พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 311 ความเศร้าโศกของลิโป้
บทที่ 311 ความเศร้าโศกของลิโป้
ฝีมือของไทสูจู้นั้นไม่มีข้อกังขา เขาเป็นขุนพลชั้นยอดผู้แข็งแกร่งที่สุดแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ผ่านการยอมรับจากฮองตง เตียนอุย จูล่ง และคนอื่น ๆ มาแล้ว ทว่าไทสูจู้ที่แข็งแกร่งยังยากจะเทียมทัดได้ นี่แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของลิโป้แล้ว!
เล่าเจี้ยงเคลื่อนสายตามองไปหาจูล่งอีกครั้ง ในใจมิวายขอบคุณตัวเองที่ฉลาดพอจะเดินทางหลายพันลี้ไปยังเมืองเสียงสัน เพื่อรับเข้ามาอยู่ใต้สังกัด แค่กล้าเปิดศึกกับลิโป้เป็นคนแรกแล้วปลอดภัยกลับมา ผู้เป็นนายก็ปลื้มใจมากแล้ว
จูล่งสนิทสนมกับไทสูจู้มาก เมื่อเห็นสหายมีท่าทางตำหนิตัวเองก็ทนไม่ได้ จึงเอื้อนเอ่ยคำปลอบใจออกมา
“สหายจืออี้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ วรยุทธ์เจ้าไม่ได้ด้อยไปกว่าลิโป้เลย เจ้าแค่ถูกกดดันด้วยเพลงง้าวของเขา วิชาของพวกเจ้าทั้งสองคล้ายกัน ล้วนเน้นไปที่การโจมตีรุนแรงข่มขวัญ การโจมตีของลิโป้แค่รุนแรงกว่าของเจ้า ย่อมทำให้เจ้ารับมืออย่างยากลำบากอยู่แล้ว”
“แต่เพลงทวนของข้าเอนไปทางป้องกันมากกว่า อีกอย่างข้ามีข้อได้เปรียบในการตัดกำลัง ไม่เช่นนั้นข้าคงยากจะยืนหยัดได้นาน”
เห็นได้ชัดว่าคำปลอบใจของจูล่งไม่ได้ทำให้ไทสูจู้สบายใจเลย อีกฝ่ายยังคงหน้าถอดสีอยู่
เล่าเจี้ยงรู้ดีการต่อสู้ครานี้คงส่งผลต่อไทสูจู้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นความห้าวหาญของจูล่งกับตาตัวเอง
“จูล่ง ตอนที่เจ้าต่อสู้กับลิโป้ เจ้าใช้เพลงทวนอันยอดเยี่ยมตัดกำลังของเขาบ่อย ๆ ไม่ใช่หรือ? เหตุใดภายหลังถึงเริ่มรับหนักขึ้นเล่า?”
คำถามของเล่าเจี้ยง ทุกคนภายในห้องเองก็อยากรู้ ทั้งที่เห็นชัด ๆ ว่าลิโป้ทำอะไรไม่ถูกหลังเจอการป้องกันที่แข็งแกร่งแต่ในเวลานั้น จูล่งกลับเปลี่ยนกลยุทธ์กลางคัน
“เอ่อ… ใช่ว่าข้าไม่อยากเดินแผนตั้งรับต่อไปขอรับ แต่แค่ทำไม่ได้”
จูล่งหรี่ตาลงเล็กน้อย ในหัวนึกถึงกระบวนท่าง้าวสุดท้ายขึ้นมาอย่างห้ามมิได้ ด้วยภาพยังติดตาอยู่
“การตัดกำลังศัตรูใช่ว่าใช้ได้ตลอดไป มันมีขีดจำกัดของพลังที่ตั้งรับได้อยู่ หากเกินขีดจำกัดนี้ ข้าต้องตกจากหลังม้าแน่ กระบวนสุดท้ายที่ลิโป้ใช้คือวิชาง้าวที่เรียกว่าง้าวเจ็ดมังกรฟ้า ง้าวแรกยังรับไหว ทว่ายิ่งง้าวต่อไปเรื่อย ๆ พลังก็จะเพิ่มพูนมากขึ้น เมื่อถึงง้าวที่หกซึ่งมันมีพลังมากกว่าง้าวอันแรกถึงสองเท่า!”
