พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 326 ไม่เงียบนิ่งอีกต่อไปแล้ว
บทที่ 326 ไม่เงียบนิ่งอีกต่อไปแล้ว
ตั้งแต่ตั๋งโต๊ะตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการ เขาก็ยิ่งทำกำเริบเสิบสานมากขึ้นทุกวัน ตั๋งโต๊ะไม่พอใจกับบรรดาสนมในวังหลังและนางกำนัลในพระราชวังอีกต่อไป ตราบใดที่เป็นสตรีในเมืองลกเอี๋ยงก็ล้วนแล้วแต่ต้องสนองการข่มเหงชำเราของเขา
เกิดความโกลาหลวุ่นวาย ราชธานีลกเอี๋ยงอันยิ่งใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยพยับเมฆ ทว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งที่พิเศษอย่างยิ่ง เป็นดินแดนสุขาวดีเพียงผืนแดนเดียวที่เหลืออยู่ในเมืองลกเอี๋ยง
ค่ายทหารขุนพลพิทักษ์!
นับตั้งแต่เล่าเจี้ยงประกาศออกไปว่าเขาได้ออกจากราชสำนักแล้ว ก็ได้ย้ายออกจากจวนขุนพลพิทักษ์ในลกเอี๋ยงทันที โดยเคลื่อนย้ายกำลังพลทั้งหมดไปยังค่ายทหารแห่งนี้
เป็นเวลากว่าครึ่งปีที่เล่าเจี้ยงและทหารไม่เคยออกจากค่ายเลยแม้เพียงครึ่งก้าว จนดูเหมือนว่าเมืองลกเอี๋ยงจะไม่มีความสัมพันธ์ใดกับขุนพลพิทักษ์เล่าเจี้ยงอีกต่อไป!
ในตอนแรกเริ่มนั้นมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทุกหนแห่งในเมืองลกเอี๋ยง ความว่าเล่าเจี้ยงหวาดกลัวต่อตั๋งโต๊ะ และถูกอีกฝ่ายข่มเหงรังแกจนต้องมุดหัวในค่าย!
แต่อย่างที่ว่ากันว่า ความคิดเห็นของผู้คนมักจะจางหายไปตามกาลเวลา
เล่าเจี้ยงกลายเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวขาน ไม่เคยโต้ตอบอะไรออกไป ไม่ว่าข่าวลือจะถูกเผยแพร่อย่างเกินจริงภายในเมืองลกเอี๋ยงเพียงใด ขุนพลพิทักษ์ก็ไม่เคยออกมาปฏิเสธ เวลาผ่านไปได้ไม่นาน ข้อวิพากษ์วิจารณ์พวกนี้ก็ค่อย ๆ เงียบหายไปเอง
ไม่มีใครพูดถึงเล่าเจี้ยงอีกแล้ว ไม่มีใครสนใจเรื่อง ‘คนขี้ขลาด’ ผู้นี้อีกต่อไป…
เหตุใดเล่าเจี้ยงจึงสามารถนิ่งสงบอยู่ได้น่ะหรือ ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับความพยายามอย่างหนัก ไทสูจู้ที่เมื่อครึ่งปีก่อนเข้าปล้นคลังเสบียงเมืองลกเอี๋ยงมาได้กว่าสี่แสนต้าน!
ด้วยเสบียงอาหารและหญ้าที่ใช้เลี้ยงม้านี้ ทำให้ขุนพลพิทักษ์สามารถอยู่ในค่ายอย่างมั่นคงปลอดภัย นั่งดูตั๋งโต๊ะสร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ในราชสำนัก และฉีกราชวงศ์ฮั่นที่ยิ่งใหญ่ออกเป็นชิ้น ๆ ทีละขั้น ๆ
เล่าเจี้ยงนั่งนิ่งได้ แต่บรรดาแม่ทัพขุนพลใต้บังคับบัญชาของเขาไม่อยู่เฉยได้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่าขุนพลพิทักษ์กำลังรออะไรอยู่!
ไม่ว่าลิโป้จะแข็งแกร่งเพียงใด หรือกองทัพของตั๋งโต๊ะจะห้าวหาญแค่ไหน เล่าเจี้ยงก็สามารถกำชัยได้ในการต่อสู้ครั้งเดียวอย่างแน่นอน เมื่อเวลาผ่านไป แม่ทัพใต้บังคับบัญชาของเล่าเจี้ยงทนไม่ได้กับข่าวซุบซิบ จึงพากันมาร้องขอให้นายท่านเปิดศึกเสีย แต่เล่าเจี้ยงกลับปรามพวกเขาไว้ทีละคน ๆ
โดยคำตอบที่กล่าวบอกพวกเขานั้นมีเพียงหนึ่งคำคือ
รอ!
