พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 330 ยั่วยุลิโป้
บทที่ 330 ยั่วยุลิโป้
เล่าเจี้ยง!
เล่าเจี้ยงจริง ๆ ด้วย!
ขุนนางทุกคนเบิกตากว้างอย่างห้ามไม่อยู่ พลางมองไปที่หน้าประตูตำหนักหย่งเล่อเป็นสายตาเดียวกัน
ครึ่งปีก่อนคำว่าเล่าเจี้ยง แค่เหยียบย่ำไปหนใดก็สามาถทำให้ลกเอี๋ยงสั่นสะเทือนได้ ทว่าน่าเสียดายหลังจากหายหน้าไปอย่างไร้ร่องรอยตลอดครึ่งปี เกล่าขุนนางต่างเริ่มหลงลืมชื่อนี้ไปจนสิ้นแล้ว
เมื่อครึ่งปีก่อนเล่าเจี้ยงเป็นฝ่ายสละอำนาจ เปิดทางให้ตั๋งโต๊ะขึ้นสู่ตำแหน่งอัครเสนาบดี ในขณะที่ตัวเองถอนตัวอย่างกล้าหาญ แต่คาดไม่ถึงว่าวันนี้ ตั๋งโต๊ะจะพาเขาหวนสู่ราชสำนักอีกครั้ง!
แกรก แกรก แกรก…
เสียงกระทบชุดเกราะดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าการเคลื่อนไหวคราวนี้แตกต่างไปจากตอนที่ตั๋งโต๊ะเข้ามาในตำหนักก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ทหารตั๋งโต๊ะเองก็เคลื่อนไหวตัวเช่นกัน ทว่าเสียงดังเป็นพิเศษ ให้ความรู้สึกโกลาหล
ทว่าคราวนี้ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคราจะส่งเสียงแค่เล็กน้อย และสลับรวดเร็วมาก เป็นระเบียบเรียบร้อย
ทหารชั้นยอด… ย่อมเป็นทหารชั้นยอด!
สมกับเป็นเล่าเจี้ยง แค่การปรากฏตัวก็ไม่ธรรมดาแล้ว!
ไม่นาน เล่าเจี้ยงที่สวมชุดเกราะก็ก้าวเข้ามาในตำหนัก เสียงฝีเท้าของทหารทั้งหมดหยุดอยู่ด้านนอก มีเพียงชายร่างยักษ์คนหนึ่งตามเขาเข้าไป และมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม่ไกลจากลิโป้นัก
ยามศัตรูคู่อาฆาตเจอกันก็ขบเคี้ยวเคี้ยวฟันใส่อย่างออกนอกหน้า ความทรงจำที่เดิมมีฝุ่นจับเต็มไปหมดแล้วระเบิดในหัวขุนศึกผงาดฟ้าอีกครั้ง
พ่ายแพ้สองหน!
ตกจากหลังม้าสองครา!
ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเตียนอุยที่อยู่ตรงหน้านี้
หากตั๋งโต๊ะไม่ได้ออกคำสั่งเด็ดขาด ลิโป้คงทนไม่ไหวแล้ว ‘ปะทะ’ กับเตียนอุยไปนานแล้ว
เมื่อเทียบกับสายตาคุกรุ่นของขุนศึกผงาดฟ้า เตียนอุยดูผ่อนคลายกว่ามาก ด้วยรู้ว่าตอนนี้ตั๋งโต๊ะต้องการนายท่านเล่าเจี้ยงของตน ดังนั้นลิโป้คงไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวายแน่
“ไอ้หน้าอ่อนจะตึงอะไรปานนั้น? ตอนนี้เราพวกเดียวกัน รู้บ้างไหมเนี่ย หา?”
ลิโป้ไม่กล่าวสิ่งใด เขาแค่กำง้าวกรีดนภาในมือแน่น และบอกตัวเองอยู่ในใจซ้ำเล่าว่าห้ามลับฝีปากกับเตียนอุยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะเป็นแค่การทำให้ตัวเองอับอายเสียเปล่า
“เฮ้ย! ไม่เจอกันครึ่งปี เป็นใบ้ไปแล้วรึ”
ลิโป้เมินเฉย ทำเป็นไม่สนใจเตียนอุย แต่ระหว่างที่หันไปชื่นชมความเก่งกาจของทหารเล่าเจี้ยงอยู่นั้น กลับค้นพบคนที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่า
“โกซุ่น?”
ใช่แล้ว! ทหารชั้นยอดนี้คือกองทัพทะลวงค่ายของโกซุ่น!
โกซุ่นในตอนนี้สวมชุดเกราะดำ ซึ่งแตกต่างจากการแต่งตัวเมื่อครึ่งปีก่อนอยู่มากโข จนทำให้ลิโป้จำผู้ฝึกทหารชั้นยอดเหล่านี้ไม่ได้ในทันที
โกซุ่นแค่ปรายตามองลิโป้อย่างเรียบเฉยเท่านั้น ก่อนเดินมายืนอยู่ข้างเตียนอุย
เมิน!
