พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 301 คนสองคนแลกกับกองกำลังสามหมื่นนาย
บทที่ 301 คนสองคนแลกกับกองกำลังสามหมื่นนาย
แน่นอนว่าตั๋งโต๊ะไม่กลัว สิ่งที่เขากลัวคือหลังจากเขากับเต๊งหงวนตัดสินแพ้ชนะแล้วจะจบลงด้วยการบอบช้ำทั้งสองฝ่าย จึงได้รีบดึงเล่าเจี้ยงมาฝ่ายตนด้วย
“ใช่ว่าข้ากลัวเขา แต่เจ้าบ้านี่สมรู้ร่วมคิดกับตระกูลอ้วน! ตระกูลอ้วนมีรากฐานมั่นคง หากไม่ได้รับการสนับสนุนเช่นนี้ เต๊งหงวนจะริอ่านโอหังเช่นนี้ได้อย่างไร”
ในจุดนี้เล่าเจี้ยงเดาได้เช่นกัน ไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ยินข่าวอ้วนเสี้ยวเข้าออกค่ายกองทัพเป๊งจิ๋วไม่น้อยเลย
“แล้วแม่ทัพตั๋งโต๊ะหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าหวังว่าขุนพลพิทักษ์จะร่วมมือโจมตีเมืองเป๊งจิ๋วกับข้า ถอนกำลังช่วยเหลือของตระกูลอ้วนให้สิ้น หากแค่ข้าคนเดียว คงจัดการไม่ได้จริง ๆ”
ตั๋งโต๊ะไม่มีอ้อมค้อมบอกไปตรง ๆ ว่าเจ้ากับข้าต้องร่วมมือกันโจมตี ไม่งั้นข้าก็ไม่ยุ่ง
เล่าเจี้ยงยิ้มเยาะ
ตั๋งโต๊ะผู้นี้ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว!
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะเชิญตามสบาย ไยไม่ไปลองคุยกับเต๊งหงวนดูเล่า”
ขณะกล่าวเล่าเจี้ยงยังทำท่าผายมือด้วย จวบจนตอนนี้ตั๋งโต๊ะก็ยังบังอาจกดดันเขา ฉะนั้นจะปล่อยให้อีกฝ่ายสมปรารถนาได้อย่างไร
“ขุนพลพิทักษ์อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น!”
ตั๋งโต๊ะรีบก้าวไปข้างหน้าขวางเล่าเจี้ยงที่กำลังจะจากไป ไม่แน่ตอนนี้เต๊งหงวนอาจจะไปจัดกองกำลังแล้วก็ได้ เขาต้องได้รับการสนับสนุนจากขุนพลพิทักษ์เท่านั้น
“ขุนพลพิทักษ์ ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริง ๆ!”
“เช่นนั้นแม่ทัพตั๋งโต๊ะหมายถึงอะไร?”
“ขุนพลพิทักษ์ ใช่ว่าข้าไม่เคยบ่นกับท่านแม่ทัพ ในกองกำลังสามหมื่นคนของเต๊งหงวน มีทหารม้าอยู่หมื่นนาย ที่เรียกขานกันในชื่อทหารหมาป่า*[1] แห่งเป๊งจิ๋ว พวกเขามักจะต่อสู้กับชาวหูนอกกำแพงเมืองบ่อยครั้ง บวกกับตระกูลอ้วนสนับสนุนอย่างลับ ๆ ข้ากลัวจะพ่ายแพ้ จึงมาขอความช่วยเหลือจากขุนพลพิทักษ์”
ท่าทางตั๋งโต๊ะดูตึงเครียดมาก วาจาที่กล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง กองทัพเป๊งจิ๋วไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด ตรงข้ามกัน นับว่าแข็งแกร่งยิ่งยวด
ในประวัติศาสตร์ หลังจากตั๋งโต๊ะเข้ายึดกองทัพอุทยานทิศประจิมกับหน่วยองครักษ์หลวงของโฮจิ๋น ก็ไปเผชิญหน้ากับเต๊งหงวนอย่างไม่ประมาท สุดท้ายสามารถสังหารเต๊งหงวนได้ด้วยการซื้อตัวลิโป้
ลิโป้สามารถครองตำแหน่งในใจกองทัพเสเหลียงที่มีความสลับซับซ้อนได้ เพราะกุมกองทัพเป๊งจิ๋วไว้ในกำมือเท่านั้น! ส่วนต่อมาทรยศตั๋งโต๊ะ ยกทัพตีเมืองไปทั่ว สุดท้ายขโมยเมืองสวีโจว ล้วนแล้วแต่อาศัยกองทัพเป๊งจิ๋วใต้บังคับบัญชาทั้งนั้น
เล่าเจี้ยงเองกระจ่างในเรื่องนี้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะส่งทหารไปช่วยตั๋งโต๊ะ กลับกัน… เขายังจะตัดชิ้นเนื้อออกจากร่างตั๋งโต๊ะด้วย!