ส่วนว่ารออะไรนั้น เล่าเจี้ยงไม่ได้บอก
โชคดีที่บารมีของเขานั้นสูงส่ง กองกำลังในบังคับบัญชาจึงทำได้เพียงฝึกซ้อมไปเรื่อย ๆ วันแล้ววันเล่าเท่านั้น
ในช่วงเวลานี้ บางคนก็แนะนำเล่าเจี้ยงว่าแทนที่จะแห้งเหี่ยวอยู่ในลกเอี๋ยง มิสู้กลับไปยังเมืองฮั่นต๋งไม่ดีกว่ารึ?
เล่าเจี้ยงเพียงยกยิ้มพลางส่ายศีรษะ ไม่ว่าจะอยู่ลกเอี๋ยงหรือกลับไปยังฮั่นต๋ง สำหรับเขาแล้ว ล้วนไม่ต่างกัน
เจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วในเวลานี้คือเล่าเอี๋ยน บิดาของเล่าเจี้ยง เขาจึงไม่อาจกลับไปยังเมืองฮั่นต๋งแล้วยกทัพบุกเข้าโจมตีแคว้นเอ๊กจิ๋วได้ใช่ไหมเล่า? หากทำเช่นนั้น ย่อมต้องแบกรับชื่อเสียงอัปยศว่าตนนั้นอกตัญญู ทั้งยังไร้สัตย์เป็นแน่
แคว้นเลียงจิ๋วยิ่งไม่จำเป็นต้องคิดถึงเลยแม้แต่น้อย เล่าเจี้ยงจะไปมีวันสนใจแคว้นเลียงจิ๋วจนกว่าทุกเรื่องราวในแคว้นเอ๊กจิ๋วจะสงบอย่างสมบูรณ์
กล่าวคือหากตอนนี้ เล่าเจี้ยงกลับไปยังเมืองฮั่นต๋งก็ทำได้แค่นั่งดูอยู่เฉย ๆ เมืองฮั่นต๋งในยามนี้มีกาเซี่ยงออกนั่งบัญชาการรักษาการแทนอยู่แล้ว เล่าเจี้ยงจึงวางใจได้อย่างเต็มที่ หันซุยเองก็ได้ถอยทัพจากแคว้นเลียงจิ๋วไปนานแล้วด้วยเหตุผลด้านเสบียงอาหาร ตอนนี้กล่าวได้เลยว่าเมืองฮั่นต๋งนั้นแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า!
จุดสำคัญคือ… ตั๋งโต๊ะไม่ต้องการให้ขุนพลพิทักษ์กลับไป หากเล่าเจี้ยงเดินทางไปได้ครึ่งทาง แล้วไปตัดทางหนีที่ไล่ของตั๋งโต๊ะเข้า ตั๋งโต๊ะก็จะเดือดร้อน!
เล่าเจี้ยงจึงรั้งทัพอยู่ที่นี่ โดยคิดว่าท้ายที่สุดแล้วเขาสามารถขอให้ตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วจากตั๋งโต๊ะได้ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของเขา
มีเพียงการได้รับตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วเท่านั้น การเงื้อมมือเข้าหาแคว้นเอ๊กจิ๋วของเขาจึงจะชอบธรรม
หลังจากใช้เวลากว่าครึ่งปีในการลดจำนวนคนที่มากเกินไปให้น้อยลง ขุนพลพิทักษ์จึงมีกองกำลังใต้บังคับชาเหลืออยู่ทั้งสิ้นสี่หมื่นนาย
กองพลทหารม้าหัวทวนจำนวนหนึ่งหมื่นนายที่เล่าเจี้ยงนำมาจากเมืองฮั่นต๋งนั้นไม่มีการลดจำนวนลงแต่อย่างใด
กองทัพฮั่นซิ่งมีความก้าวหน้าจากเดิมที่มีทั้งหมดสามพันนาย ได้ขยับขยายไปถึงสี่พันนายจากคำสั่งของเตียวเลี้ยว ผู้บัญชาการฮั่นซิ่ง
ส่วนโกซุ่น ผู้บัญชาการฮั่นเฉิงนั้น กองทัพใต้บังคับบัญชาของเขาไม่ได้ตั้งชื่อตามคำว่าฮั่นเฉิง แต่เล่าเจี้ยงได้ตั้งชื่อที่เหมาะสมที่สุดให้ว่าทัพทะลวงค่าย!
