊งหงวนนอบน้อมมาก เขาเอาแต่กุมมือขอโทษไม่หยุด แต่เล่าเจี้ยงรู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจแน่นอน เพราะตอนลิโป้กับเตียนอุยสู้กัน เต๊งหงวนก็อยู่ในขบวนทัพแล้ว และไม่มีความตั้งใจจะเข้ามาหยุดด้วย
“ผู้ตรวจการเต๊งไม่อยู่แคว้นเป๊งจิ๋ว แต่กลับนำทัพมาลกเอี๋ยง ต้องการอะไรกันแน่?”
เล่าเจี้ยงสูญเสียความประทับใจต่อเต๊งหงวนไปหมดแล้ว สำหรับคนใกล้ตายผู้นี้ย่อมไม่มีมารยาทด้วย
“ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากแม่ทัพใหญ่ ให้นำกองทัพเป๊งจิ๋วสามหมื่นนายมายังลกเอี๋ยง ไม่ทราบว่าแม่ททัพใหญ่อยู่ที่ไหนหรือ?”
ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็เข้าใจว่าโฮจิ๋นนี่ไม่ได้ประเมินเขาต่ำไปเลยจริง ๆ ก่อนอื่นก็ให้หันซุยบุกฮั่นต๋งเบี่ยงเบนความสนใจตัวเอง จากนั้นเรียกตั๋งโต๊ะกับเต๊งหงวนมาเมืองหลวง เมื่อสองคนนี้รวมกันก็จะมีกองกำลังแปดหมื่น บวกกับพลองครักษ์หลวงของโฮจิ๋นอีกสองหมื่น ก็จะมีกองกำลังแสนนายเต็ม!
ต่อให้เล่าเจี้ยงอวดดีแค่ไหน ก็ไม่กล้าพูดว่าสามารถต้านทานกองทัพแสนคนด้วยทหารใหม่หนึ่งหมื่นหกพันนายกับทหารม้าหมื่นนายได้ ยิ่งไปกว่านั้นกองทัพของตั๋งโต๊ะกับเต๊งหงวนมักจะต่อกรกับพวกชนเผ่าบ่อย ๆ กำลังรบต้องไม่ธรรมดาแน่
เสียงหัวเราะหนึ่งดังขึ้นขัดความคิดของเล่าเจี้ยง เป็นตั๋งโต๊ะที่หัวเราะเยาะเต๊งหงวน!
“เฮ้อ… ผู้ตรวจการเต๊งเอ้ย เจ้ายังกล้าเอาโฮจิ๋นมาสร้างภาพอยู่อีกหรือ? แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นกับขุนพลทหารม้ารถศึกโฮเบี้ยวก่อกบฏจนถูกประหารไปแล้ว! หากตอนนี้เจ้ายังยึดติดกับพวกเขา นั่นหมายความว่าเจ้าสมรู้ร่วมคิดก่อกบฏด้วยใช่หรือไม่”
คนฟังเบิกตาโพลง “อะไรนะ! แม่ทัพใหญ่ตายแล้ว!?”