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะ ข้าอยากช่วยแต่จนปัญญาจริง ๆ เมื่อครู่ในตำหนักท่านก็ได้ยินแล้ว ข้าแจ้งขุนนางทุกคนแล้วว่าข้าเป็นแค่ขุนพลพิทักษ์ หาใช่แม่ทัพใหญ่ ไม่มีสิทธิ์สั่งกองกำลังในใต้หล้าได้”
“หากข้าส่งทหารไปแทรกแซงพวกเจ้า คนอื่นจะว่าข้าอย่างไร? ต้องกล่าวหาข้าหวังอำนาจอย่างไร้ขีดจำกัดเป็นแน่! หากร้ายแรงหน่อย ก็จะกล่าวหาว่าข้าอยากเป็นแม่ทัพยึดอำนาจ และกำจัดผู้ที่ไม่เห็นด้วย”
อย่างอื่นไม่ต้องกล่าวถึง ท่าทางลำบากใจของเล่าเจี้ยงนั้นชัดเจนมากจนทำให้ตั๋งโต๊ะเชื่อสนิทใจ
“ข้ารู้ว่าท่านแม่ทัพลำบากใจ แต่หากท่านแม่ทัพเห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ช่วยเหลือ ข้าก็มิอาจภักดีท่านได้อีกต่อไป!”
ตั๋งโต๊ะนึกเสียใจภายหลังแล้ว เมื่อครู่ในท้องพระโรง เขาแน่ใจว่าเล่าเจี้ยงจะช่วยเขาถึงได้ท้าทายเต๊งหงวนอย่างเสิบสาน หากรู้ว่าเล่าเจี้ยงจะปล่อยให้ตนเผชิญหน้าลำพัง คงไม่ล่วงเกินเต๊งหงวนมากขนาดนี้
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะไม่ต้องทำท่าทางเช่นนี้หรอก เอาแบบนี้ไหม หากแม่ทัพตั๋งโต๊ะเอาชนะเต๊งหงวนได้ ก็รับกองทัพเป๊งจิ๋วไว้ในครอบครองได้เลย… ว่าอย่างไร”
“จริงหรือ!?”
ดวงตาตั๋งโต๊ะเป็นประกาย หากรวบกองทหารของเต๊งหงวนได้ เสียสละไปสักหน่อยก็ถือว่าคุ้มค่า
ไม่เห็นกระต่าย ไม่ปล่อยเหยี่ยวจริง ๆ ตั๋งโต๊ะจะลงมือเมื่อเห็นเป้าหมายชัดเจนเท่านั้น ไม่เคยทำเรื่องที่ไม่ได้ผลประโยชน์เลย
เล่าเจี้ยงอดเยาะเย้ยในใจไม่ได้ อีกฝ่ายหรือก็ไม่รู้จักซ่อนมันไว้ ครั้นได้ยินรวบกองทัพเป๊งจิ๋วได้ก็แย้มยิ้มหน้าบานทันที
“คำพูดข้ามีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ ย่อมรักษาคำพูด ทว่า…”
นั่นปะไร… ว่าแล้วว่าเจ้าหนุ่มนี่ต้องไม่ใจดีขนาดนั้นแน่นอน
ตั๋งโต๊ะแอบสบถในใจ เขารู้ภายใต้ผืนฟ้านี้เรื่องดี ๆ ขนาดนั้นหรอก
“แต่อะไร? ขุนพลพิทักษ์โปรดชี้แจงให้ชัดเจน!”