เงื่อนไขในการรับคนของโกซุ่นนั้นสูงมาก จากกองทัพเกือบสี่หมื่นนาย ในท้ายที่สุดแล้วมีเพียงหนึ่งพันนายเท่านั้นที่ถูกรวบรวมให้อยู่ใต้เขา
ต้องบอกว่าโกซุ่นมีทักษะในการฝึกกองกำลังทหารอย่างแท้จริง จุดมุ่งหมายหลักของเขาในการฝึกไม่ใช่การรบราฆ่าฟัน แต่เป็นระเบียบวินัย โกซุ่นมีคำสั่งให้ทหารของเขาต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเข้มงวด!
ในเวลาครึ่งปี กองทัพทะลวงพ่ายเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และเมื่อผนวกกับค่ายกลจัตุรัสล้อมที่โกซุ่นแสนภูมิอกภูมิใจ ก็ยิ่งทำให้มีอานุภาพอันน่าทึ่งมากยิ่งขึ้น
เล่าเจี้ยงเชื่อว่าหลังจากที่เขารอจนถึงเมืองฮั่นต๋ง แล้วสวมใส่เกราะเหล็ก พร้อมมอบทวนยาวให้โกซุ่นแล้ว ชื่อเสียงเกรียงไกรของกองทัพทะลวงพ่ายก็จะแพร่สะพัดไปในใต้หล้าอย่างรวดเร็ว!
เพียงพริบตา กาลเวลาก็ผันผ่านมาถึงปีคริสต์ศักราช 190 อันเป็นรัชศกชูผิงปีที่หนึ่ง เล่าเจี้ยงอดทนรอคอยอย่างยากลำบากอยู่ครึ่งปีก็เพื่อรอช่วงเวลานี้!
หลังจากค่ำคืนวันสิ้นปีที่จืดชืดไร้รสชาติผ่านพ้นไป ในที่สุด… ข่าวที่ว่าอ้วนเสี้ยวเรียกชุมนุมขุนพลเพื่อปราบตั๋งโต๊ะในที่สุดก็แพร่สะพัดมาถึงลกเอี๋ยง!
ภายในกระโจมผู้บัญชาการสูงสุด เล่าเจี้ยงและแม่ทัพภายใต้การบังคับบัญชาของเขาล้วนมารวมตัวกัน ทั้งซุนฮิว จูล่ง เตียนอุย ไทสูจู้ เตียวเลี้ยว ตลอดจนโกซุ่น ทั้งหกคนล้วนอยู่ที่นี่
เพราะพระราชโองการเป็นเหตุ เง่าของได้ออกจากค่ายของเล่าเจี้ยงไปแล้ว ตอนนี้จึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพราชองครักษ์อีก
“แม่ทัพทุกท่าน หลังจากบำรุงสะสมกำลังให้เกรียงไกรมากว่าครึ่งปี คมดาบคมทวนของพวกท่านคงยังไม่ขึ้นสนิมหรอกนะ?”
วาจาหยอกล้อเล็ก ๆ ของเล่าเจี้ยงทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาเสียงดัง หากแต่แววตาของพวกเขากลับเปี่ยมล้นด้วยความเย็นเยียบ! เตียนอุยถึงกับลุกขึ้นยืนทันที
“นายท่าน นานแล้วที่ทวนของข้าไม่ได้ลิ้มรสเลือด! พวกเราจะไปจัดการทรราชเฒ่าตั๋งโต๊ะนั่นใช่หรือไม่? ขอเพียงนายท่านออกคำสั่ง ข้าจะเป็นคนแรกที่บุกเข้าไปลกเอี๋ยงและบั่นคอของตั๋งโต๊ะ!”
ในขณะที่เอ่ย เตียนอุยยังได้ยกกำปั้นใหญ่ทั้งสองของเขาเข้าชนกันจนทำให้เกิดเสียงดัง
“ความหาญกล้าของเอ้อร์ไหล ข้าเองย่อมรู้ดี แต่ตั๋งโต๊ะไม่ใช่ศัตรูของเรา!”
เมื่อเตียนอุยได้ยินเช่นนั้นก็พลันเหี่ยวเฉาลง เดิมทีคิดว่าจะเปิดสงครามกันแล้ว แต่พอมาได้ยินถ้อยคำนี้ก็เท่ากับว่าไม่มีหวังอย่างแน่นอน!
“นายท่าน ลกเอี๋ยงนี้มีอะไรดี มิสู้กลับไปที่ฮั่นต๋งไม่ดีกว่าหรือ เราสามารถไปแคว้นเลียงจิ๋วเพื่อกระหน่ำตีหันซุย เป็นการล้างแค้นที่เขามาซุ่มโจมตีเมืองฮั่นต๋งได้ด้วย!”