เมินอย่างเฉยชา!
ศัตรูที่ทำให้ตัวเองอับอายสองครั้งในอดีต ตนกลับมิอาจระบายโทสะใส่ได้ ทว่าลูกน้องใต้บัญชาที่เคยดูถูก บัดนี้ไม่ยี่หระต่อเขาแม้แต่น้อย! นี่ยิ่งทำให้ลิโป้เดือดดาลมากขึ้น
แต่ในขณะนี้เอง เตียนอุยก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“ไอ้หน้าอ่อน เจ้าช่างมีตาหามีแววจริง ๆ พี่โกซุ่นเป็นคนมีความสามารถขนาดนี้ แต่เจ้ากลับอยากไล่เขาออกไปใจจะขาด ข้านับถือเจ้าจริง ๆ”
ขณะกล่าว เตียนอุยยังยกนิ้วให้ลิโป้อย่างเยาะเย้ย
“เจ้า!”
ลิโป้รู้สึกว่าตัวเองจะทนโมโหไม่ไหวอีกต่อไป มือขวาที่ถือง้าวกรีดนภาเริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัด
เตียนอุยไม่หวาดกลัวเลยสักนิด กลับมองอีกฝ่ายอย่างนึกสนุก วาจาก็ยิ่งหยอกล้อมากขึ้น
“ไอ้หน้าอ่อน เจ้าคิดให้ดีนะ หากเจ้ากล้าลงมือที่นี่ ตั๋งโต๊ะจะไว้ชีวิตเจ้าหรือไม่”
วาจาของเตียนอุยเป็นเหมือนน้ำเย็นที่สาดใส่สุนัขบ้า ดับไฟโทสะของลิโป้ได้ทันที!
ใช่แล้ว… ข้าจะก่อเรื่องไม่ได้เด็ดขาด
ลิโป้เตือนตัวเองในใจไม่หยุด เขาจะทำลายเรื่องสำคัญของบิดาบุญธรรมไม่ได้
ต่อไปไม่ว่าเตียนอุยจะยั่วยุอย่างไร ลิโป้ก็เลือกหลับตาเมินเฉย พอนานเข้า เตียนอุยก็เบื่อหน่ายที่จะเย้าแหย่ ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในความเงียบ
หน้าประตูสงบลงแล้ว…
แต่ภายในตำหนักกลับเต็มไปด้วยความโกลาหล บรรยากาศตึงเครียดอย่างยิ่ง!
“ขุนนางทุกท่าน ข้าเชิญขุนพลพิทักษ์มาวันนี้มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ เดิมทีข้าก็ไม่อยากรรบกวน แต่ไม่มีทางเลือก บางคนยุยงปลุกปั่นใต้หล้าให้วุ่นวายเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง!”
ตั๋งโต๊ะยิ่งพูดก็ยิ่งเกรี้ยวกราด ดวงหน้าถมึงทึงขึ้นทันใด
พวกขุนนางต่างพากันก้มหน้า ไม่มีใครกล้าโดดออกมารองรับอารมณ์ของตั๋งโต๊ะเลย ด้วยกลัวว่าไม่ระวังไปกระตุกโทสะของทรราชเข้า
ตึก… ตึก… ตึก
เสียงรองเท้าของตั๋งโต๊ะดังขึ้นเรื่อย ๆ พวกขุนนางเริ่มวิตกกังวลว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาหาตัวเอง
“ใต้เท้าอ้วน เจ้าว่าใช่หรือไม่?”
ตั๋งโต๊ะหยุดฝีเท้าอยู่ข้างอ้วนหงุย และถามความเห็น
“ใช่… ท่านผู้สำเร็จราชการกล่าวถูกแล้ว…”
อ้วนหงุยไม่เข้าใจความหมายของตั๋งโต๊ะ ทว่าฟังจากน้ำเสียงแล้วต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่!
ตอนนี้ทั้งลกเอี๋ยงถูกตั๋งโต๊ะตรวจค้นอย่างเข้มงวด แต่กลับไม่รู้แม้แต่เรื่องอ้วนหงุยติดต่อกับภายนอกเลยสักนิด
“ฮ่า ๆ ดูเหมือนใต้เท้าอ้วนจะพูดอย่างใจอย่างนะ!”
“ท่านผู้สำเร็จราชการเข้าใจผิดแล้ว ข้าจงรักภักดีต่อฝ่าบาท ต่อท่านผู้สำเร็จราชการมากนะขอรับ!”
อ้วนหงุยยิ่งสับสนมากขึ้น ก่อนหน้านี้ตั๋งโต๊ะสนใจแค่จะประนีประนอมกับตระกูลอ้วน ไฉนวันนี้จึงมีท่าทีเปลี่ยนไปเร็วปานนี้!
