พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 302 เต๊งหงวนท้ารบ
บทที่ 302 เต๊งหงวนท้ารบ
นอกเมืองลกเอี๋ยง ณ ค่ายทหารของตั๋งโต๊ะ
หลังจากตั๋งโต๊ะกล่าวลากับเล่าเจี้ยงแล้วก็ไม่รอช้า ตรงกลับไปที่ค่ายของตัวเอง
ส่วนค่ายของเต๊งหงวนอยู่ไม่ไกลกันมากนัก เห็นความระส่ำระสายในค่ายตั๋งโต๊ะได้ชัดเจน เชื่อว่าอีกไม่นาน พวกเขาก็จะยกทัพมาประจันหน้ากันแล้ว
“ทุกท่าน วันนี้ในพระราชวังหย่งเล่อ เจ้าเต๊งหงวนอาศัพกองกำลังในมือไม่กี่หมื่นคนต่อต้านข้าอย่างองอาจเปิดเผย ทั้งยังประณามเต็มที่ ตราหน้าข้าว่าเป็นคนทรยศ และต้องการนำทัพมาปราบข้า!”
ตั๋งโต๊ะที่เดิมทีอารมณ์ดีเพราะคำสัญญาของเล่าเจี้ยง กลับเกรี้ยวกราดขึ้นมาในพริบตาเมื่อนึกถึงเรื่องเต๊งหงวนในตำหนัก
“นายท่าน กองกำลังสามหมื่นนายของเต๊งหงวนหาใช่กระจอกงอกง่อย หากพวกเราต่อสู้กับเขา แม้จะชนะ ก็เป็นชัยชนะที่น่าสลดใจแน่นอน จะดูถูกคู่ต่อสู้ไม่ได้”
ลิยูตกใจมาก ตอนเช้ายังดี ๆ อยู่เลย ไยกลับมาถึงเปิดศึกกับเต๊งหงวนได้
“เหวินโหยว ตอนนี้หาใช่เราเป็นอันธพาลใส่คนอื่น เป็นคนอื่นที่ยกทัพมาปราบโจรก่อน ปราบโจรน่ะเข้าใจไหม? มันตราหน้าเรากลายเป็นโจรชั่วไปแล้ว!”
เดิมตั๋งโต๊ะขุ่นเคืองมากอยู่แล้ว ได้ยินลิยูกล่าวเช่นนี้อีก ยิ่งเดือดดาลเข้าไปใหญ่ จึงระบายโทสะออกมาโดยตรง
“นายท่านโปรดระงับความโกรธก่อน ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น นายท่านถามทางขุนพลพิทักษ์แล้วหรือยังว่าจะสนับสนุนเราได้หรือไม่”
เห็นตั๋งโต๊ะส่ายหัว ลิยูก็รู้สึกสะท้านทันใด ในหัวมีคำหนึ่งปรากฏขึ้นมา
นกกระยางสู้กับหอยกาบ ชาวประมงกลับได้ผลประโยชน์ *[1]
“นายท่าน เรื่องนี้มีลับลมคมในหรือไม่? โปรดอย่าตกหลุมพรางเด็ดขาด กองกำลังของเรากับเต๊งหงวนห่างกันไม่มาก เมื่อทั้งเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ต้องบอบช้ำกันทั้งสองฝ่ายแน่นอน ถึงตอนนั้น…”
ลิยูไม่ได้กล่าวต่อ กระนั้นตั๋งโต๊ะก็เข้าใจ กุนซือพ่วงตำแหน่งลูกเขยก็แค่กังวลว่าเล่าเจี้ยงจะฉวยโอกาสนี้ขึ้นมาเป็นใหญ่
“เหวินโหยว คราวนี้เจ้าคิดมากไปจริง ๆ ตระกูลอ้วนสนับสนุนหองจูเปียน ข้าสนับสนุนหองจูเหียบ เต๊งหงวนจึงขัดแย้งกับข้าด้วยเหตุนี้ และช่วงเวลานั้นเล่าเจี้ยงไม่ได้อยู่ในพระราชวังหย่งเล่อ เช่นนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแน่นอน”
แม้ตั๋งโต๊ะจะอธิบายแบบนั้นก็ไม่ได้ทำให้ลิยูวางใจ ฟังจากคำพูดนายท่านแล้วเหมือนว่าจะตั้งใจจะรับศึกครั้งนี้ไว้เต็มที่