เล่าเจี้ยงยกยิ้มพลางโบกมือให้เตียนอุย ส่งสัญญาณให้เขานั่งลงก่อน
“เอ้อร์ไหล อย่าเพิ่งวู่วาม ข้าพูดว่าตั๋งโต๊ะไม่ใช่ศัตรูของเรา แต่ข้าไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าเราไม่มีศัตรู”
ทุกคนเมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที พวกเขาต่างเงี่ยหูฟังเพื่อรอคำสั่งของเล่าเจี้ยง
“กงต๋า เจ้าเป็นคนพูดเถอะ”
ซุนฮิวประสานมือคารวะรับคำสั่ง จากนั้นก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น
“ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ตั๋งโต๊ะกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นายท่านถอนตัวออกจากราชสำนัก เขายิ่งทำตามอำเภอใจโดยไม่เกรงกลัวใคร! การนอนค้างในพระราชวังและกระทำย่ำยีสตรีในวังหลังล้วนกลายเป็นสิ่งที่เห็นกันจนชินตา จนไม่ใช่เรื่องประหลาดไปเสียแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ เขาถึงขั้นออกอาละวาดเพื่อกำจัดผู้ที่เห็นต่าง ข่มเหงขุนนางตงฉินผู้ซื่อสัตย์ภักดี! ทว่ากองทัพเสเหลียงนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าตั๋งโต๊ะ พวกเขาก่อกรรมทำชั่วทุกรูปแบบ ทั้งเผา เข่นฆ่า รวมถึงปล้นสะดมไพร่ฟ้าในเมืองลกเอี๋ยง”
“ตั๋งโต๊ะในเวลานี้ก็ไม่ต่างอะไรกับจอมทรยศต่อราชวงศ์ฮั่น หากไม่มีใครไปหยุดยั้งเขา เชื่อว่าอีกไม่นาน ตั๋งโต๊ะจะยึดอำนาจจากราชวงศ์ฮั่นและสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้อย่างแน่นอน!”
เตียนอุยเมื่อได้ยินสิ่งนี้ เขาก็เริ่มนั่งไม่ติดอีกครั้ง ก่อนลุกขึ้นยืนพร้อมเอ่ยอย่างฮึกเหิม
“ดี! หลังจากที่ตั๋งโต๊ะแย่งชิงบัลลังก์แล้ว ได้โอกาสที่นายท่านจะดำเนินตามโชคชะตา ขึ้นครองบัลลังก์เสีย!”
ขุนศึกทวนคู่ปากกล้า จะอะไรก็กล้าเอื้อนเอ่ยออกมาทั้งนั้น เตียนอุยกล้าพูดไม่กลัวฟ้าดิน
อย่างไรก็ตาม เล่าเจี้ยงก็ฉวยโอกาสนี้สังเกตสีหน้าของเหล่าผู้บัญชาการแต่ละกองทัพอย่างระมัดระวัง และผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้เขาพอใจไม่น้อย
ทั้งจูล่งและคนอื่น ๆ ล้วนไม่มีข้อสงสัยหรือกังขาใด ๆ เลย ราวกับว่าเล่าเจี้ยงจะยึดอำนาจหรือไม่ ไม่ใช่กงการของพวกเขาแม้เพียงสักนิด มีเพียงซุนฮิวเท่านั้นที่ขมวดคิ้วเบา ๆ แต่ก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“เจ้านี่ อย่าพูดจาเหลวไหล รีบนั่งลงเสีย!”
เตียนอุยลูบหัวตัวเองพร้อมหัวเราะเจื่อน ๆ แล้วรีบนั่งลงอย่างว่าง่าย
“กงต๋า ไม่ต้องสนใจเขา เชิญพูดต่อ”
ซุนฮิวพยักหน้า และหันกลับไปมองทุกคนอีกครั้ง
“การที่ตั๋งโต๊ะลบหลู่เบื้องสูงและก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในราชสำนัก ในที่สุดก็ได้ปลุกเร้าความโกรธเกรี้ยวของผู้คนไปถ้วนทั่ว! จากข่าวล่าสุด อ้วนเสี้ยวได้ออกประกาศระดมพลปราบปรามโจรชั่วต่อขุนพลในใต้หล้า คิดว่าใช้เวลาอีกไม่นาน พวกเขาก็จะมารวมตัวกันที่ด่านเฮาโลก๋วน!”
“นายท่าน เราจะร่วมมือกับพวกอ้วนเสี้ยวเพื่อโจมตีขนาบตั๋งโต๊ะหรือไม่?”
มุมปากของเล่าเจี้ยงยกขึ้นเบา ๆ เผยรอยยิ้มอันมีเลศนัย
“ไม่ พวกเราจะช่วยตั๋งโต๊ะ!”