“ โอ้… ใต้เท้าอ้วนภักดีต่อข้ามาก แล้วคนอื่น ๆ ในตระกูลอ้วนเล่า?”
ครั้นอ้วนหงุยได้ยินวาจานี้หัวใจก็เต้นรัว และเข้าใจในทันที
ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดเป็นแน่!
อ้วนหงุยเลือกที่จะนิ่งเฉย ในความคิดเขา หากยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุที่แน่ชัดไม่ควรพูดมาก
ตอนนั้นเอง ตั๋งโต๊ะเดินกลับไปบนตำแหน่ง และถอนหายใจอย่างหนัก
“ขุนนางทุกท่าน เรามีข่าวร้ายหนึ่งขอแจ้ง โฮไทเฮากับองค์ชายใหญ่เล่าเปียนล้มป่วยลงเมื่อสามวันก่อน ทั้งคู่สิ้นพระชนม์แล้ว เนื่องจากเหตุเกิดขึ้นกะทันหัน ข้าจึงตัดสินใจจัดการพระศพของทั้งสองเองโดยพลการ พวกเจ้าคงไม่ตำหนิข้าหรอกใช่ไหม?”
เสียชีวิตกะทันหัน… คิดว่าผู้อื่นกินหญ้าหรือไร?
ทุกคนต่างรู้ดี นี่ต้องเป็นการลอบสังหารของตั๋งโต๊ะแน่! น่าเสียดายที่ไม่มีขุนนางคนใดกล้าลุกขึ้นมากล่าวหาเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งหมดต่างเลือกที่จะนิ่งเงียบ
ขุนนางบางคนผู้ภักดีต่อต้าฮั่นถึงกับรู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่งยวด แม้แต่ไทเฮากับองค์ชายใหญ่ยังกล้าสังหารได้ เช่นนั้นเรื่องเป็นฮ่องเต้ หรือแม้แต่เรื่องวางแผนชิงราชบัลลังก์ จะยังไกลเกินเอื้อมอยู่อีกหรือ?
แต่ตั๋งโต๊ะกลับค่อนข้างพอใจท่าทีของพวกขุนนาง ดูเหมือนการเผด็จการในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาได้ผล ไม่มีใครกล้าต่อต้านเขาอย่างเปิดเผยอีกแล้ว
“ในเมื่อเรื่องนี้ทุกคนไม่มีความเห็นอะไร เช่นนั้นข้าจะพูดเรื่องต่อไป”
ตั๋งโต๊ะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่จู่ ๆ ก็ถอนหายใจออกมา ขณะสบตากับลิยูในฝูงชน
“ช่างเถิด ข้าไม่พูดเองแล้ว จะได้ไม่ต้องขุ่นเคืองอยากฆ่าคน! เหวินโหยว เจ้ามาบอกแก่ขุนนางทุกคนเถิด!”
ลิยูกุมมือรับคำสั่ง และรีบเดินออกไป
“ตามข่าวล่าสุดที่ได้มา อ้วนเสี้ยวเจ้าเมืองปุดไฮอ้างว่าได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือจากขุนนางใหญ่ ทำให้เมืองปุดไฮส่งหนังสือระดมพลปราบปรามข้าศึกขึ้นมาโดยอ้างว่าจะกวาดล้างโจรชั่วช้าข้างองค์จักรพรรดิ บัดนี้ได้เคลื่อนทัพมาลกเอี๋ยงแล้ว!”
“อ้วนเสี้ยวเจ้าเมืองปุดไฮ แม่ทัพหลังอ้วนสุด ฮันฮกผู้ครองแคว้นกิจิ๋ว ขงมอขุนนางหัวเมือง เล่าต้ายผู้ครองแคว้นกุนจิ๋ว อองของเจ้าเมืองโห้ลาย เตียวเมาเจ้าเมืองตันลิว เตียวเถียวเจ้าเมืองก่องเหลง เกียวโป้เจ้าเมืองตองกุ๋น อ้วนอุ๋ยเจ้าเมืองซันหยง เปาสิ้นรองเจ้าเมืองเจียวเป่ย และคนอื่น ๆ สนับสนุนอ้วนเสี้ยวอย่างเปิดเผย ทั้งยังมีตระกูลทรงอิทธิพลมากมายเข้าร่วมด้วย อานุภาพนั้นยิ่งใหญ่กว้างขวางมาก!”
หลังจากลิยูพูดจบก็กุมมือคำนับตั๋งโต๊ะ จากนั้นก็กลับเข้าแถวดังเดิม
“ได้ยินหรือยัง? ไอ้ทรยศอ้วนเสี้ยวอ้างว่าได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือจากขุนนางใหญ่!”
“แล้วพวกสามอัครเสนาบดีเล่า รู้เห็นด้วยรึไม่!?”