“นายท่าน ถึงกระนั้นเราก็ไม่ควรมีความขัดแย้งกับเต๊งหงวน เต๊งหงวนสนับสนุนตระกูลอ้วนอย่างเปิดเผย เกรงว่าทั้งสองคงสมรู้ร่วมคิดกันมานานแล้ว ตอนนี้สถานการณ์ไม่ชัดเจน เราควรรักษากำลังของเราไว้”
ตั๋งโต๊ะมีสีหน้าขรึมลง และจ้องมองลิยูด้วยความโกรธขึ้นหน้า
“ข้าจะพูดอีกครั้ง เป็นเต๊งหงวนต้องการโจมตีเรา ไม่ใช่ข้าโจมตีเต๊งหงวน หรือจะให้ข้าอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้มันจับตัวไป?”
“อีกอย่าง แม้เล่าเจี้ยงจะไม่สามารถส่งกองกำลังมาช่วยเราได้โดยตรง แต่เขาสัญญาว่าจะขวางตระกูลอ้วนให้เรา และเขายังสัญญาด้วยว่าหลังจากตีเต๊งหงวนแตกพ่าย กองทัพเป๊งจิ๋วจะเป็นของเรา”
ลิยูหดหู่ยิ่งนัก ในใจเอาแต่ตำหนิตั๋งโต๊ะไม่หยุด ข่าวสำคัญเช่นนี้ไม่บอกให้เร็ว ๆ ต้องให้พูดอะไรที่ไม่เอื้อประโยชน์ และชักนำทำให้เขาวิเคราะห์ผิดพลาด
“นายท่าน ไม่ต้องกลัวเต๊งหยวน เมื่อเขามา ให้เขาได้รู้ว่าทหารม้าแห่งเสเหลียงเราแข็งแกร่งแค่ไหน”
ชายร่างกำยำคนหนึ่งลุกขึ้นมาคือลิฉุย แม่ทัพเสเหลียงที่นำกองทหารเก่าของตั๋งโต๊ะมาสนับสนุน
“ใช่แล้ว! หากเต๊งหงวนกล้ามารนหาที่ตายจริง ไม่ต้องให้นายท่านออกโรง เราสองคนเด็ดหัวเขาได้ง่ายเหมือนเอามือล้วงไปหยิบของในกระเป๋า”
ชายร่างสูงใหญ่อีกคนหนึ่งเดินออกมา ดวงหน้าเปี่ยมด้วยความดุร้าย เป็นขุนพลของตั๋งโต๊ะที่มีชื่อเสียงพอ ๆ กับลิฉุย นามว่ากุยกีนั่นเอง
“ดี! สมกับเป็นขุนพลของข้า”
นานป่านนี้แล้ว ในที่สุดตั๋งโต๊ะก็ได้ยินคำพูดน่าพอใจ
ตั๋งโต๊ะรู้ดีว่าลิยูเป็นคนรอบคอบ ทว่าระมัดระวังเรื่องหยุมหยิมเกินไปก็ทำให้เขารำคาญเล็กน้อย ดังนั้นเทียบกันแล้ว ตั๋งโต๊ะชอบขุนพลทั้งสองของเขาอย่างลิฉุยกับกุยกีมากกว่า
กล่าวถึงลิฉุยกับกุยกี จำต้องเริ่มจากบ้านเกิดของพวกเขา คือเมืองจางเย่ แคว้นเลียงจิ๋ว
เมืองจางเย่อยู่ทางมลฑลซีเป่ย และยิ่งใกล้ทิศตะวันตกมากกว่าเมืองอู่เว่ย เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านของเส้นทางสายไหม อยู่ติดกับชายแดน เป็นที่ที่ชาวหูและฮั่นปะปนกันไป ทั้งยังมีชนเผ่าเซียนเปยและซยงหนูติดอยู่ด้านข้าง ทำให้สถานการณ์ที่นี่สลับซับซ้อน
นับตั้งแต่พระเจ้าฮั่นฮวนเป็นต้นมา ชาวหูในเลียงจิ๋วก่อกบฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ราชสำนักมีอำนาจควบคุมสี่หัวเมืองได้แก่ เมืองจางเย่ เมืองจิ่วฉวน เมืองตนหวัง และเมืองซีไห่ ลดลงเรื่อย ๆ และจวนจ่างสือเขตภูมิภาคตะวันตกมีแต่ชื่อทว่าตัวตายไปแล้ว!