“ง่ายมาก ข้าอยากได้คนสองคนในกองทัพเป๊งจิ๋ว ถึงตอนนั้นแม่ทัพตั๋งโต๊ะอย่าได้หักห้ามใจปล่อยไปไม่ได้”
คนสองคน?
คำขอนี้เหนือความคาดหมายของตั๋งโต๊ะจริง ๆ เขานึกว่าขุนพลพิทักษ์จะใช้โอกาสนี้กอบโกยผลประโยชน์เสียอีก
“ท่านอยากได้ลิโป้?”
หากมีสิ่งใดในกองทัพเป๊งจิ๋วสามารถเข้าตาเล่าเจี้ยงได้ ตั๋งโต๊ะนึกได้เพียงลิโป้เท่านั้น แต่วันนั้นลิโป้เกือบตายภายใต้ทวนของเตียนอุย ตนจึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ
“ไม่ ข้าไม่ต้องการขุนพลที่พ่ายแพ้เป็นลูกน้อง ในกองทัพเป๊งจิ๋วมีคนสองคนสนิทสนมกับข้า เดาว่าตอนนี้พวกเขาคงเป็นขุนพลหรือนายกองสักหน่วยหนึ่ง”
“แค่นี้หรือ?”
ตั๋งโต๊ะยังไม่อยากจะเชื่อว่าเล่าเจี้ยงเอ่ยคำขอที่ไม่นับเป็นอะไรเลย แค่คนกระจ้อยร่อยสองคน ต่อให้ไม่เอ่ยออกมาล่วงหน้า และมาขอกันทีหลัง ตั๋งโต๊ะรู้สึกว่าเขาจะไม่ปฏิเสธแน่นอน
“แค่นี้แหละ”
เล่าเจี้ยงพยักหน้ายืนยัน และยังรับปากกับตั๋งโต๊ะอีก
“หากตระกูลอ้วนกล้าสร้างปัญหา ข้าจะไปสกัดกั้นพวกเขาแทนแม่ทัพตั๋งโต๊ะเอง รับรองว่าท่านจะไม่ถูกกองกำลังใดแทรกแซง ว่าอย่างไร?”
“คำไหนคำนั้น! เมื่อถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่สองคนเลย จะยี่สิบคน สองร้อยคน ให้ขุนพลพิทักษ์เลือกเลย!”
ตั๋งโต๊ะตอบตกลงโดยไม่คิดทันที ต้องใช้คำว่า ‘ยินดีกับเรื่องคาดไม่ถึง’ มาบรรยายความรู้สึกเขาจึงจะเหมาะสมที่สุด
แต่ลืมนึกไปว่าบนโลกนี้มีเรื่องดี ๆ ที่ไหนกัน!
สิ่งที่ตั๋งโต๊ะกลัวที่สุดคือหลังจากตนเอาชนะเต๊งหงวนด้วยกำลังทั้งหมดแล้ว เล่าเจี้ยงจะนั่งกอบโกยผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง ถึงครานั้นกองกำลังเขาได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แต่เล่าเจี้ยงกลับรวบกองทัพเป๊งจิ๋วของเต๊งหงวนไว้ เท่ากับปัญหาหนึ่งมลายหายไป ปัญหาอีกหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนที่
ตอนนี้ตั๋งโต๊ะอาศัยกองกำลังครองตำแหน่งในราชสำนัก ทว่าเมื่อกองกำลังลดฮวบลง เช่นนั้นจากนี้ไปในลกเอี๋ยง ตั๋งโต๊ะ ได้เพียงพึ่งพาผู้อื่นแล้ว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอขอบคุณขุนพลพิทักษ์ ณ ที่นี้ด้วย”
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะไม่ต้องเกรงใจ ท่านแม่ทัพรีบกลับไปเตรียมตัวเถิด ข้าเห็นท่าทางกริ้วโกรธของเต๊งหงวน เกรงว่ายามนี้อาจจะจัดทัพแล้วก็เป็นได้”
ตั๋งโต๊ะไม่เสียเวลาอีก รีบกุมมืออำลาเล่าเจี้ยง กระนั้นรอยยิ้มบนริมฝีปากกลับไม่จางหายไปแม้แต่น้อย
“ในกองทัพเป๊งจิ๋วยังมีคนที่นายท่านสนใจด้วยหรือ?”