“และเป็นเพราะง้าวที่หกนี้เองที่ทำให้ทั้งแขนขวาข้าชาไปหมด สุดท้ายสถานการณ์บีบให้ข้าฝืนใช้กระบวนท่าสังหารที่แข็งแกร่งที่สุด ถึงสกัดง้าวที่เจ็ดของเขาได้ แต่กระนั้น ข้าก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะถืออาวุธอีกต่อไป แขนขวาข้าสูญเสียความรู้สึกไปหมดแล้ว!”
จูล่งก้มหน้ามองแขนขวาตัวเอง จนถึงตอนนี้แขนขวายังคงชาจนไม่รู้สึกอะไร รู้สึกราวกับเสียแขนไปทั้งที่มันยังอยู่กับตัว
เล่าเจี้ยงตกใจ ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าวิชาชื่อพิสดารทั้งหลายเป็นเรื่องที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาในวรรณกรรม ไม่นึกเลยว่าจะมีอยู่จริง!
“ง้าวเจ็ดมังกรฟ้า… ที่แท้ในยุคนี้ก็มีเพลงง้าวเพลงทวนอยู่จริง ๆ จูล่ง หรือเพลงทวนที่เจ้าใช้คือเพลงทวนร้อยปักษีสู่หงสา?”
จูล่งพยักหน้า ขณะเดียวกันก็มองไปที่ไทสูจู้
“ใช่ขอรับ ไม่ใช่แค่ข้า จืออี้ก็เรียนเพลงทวนร้อยปักษีสู่หงสานี้เช่นกัน มันเป็นเพลงทวนที่แพร่หลายมากที่สุด ทว่าตำรับดั้งเดิมต่างก็แตกต่างกันออกไป ที่ข้าเรียนคือเน้นเพลงรับป้องกัน แต่ที่จืออี้เรียนคือเน้นเพลงรุกโถมโจมตี”
ไทสูจู้เองก็เรียนเพลงทวนร้อยปักษีสู่หงสานี้ด้วย นี่เกินกว่าที่เล่าเจี้ยงคาดไว้มาก ตามที่อาจารย์ของเขาว่าไว้ เพลงทวน ใช่ว่าใครจะเรียนได้!!
“จูล่ง แล้วท่าสุดท้ายที่เจ้าใช้โจมตีลิโป้ก็มาจากเพลงทวนนี้หรือ?”
คราวนี้ขุนศึกรูปงามส่ายหน้า และยืนยันการคาดคิดของเล่าเจี้ยง ทุกคนมีวิชาลับเฉพาะตัวเป็นของตัวเองจริง ๆ!
“นายท่าน ท่าของข้าเรียกว่าเหวี่ยงเอกภพ เป็นวิชาลับของแซ่เตียวเรา”
เล่าเจี้ยงอดนึกถึงประโยคของดาราท่านหนึ่งในชาติก่อนไม่ได้ พรสวรรค์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนฝึกวรยุทธ์ คนมานะบากบั่นมีมาก คนอดทนมีไม่น้อย แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถไปถึงจุดสูงสุดอย่างแท้จริงได้
“นายท่าน ไอ้หน้าอ่อนนั่นเป็นตัวปัญหาเช่นนี้ ต้องเป็นศัตรูของเราในอนาคตแน่ ไฉนท่านถึงสั่งห้ามหลายครั้ง ไม่ให้ข้าฉวยโอกาสปลิดชีพเขาเสีย!”