นี่ยังทำให้กองกำลังใหม่ลุกผงาดขึ้นมา นั่นคือกองโจรอาชา
ลิฉุยกับกุยกีล้วนมีภูมิหลังมากับกองโจรอาชา และต่างก็มีอิทธิพลไม่น้อย ต่อมาพวกเขาทั้งหมดเข้าร่วมกับตั๋งโต๊ะด้วยความบังเอิญ ในประวัติศาสตร์ทางการทหาร ตั๋งโต๊ะก่อกรรมทำชั่วสารพัด ส่วนลิฉุยกับกุยกียิ่งมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไม่แพ้กัน ซึ่งไม่ใช่ในด้านความสามารถในการรบ แต่เป็นด้านนิสัยใจคอ
กองพลหมีทะยานค่อนข้างมีชื่อเสียงกระฉ่อนในกองทัพตั๋งโต๊ะ ผู้บัญชาการคือลิฉุยกับกุยกี โดยรากฐานของกองพลนี้มาจากความเกรียงไกรที่ทั้งสองได้มาจากตอนเป็นกองโจรอาชา
ทว่าลิฉุยกับกุยกีหาใช่คนธรรมดา ทักษะทางทหารของพวกเขาความจริงนั้นไม่ได้แย่เลย ยิ่งมีขุนนางที่ปรึกษาเล่าไง้*[2]ประเมินค่าลิฉุยกับกุยกีไว้สูง คิดว่ามีความสามารถในการใช้ทหารในการรบสูงกว่าพยัคฆ์ร้ายซุนเกี๋ยนแล้วด้วย!
“รายงาน!”
เสียงเร่งรีบดังมาจากด้านนอกกระโจม ทหารวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก และคุกเข่าลงกับพื้น
“นายท่าน เต๊งหงวนนำทัพมาสาปแช่งอยู่นอกค่าย และพ่นวาจาหยิ่งผยองให้นายท่าน…”
ทหารเอาแต่คอยสังเกตอารมณ์ของตั๋งโต๊ะ คิดไปคิดมาก็ยังไม่กล่าวออกมา
“ว่าอะไร? เจ้าพูดมาเลย ข้ายกโทษให้เจ้า!”
แม้จะได้รับการอนุญาตจากตั๋งโต๊ะ แต่ทหารยังคงก้มหน้าไม่กล้าพูด ถึงอย่างไรเขาเคยเห็นตั๋งโต๊ะระบายความโกรธใส่พวกเขากับตามาก่อน
“พูดมาเร็วสิ หากไม่พูดข้าจะสับเจ้าเสีย!”
ทหารตกใจไปกับเสียงโกธาจนตัวสั่นเทา พลางคร่ำครวญในใจว่าวันนี้คงหลบไม่พ้นถูกทุบตีสาหัสแน่!