ปล่อยให้ตั๋งโต๊ะรวบเต๊งหงวนล้วนผ่านการหารือจากพวกเล่าเจี้ยงแล้ว นี่ไม่ได้ทำให้ซุนฮิวประหลาดใจ ทว่าความต้องการคนสองคนนั้นเหนือความคาดหมายจริง ๆ
“ใช่แล้ว สองคนนี้ตามเต๊งหงวนกับตั๋งโต๊ะไปก็เสียของ ข้าต่างหากถึงทำให้พวกเขาฉายแสงได้”
สำหรับสองคนนี้ ที่จริงแล้วเล่าเจี้ยงไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลย ถึงขนาดไม่อยู่ในแผนด้วยซ้ำ แต่แนวโน้มของสถานการณ์เหนือความคาดหมายของเขาไปไกลมากโขแล้ว การได้สองคนนี้มาไม่ใช่เรื่องเกินตัวอีกแล้ว!
แม้เล่าเจี้ยงจะพยายามควบคุมเขาอย่างเต็มที่แล้ว กระนั้นยังคงถูกซุนฮิวมองทะลุได้ถึงความรู้สึกเปรมปรีดิ์ได้
ไม่นานซุนฮิวก็เข้าใจ คนสองคนที่เล่าเจี้ยงสนใจ จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่
“นายท่านเก่งฉกาจในการดูคน ใต้ฟ้าเกรงว่ายากจะมีคู่ต่อสู้”
ซุนฮิวจำต้องทอดถอนใจอีกครั้ง คนอย่างฮองตง จูล่ง เตียนอุย และไทสูจู้ มีชาติกำเนิดต่ำต้อย กลับถูกเล่าเจี้ยง ค้นพบตั้งแต่เนิ่น ๆ และถูกคัดเลือกเข้าสู่กองทัพของตน โดยเฉพาะซิหลง ซุนฮิวยังนึกไม่ออกเลยว่าข้าราชการผู้น้อยของเมืองเหอตงคนนี้เข้าตานายท่านได้อย่างไร
ซุนฮิวยังทำความเข้าใจอย่างจริงจัง เล่าเจี้ยงไม่เคยไปเมืองเหอตง แม้แต่ตอนไปเยือนที่เมืองฮ่อปักก็ตาม
หากบอกว่าเหล่าบริวารถูกเล่าเจี้ยงค้นพบเพราะรูปร่างภายนอก เป็นต้นว่าเตียนอุย ทุกคนแค่ดูต่างก็รู้ว่าเขาเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง แล้วกาเซี่ยงที่เป็นกุนซือ ดูจากภายนอกไม่ออกเล่า? การค้นพบเขาไม่ทำให้ผู้คนตกตะลึงเลยหรือ
ซุนฮิวรู้กระจ่างดี ว่านายท่านอุตสาหะสรรหาสถานการณ์ดึงตัวกาเซี่ยงมาทีละน้อย ๆ จนในที่สุดก็ได้โอกาสขอเขามาจากลิยู สาเหตุที่สามารถทำให้เล่าเจี้ยงยอมทุ่มเทเสียแรงกายแรงใจไปมากมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือยอมรับพรสวรรค์ของกาเซี่ยงมานานแล้ว
และกาเซี่ยงก็คู่ควรกับความเหนื่อยยากของนายท่านจริง ๆ ถึงขนาดที่ในบางครั้งทำให้ซุนฮิวรู้สึกกลัวกับการมีอยู่ของชายผู้นั้นด้วย!