พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 309 แพ้พ่ายอย่างน่าเสียดาย
บทที่ 309 แพ้พ่ายอย่างน่าเสียดาย
ง้าวเจ็ดมังกรฟ้า?
หากคำพูดนี้ออกมาจากปากผู้อื่น จูล่งย่อมขบขันเป็นแน่ ชื่อนี้ช่างเพ้อฝันสิ้นดี
ทว่าเมื่อออกจากปากลิโป้กลับต่างไป จูล่งมิอาจดูแคลนสบประมาทได้ กระทั่งต้องเพิ่มความระแวดระวังขึ้นอีกเท่าตัว!
ชั่วพริบตานั้น วิถีกระบวนท่าของลิโป้พลันแปรเปลี่ยนไป แม้เพียงเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น ทว่าจูล่งที่ใช้สมาธิจดจ่อขั้นสูงกลับสัมผัสได้
เคร้ง!
ง้าวแรกตวัดออกไป ปะทะใส่ทวนประกายเงินเข้าอย่างจัง
เล่าเจี้ยงที่เป็นผู้ชมเห็นการรุกรับกันในเวลาอันสั้นของลิโป้กับจูล่งได้ชัดเจน แต่กลับมิอาจเห็นเลยสักนิดว่าระหว่างทั้งสองคนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ การประลองยังคงเหมือนก่อนหน้าทุกประการ มิได้เปลี่ยนแปลงเป็นพิเศษแต่อย่างใด
ยังคงเป็นลิโป้โจมตี จูล่งป้องกัน
ครั้นตวัดง้าวครั้งที่สอง เล่าเจี้ยงถึงสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างแปลกไป ความเร็วในการโจมตีของลิโป้ลดลงอย่างมาก
กระทั่งปรากฏช่องโหว่ให้เห็นอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่สิ่งที่เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือจูล่งหาได้ใช้โอกาสอันล้ำค่าดุจเจอเข็มในมหาสมุทรนี้โจมตีกลับแต่อย่างใด
เคร้ง!!
ยังคงเกิดการปะทะกัน คล้อยหลังแยกตัวกันอีกครั้ง ช่องโหว่การโจมตีของลิโป้ลดลงเล็กน้อย กระนั้นยังคงเหลือช่องโหว่อยู่
จูล่งยังมิอาจคว้าโอกาสไว้ได้ ยังคงต้านรับการโจมตีครั้งที่สามของลิโป้
“จืออี้ ทั้งสองคนทำอะไรกันอยู่ เห็นชัดว่าความเร็วในการโจมตีของลิโป้ลดลงอย่างมาก เขาหมดแรงแล้วมิใช่หรือ? จูล่งเล่า? ไฉนถึงไม่คว้าโอกาสโต้กลับเล่า!”
ไทสูจู้มิได้ตอบคำถามเล่าเจี้ยงในทันที แต่กำลังจดจ้องทั้งสองไม่ละสายตา ยามนี้ตัวเขาเองก็รู้สึกสงสัยไม่แพ้กัน!
ภายหลังง้าวที่สามสี่ห้าของลิโป้สำแดงเดช การป้องกันของจูล่งเริ่มอ่อนแรงเรื่อย ๆ อีกทั้งสีหน้าคู่ต่อสู้ก็เริ่มเหี้ยมโหดขึ้นมาแล้ว
“นายท่าน! จูล่งกำลังฝืนต้านการโจมตีของลิโป้ ท่านดูสิ มือเขากำลังสั่น!”
หากไม่ได้ไทสูจู้เตือนให้ดู เล่าเจี้ยงคงไม่สังเกตถึงจุดนี้ ความสงสัยในใจเริ่มทวีคูณมากขึ้นแล้ว
มิใช่ว่าก่อนหน้านี้ตัดกำลังหรือยืมกำลังหรอกหรือ? ไฉนถึงกลายเป็นแข็งใจต้านสุดกำลังไปเสียได้?
“จืออี้ เตรียมเข้าสนับสนุนตลอดเวลา!”
ยามนี้ความสงสัยทั้งมวลมิอาจหาคำตอบจากไหนได้ สิ่งทีเล่าเจี้ยงทำได้คือต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องจูล่ง!
ดวงหน้าลิโป้เต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ ทว่าตัวเขาในนาทีนี้ตื่นเต้นขึ้นเสียแล้ว ไม่รู้ว่าห่างหายจากการดื่มด่ำในสงครามดุเดือดขนาดนี้มานานเพียงใด
“จูล่ง เจ้ายอดเยี่ยมมาก ดูสิว่าเจ้าจะรับง้าวที่หกของข้าได้อีกหรือไม่!”