เตียนอุยที่อยู่ด้านข้างขุ่นเคือง ทั้งที่ตัวเองมีโอกาสสังหารลิโป้ถึงสองครั้ง แต่กลับถูกเล่าเจี้ยงหยุดเอาไว้ทั้งสองครั้ง
“พอแล้ว… ลิโป้ผู้นี้จะไม่ใช่ศัตรูของเรา ตรงข้าม เขาจะสร้างความปั่นป่วนให้ศัตรูในภายหน้าให้เราด้วย”
แน่นอนว่าเล่าเจี้ยงมิอาจฆ่าลิโป้ได้
เทพสงครามในวันนี้ยังหาใช่เพลิงกาฬที่ต้องรีบดับ แต่ยังเป็นสะเก็ดไฟดวงเล็ก ๆ ที่รอวันโหมกระพือขึ้นมา
เขายังต้องการให้ลิโป้ปลดปล่อยความเร่าร้อนคลุ้มคลั่งออกมาแผดเผายุคสมัยอยู่!
เต๊งหงวน ตั๋งโต๊ะ คนไหนบ้างที่เล่าเจี้ยงไม่ต้องการยืมมือลิโป้สังหาร?
แคว้นกุนจิ๋ว แคว้นซีจิ๋ว แคว้นไหนบ้างไม่ต้องการให้ลิโป้เข้าไปโลดแล่น?
ลิโป้มีชีวิตอยู่นั้น มีผลดีคุ้มค่ากว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา ส่วนการปะทะซึ่งหน้ากับเขานั้นไม่ต้องพูดถึง นี่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว!
…
ค่ายทหารเป๊งจิ๋ว
ลิโป้นอนแน่นิ่งอยู่บนตั่งอย่างเงียบงัน หลังจากแพทย์สนามตรวจดูอาการแล้ว ก็ยืนยันว่าไม่มีอะไรร้ายแรง อย่างมากเป็นเพราะอ่อนล้าหลังสูญเสียกำลังในการต่อสู้มากเกินไป ด้วยสภาพร่างกายของลิโป้ คาดว่าสักวันสองวันก็ฟื้นฟูกลับมาแล้ว
เมื่อเทียบกับความขุ่นเคืองที่เกิดจากการพ่ายเตียนอุยครั้งก่อน การพ่ายหนนี้ เขาไม่ได้ผิดหวังกับมันนัก
จูล่งแห่งเสียงสัน…
ลิโป้จดจำนามนี้ไว้ในใจแล้ว เป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งจนสัญชาตญาณการต่อสู้ในกายเดือดพล่าน จนต้องพัฒนาตนเองระหว่างการปะทะ หากจูล่ง ไทสูจู้ กับเตียนอุยรุมเข้ามาสามคน ลิโป้ก็รู้กำลังตนเองว่าไม่อาจเอาชนะได้ ควรหนีไปเท่านั้น
ทว่าคราวนี้ ตนเพียงคนเดียวยืนหยัดท้าทายผู้บัญชาการใต้อาณัติเล่าเจี้ยงถึงสามคน ทั้งยังเอาชนะไปได้สองคนแล้วด้วย แม้สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้เตียนอุยผู้ฉวยโอกาสลอบโจมตี แต่ผลการรบนี้มากพอให้เขาภูมิใจได้แล้ว
น่าเสียดายลิโป้จิตใจเข้มแข็งไม่ยี่หระ เพราะในฐานะพ่อบุญธรรม เต๊งหงวนนั้นเห็นตรงกันข้าม
ผู้เป็นนายไม่พอใจในผลงานของลิโป้อย่างมาก!
“หลังจากวันนี้ยังกล้าพูดว่าตัวเองเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าได้อีกหรือ?”
“พ่ายต่อเตียนอุยนั้นถึงสองครั้ง! เศษสวะ! ช่างไร้ค่าอะไรอย่างนี้ แค่คิดว่าถูกเจ้าเรียกว่าบิดาบุญธรรมก็รู้สึกอัปยศแล้ว!”