“เต๊งหงวนตะโกนด่าอยู่นอกค่ายว่า… ไอ้… ไอ้โจรเฒ่าตั๋งโต๊ะ… รีบดาหน้าออกมาตายเสีย!”
ตั๋งโต๊ะได้ยินโกรธเกรี้ยวทันใด ไม่นึกเลยว่าเต๊งหงวนจะหยิ่งผยองขนาดนี้ กลับรนหาที่มาตะโกนด่าอยู่หน้าประตูค่าย
“เฮอะ! ไอ้สารเลวเต๊งหงวน ข้าว่าเขาคงเบื่อที่จะมีชีวิตแล้ว!”
ไม่คิดเลยว่าลิฉุยที่อยู่ด้านข้างจะแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้าอย่างฉับพลัน
“ฮ่า ๆ ๆ นายท่านจะโมโหไปไย เต๊งหงวนกล้ามาที่นี่ นั่นไม่เป็นการโยนตัวเองเข้าไปในกับดักหรอกหรือ? แม้ฆ่าเขาตอนนี้ คนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าว่าอะไร”
“ถูกต้อง! เต๊งหงวนมาที่นี่ก่อนประหยัดเวลาให้เราไม่ต้องไปหาเขา นายท่าน ข้าน้อยขออาสาออกรบ!”
กุยกียังเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ สำหรับคนที่มาจากกองโจรอาชา ไร้สงครามก็ไร้ประโยชน์!
“ได้! ข้ามีแม่ทัพทุกท่านอยู่ ไยต้องกลุ้มว่าเต๊งหงวนล่มสลายด้วยเล่า ถ่ายทอดคำสั่ง เรียกระดมพล ออกค่ายรบกับเต๊งหงวน!”
ได้ยินน้ำเสียงเนิบนาบของตั๋งโต๊ะ ในที่สุดทหารก็โล่งอก และแอบรู้สึกโชคดีที่รอดมาได้
“รีบไปถ่ายทอดคำสั่งสิ! มัวอึ้งอยู่ทำไม!”
ตั๋งโต๊ะตะคอกเสียงดัง พลางเตะทหารออกไป และเร่งให้ถ่ายทอดคำสั่งอีกครั้ง
สุดท้ายทหารผู้น่าสงสารก็มิอาจหลบหนีภัยไปได้ จึงทำได้แค่กลั้นความคับข้องใจใหญ่หลวงนี้ไว้และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
นอกค่ายของตั๋งโต๊ะ เต๊งหงวนระดมพลนับหมื่น คือกองทัพหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วที่เขาภาคภูมิใจนั่นเอง!
กองทัพหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วผ่านสงครามมายาวนาน แม้แต่ทหารม้าชนเผ่าเซียนเป่ยที่ขึ้นชื่อในด้านความดุร้าย ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋ว
หมาป่าถือเป็นสัตว์ที่ชนเผ่าเร่ร่อนในทุ่งหญ้าคิดว่าดุร้ายที่สุด ถึงขนาดถูกมองว่าเป็นเสาหลักประจำถิ่นด้วยซ้ำ แต่กองทหารม้าเป๊งจิ๋วก็อาศัยความแข็งแกร่งอันยอดเยี่ยมรับสมญานามกองทัพหมาป่ามา!
[1] นกกระยางสู้กับหอยกาบ ชาวประมงได้ประโยชน์ (鹬蚌相争渔翁得利) ความหมายว่า สองฝ่ายที่ต่อสู้กันต่างมีแต่เสียกับเสีย แต่กลับให้ฝ่ายที่สามกอบโกยผลประโยชน์ไป
[2] เล่าไง้ (刘艾) ขุนนางและบัณฑิตผู้เขียน ‘บันทึกจักรพรรดิแซ่เล่าแห่งราชวงศ์ฮั่น’ และ ‘บันทึกของจักรพรรดิซีอานแห่งฮั่น’ จำนวนหกเล่ม