สิ้นเสียงลิโป้ ง้าวกรีดนภาพลันสำแดงฤทธิ์ พลังมหาศาลห่างชั้นกับง้าวแรกเกินบรรยายได้!
จูล่งกัดฟันกรอด สำหรับเขาแล้วง้าวนี้สำคัญยิ่งยวด ขอเพียงทนรับไหว เขาก็จะรวบรวมพลังที่เหลือทั้งหมดใช้กระบวนท่าทั้งหมดสังหารได้!
“ทะลวงไปเสีย!”
เปรี้ยง!
เสียงปะทะของศาสตราวุธครั้งนี้สนั่นแก้วหูกว่าที่เคยมีมา เกิดประกายไฟปะทุออกมากลางอากาศไม่ยั้ง!
จูล่งรู้สึกเหมือนถูกเขาไท่ซานบดขยี้ลงมา มือกับแขนเคลื่อนถอยไปพร้อมกัน แม้แต่ร่างกายยังเอนถอยรวดเร็วอย่างมิอาจควบคุมได้!
“ฮ่า ๆ ๆ! เยี่ยม! เยี่ยม! เยี่ยม! เช่นนั้นก็รับการโจมตีอันทรงพลังที่สุดของข้าเสีย ง้าวเจ็ดมังกรฟ้า!”
ไม่รู้ว่าง้าวนี้ทรงอานุภาพเกินบรรยาย หรือเพราะพลังทำลายล้างของลิโป้มากเกินไปด้วย ยามนี้สีหน้าจูล่งถึงได้เคร่งขรึมผิดปกติ ทั้งยังเจือไปด้วยความเจ็บปวด
“ข้ารอเวลานี้นี่แหละ! รับไปเสีย ทวนเหวี่ยงเอกภพ!”
จูล่งอาศัยร่างที่เอนไปด้านหลังควงทวนประกายเงินกลางอากาศ เมื่อร่างกายสั่งสมพลังเต็มที่ จึงหมุนตัวตวัดคมทวน พุ่งการโจมตีอันทรงพลังที่สุดใส่ลิโป้ในชั่วพริบตา
เสียงคำรามเปี่ยมโทสะของทั้งสองสนั่นกึกก้องเข้าหูเหล่าผู้คนทั้งมวล ฝูงชนทั้งหลายต่างตะลึงงัน มองง้าวกรีดนภาและทวนประกายเงินที่กำลังจะปะทะไม่ละสายตา พวกคนขี้ขลาดถึงขั้นหลับตาแน่น!
‘ง้าวเจ็ดมังกรฟ้าปะทะทวนเหวี่ยงเอกภพ’
เห็นทีกระบวนท่านี้คงเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ!
ไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายเกิดขึ้น ศาสตราวุธทั้งสองปะทะชนกันโดยตรง ก่อนเสียงเสียดสีทะลวงสุดแก้วหูจะระเบิดขึ้น
เปรี้ยง!!!
แรงปะทะมหาศาลดังคาด จุดที่ศาสตราวุธทั้งสองประสานกันปะทุสะเก็ดไฟพวยพุ่ง!
ต้านกันเพียงเสี้ยวพริบตา ศาสตราวุธทั้งสองพลันกระเด็นแยกกัน สร้างผลลัพธ์สองทางอันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ลิโป้ถอยหลังด้วยความเร็วสูง โชคดีที่เขาตอบสนองรวดเร็ว มือข้างหนึ่งกำบังเหียน อีกข้างหนึ่งกำง้าวกรีดนภาไว้แน่น
จูล่งกระเด็นออกไปด้วยความเร็วมากกว่าหลายเท่า แต่เขาเองก็ตอบสนองเร็วไม่แพ้กัน มือข้างหนึ่งกำบังเหียนไว้แน่น ทว่าครั้นมองทวนประกายเงินในมือขวา ก็พบว่ามันถูกโจมตีปลิวไปนานแล้ว ทวนประกายเงินรับแรงกระแทกมหาศาล หมุนกลางอากาศไม่ยั้ง ก่อนปักลงกลางกองทัพตั๋งโต๊ะ!
ฉึก!
พูดได้เพียงว่าทหารแนวหน้าของทัพตั๋งโต๊ะโชคร้ายไปหน่อย ทวนประกายเงินเสียบทะลุร่างพลทหารสามคน มันร้อยพวกเขาเชื่อมกันจนกลายเป็นพวงน้ำเต้า!
ศึกครานี้ จูล่งพ่ายราบคาบ!
“ตายเสียเถิด! จูล่งแห่งเสียงสาน!”