“อย่างเจ้าน่ะหรือสมควรเป็นแม่ทัพ ยังกล้าเป็นผู้นำกองทัพของข้าอีกหรือ? เพ้อฝันจริง ๆ!’”
เต๊งหงวนเดือดดาลกับท่าทีของลิโป้อย่างมาก หลังได้ยินแพทย์สนามยืนยันว่าลิโป้ไม่เป็นอะไรร้ายแรงมากก็เดินออกไป โดยไม่สนใจหันกลับมามองลูกชายบุญธรรมอีก แม้อีกฝ่ายเพิ่งท้าทายความตายเพื่อตัวเองมาก็ตาม
เดิมทีเต๊งหงวนคิดว่าลิโป้สลบจึงกล่าววาจาดูถูกเสียดสี แต่ความจริง บุตรชายบุญธรรมตื่นตั้งแต่ถูกนำตัวกลับมาถึงค่ายทหารแล้ว
ที่แท้เต๊งหงวนมิได้มีเยื่อใยในฐานะบิดาหรือจริงใจต่อเขาเลย เกรงว่าแม้แต่ผู้นำกองทัพหมาป่าก็คงจะเป็นไม่ได้แล้ว
เลือดที่เคยเดือดพล่านแข็งค้าง ในฐานะนักรบ ลิโป้หดหู่ใจนัก ในความทรงจำเต๊งหงวนสนิทสนมกับเขามาก และรับเลี้ยงเขาเป็นบุตรบุญธรรมด้วยตัวเอง ลิโป้คิดว่าได้เจอกับนายท่านที่น่านับถือแล้ว ที่ไหนได้เต๊งหงวนต้องการผลประโยชน์เท่านั้น
หวนนึกถึงตัวเองเมื่อครั้งมีชื่อเสียงขจรทั่วเป๊งจิ๋ว รบกับชาวเซียนเป่ยจนแตกพ่ายหนีตายจ้าละหวั่น บัดนี้กลับถูกเต๊งหงวนดูถูกดูแคลนเช่นนี้ ก็มิอาจควบคุมเพลิงแค้นในใจไว้ได้
น่าเสียใจยิ่งนัก… สร้างความบาดหมางร้ายแรงกับเล่าเจี้ยงเพื่อเต๊งหงวน และสู้กับขุนศึกใต้บัญชาขุนพลพิทักษ์อย่างไม่คิดชีวิตหลายคนเพียงลำพัง เขาเกือบตายไปแล้วสองครั้งภายใต้ทวนของเตียนอุย ไม่คิดเลยว่าจะมีจุดจบเช่นนี้!
มองจากเรื่องราววันนี้ ตั๋งโต๊ะกับเล่าเจี้ยงต้องเป็นพวกเดียวกันแน่ หลังผ่านการสู้วันนี้ จะหันไปเข้าร่วมกับตั๋งโต๊ะตามคำเชิญก็คงไม่ได้อีกแล้ว หากอยู่ในกองทัพเป๊งจิ๋วก็จะถูกเต๊งหงวนใช้ประโยชน์และเหยียดหยามซ้ำอีก
และที่ทำให้ลิโป้เสียใจมากที่สุดคือเขาไม่อาจตัดใจจากกองทัพหมาป่าแห่งเป๊งจิ๋วนับหมื่นไปไหว ไม่อาจทำใจละทิ้งเหล่าสหายพี่น้องที่ติดตามเขาเดินทางไปทั่วทุ่งหญ้า และสังหารชาวเซียนเป่ยด้วยกันไปได้
จู่ ๆ ลิโป้ก็รู้สึกว่าใต้หล้าฝืนนี้กว้างใหญ่จนไม่มีที่สำหรับเขา!
ความรู้สึกเศร้ากัดกินหัวใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในตอนนั้นเอง มีคนทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ คนหนึ่งมาที่กระโจมของลิโป้
“เฟิ่งเซียน เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”