เห็นได้ชัดว่าลิโป้ไม่คิดปล่อยคู่ต่อสู้ที่หมดกำลัง ง้าวกรีดนภาผงาดขึ้นฟ้าอีกครั้ง
แม้จูล่งจะพ่ายไป แต่ฝีมือกลับร้ายกาจไม่ธรรมดา เล่นเอาลิโป้ขนลุกซู่
“จืออี้!”
เสี้ยวลมหายใจนั้น เสียงแผดตะโกนของเล่าเจี้ยงดังขึ้น ไทสูจู้ตอบสนองว่องไว เพียงแรกเสียงตะโกนของเจ้านาย เขาก็ควบม้าพุ่งเข้าไปแล้ว
จูล่งมองง้าวกรีดนภาที่ถูกเหวี่ยงใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนหลับตาลง ความเสียใจแล่นเข้าสู่สมองไม่หยุดหย่อน!
อีกแค่นิดเดียว… อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น!
หากแข็งแกร่งกว่านี้อีกนิด หรือเรียนรู้วิชาทวนให้เชี่ยวชาญมากกว่านี้ บางทีความพ่ายแพ้ในวันนี้คงไม่เป็นของเขา!
ราวกับเวลาหยุดนิ่ง รู้สึกว่าง้าวกรีดนภาของลิโป้มิได้เสียบร่างตน ทำเอาจูล่งต้องลืมตา
ที่แท้ไทสูจู้ปรี่เข้ามาได้ทันเวลา ใช้อาวุธปะทะกับง้าวของลิโป้ไว้แทน
ครั้นเจอโอกาสแสนล้ำค่า จูล่งก็ไม่กล้ารีรอ รีบหันหัวม้าควบเข้าสู่กระบวนทัพเล่าเจี้ยง
“จูล่ง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อเห็นขุนศึกรูปงามจับแขนขวาของตนไว้ เล่าเจี้ยงพลันแตกตื่นทันใด หากลูกน้องบาดเจ็บที่แขน เช่นนั้นกำลังหลังจากนี้คงลดลงมหาศาลอย่างมิอาจเลี่ยงได้!
“นายท่าน ข้าทำให้นายท่านผิดหวังแล้ว!”
มีหรือเล่าเจี้ยงจะกล่าวโทษลูกน้อง จูล่งรอดมาได้ ตนก็ขอบพระคุณฟ้าดินเหลือคณานับแล้ว
“จูล่งอย่าได้กล่าวโทษตนเอง แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติของสงคราม แขนขวาเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บหรือไม่?”
ยิ่งเล่าจี้ยงทำเช่นนี้ จูล่งยิ่งกล่าวโทษตัวเองหนัก นึกชังตนเองว่าไยเขาถึงไม่แข็งแกร่งขึ้นอีกสักนิด!
“ขอบคุณนายท่านที่เป็นห่วง แค่รู้สึกอ่อนแรง มิได้เป็นหนักอันใดขอรับ”
เมื่อได้ยินคำตอบของจูล่ง เล่าเจี้ยงจึงเบาใจลงในที่สุด ศึกนี้เล่าเจี้ยงมิได้วาดหวังว่าจูล่งจะเอาชนะลิโป้ได้อยู่แล้ว ต่อสู้ได้ขนาดนี้ นับว่าเหนือความคาดหมายเล่าเจี้ยงไปไกลมาก!
แม้เล่าเจี้ยงจะไม่เข้าใจสถานการณ์การต่อสู้ ทว่าดูจากสภาพสุดท้ายของทั้งสองแล้ว จูล่งแพ้พ่ายไปเพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น
“จูล่ง ลิโป้ผู้นี้ห้าวหาญไร้เทียมทาน กล่าวได้ว่าเป็นขุนพลรบที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องหดหู่ไป ถึงอย่างไรสักวันเจ้าต้องเหนือกว่าเขาได้แน่นอน”
ลิโป้อายุสามสิบกว่าแล้ว ยามนี้กำลังอยู่ในวัยรุ่งโรจน์ แต่จูล่งกับเล่าเจี้ยงอายุไล่เลี่ยกัน เพิ่งยี่สิบต้น ๆ เล่าเจี้ยงเชื่อว่าเมื่อจูล่งอายุเท่าลิโป้ วรยุทธต้องเหนือชั้นไปอีกขั้นแน่!
“เอ้อร์ไหล”
เล่าเจี้ยงเรียกเตียนอุยเข้ามาใกล้ พลางกระซิบบางอย่างข้างหูเขา เตียนอุยพยักหน้าไม่หยุด สายตาที่จ้องมองลิโป้ดุร้ายขึ้นเรื่อย ๆ
ในระหว่างที่เล่าเจี้ยงกำลังคุยกับเตียนอุยอยู่นั้น การต่อสู้อันดุเดือดในสนามรบก็เข้าสู่ช่วงเดือดปะทุอีกครั้ง