พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 354 ไอ้หูยานที่มีหูยาน
บทที่ 354 ไอ้หูยานที่มีหูยาน
ฟ้าร้องเหมาะใช้บรรยายเสียงคำรามของชายคนนี้ยิ่งนัก กระทั่งเทียบกับเตียนอุยได้เลยก็ว่าได้!
เห็นเพียงชายคนนี้สูงแปดฉื่อ หน้าตาดุร้าย มีเคราดั่งเสือ เสียงดุจฟ้าร้อง พละกำลังดุจม้าศึก ในมือถือทวนอสรพิษน่าเกรงขามยิ่ง
อ้วนเสี้ยวตาเป็นประกาย ไม่คิดว่าในกองทัพตัวเองจะมีบุคคลเช่นนี้อยู่ด้วย!
ผ่านไปไม่นาน ก็มีอีกสองคนโผล่พ้นออกมาจากขบวน คนหนึ่งผิวขาวดังหยก ใบหน้าเกลี้ยงเกลา หูยานดุจพุทธะดูสง่างาม อีกผู้หนึ่งมีเครายาวสองฉื่อ หน้าแดงดังผลพุทราสุก ปากแดงดังชาดแต้ม รูปตายาวดังนกการเวก คิ้วดังตัวไหม รูปลักษณ์สง่าผ่าเผย มือถือง้าวใหญ่ ดูไร้เทียมทาน
มองแค่รูปร่างอันสง่างามนี้ก็บอกได้เลยว่าไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!
อ้วนเสี้ยวยิ่งมองยิ่งตกตะลึง ก่อนถามรอบข้างอย่างรวดเร็ว
“นี่เป็นขุนพลสังกัดผู้ใด!”
ไม่มีการตอบสนองใด เหล่าเจ้าเมืองและผู้ครองแคว้นล้วนมองหน้ากัน ไม่มีใครมาอ้างสิทธิ์สามคนนี้เลย ด้วยเห็นเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย เกรงจะต้องรับความอับอายไว้
“สรุปเป็นขุนพลสังกัดผู้ใดกันแน่?”
อ้วนเสี้ยวถามเสียงดังขึ้นอีกครั้ง กระนั้นไม่มีใครออกมารับสามคนเหมือนเคย ทำให้เขากระดากอายอย่างยิ่ง
“พอแล้ว! หยุดตะโกนได้แล้ว ข้าบอกเจ้าเอง”
เล่าเจี้ยงอยากหัวเราะแทบบ้าจริง ๆ เมื่อเห็นท่าทางของอ้วนเสี้ยว
“เจ้ารู้จักหรือ? เจ้าจะรู้จักได้อย่างไร?”
อ้วนเสี้ยวไม่เชื่อสักนิด เล่าเจี้ยงจะรู้จักคนแปลกหน้าสามคนที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวในกองทัพตัวเองได้อย่างไร?
ไยเล่าเจี้ยงจะไม่รู้จัก เขารู้จักสามคนนี้มานานแล้ว! แค่ก่อนหน้านี้ไม่มันเห็นเฉย ๆ สามคนนี้ยืนอยู่วงนอกไกลเกินไป
“ชายหูยาวคนนี้ ผู้คนต่างเรียกว่าไอ้หูยาน เลี้ยงชีพด้วยการทอเสื่อขายรองเท้าฟาง วัน ๆ อ้างตัวว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น แต่จริง ๆ ไม่มีหลักฐานอะไรเลย”
“แล้วก็เจ้าหน้าถ่าน ผิวคล้ำจนน่าเกลียด มีหน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาดคนนั้นเป็นคนขายเนื้อจากเมืองตุ้นกุ๋น เลี้ยงสุกร และเลี้ยงชีพตัวเองด้วยการเชือดหมูขาย”
“สุดท้ายคนหน้าแดงนั่น ข้าไม่พูดเกรงว่าพวกเจ้าคงเดาได้แล้ว เขาขายพุทรา อ้อ… อีกอย่าง เขาเป็นฆาตกรด้วย!”
อ้วนเสี้ยวขบขันเล่าเจี้ยง เขาไม่เชื่อสักนิด และมองตรงไปที่ทั้งสามคน
“อย่าไปฟังเรื่องไร้สาระที่ไอ้บ้าเล่าเจี้ยงกล่าวเลย พวกเจ้าบอกมาเองเถอะ อยู่สังกัดใครกัน!”
ผู้นำที่เป็นชายหูยานอับอายนัก ไม่ได้เจอกันหลายปี ไม่คิดเลยว่าพอได้เจอกันก็ถูกเล่าเจี้ยงเหยียดหยามจนโต้กลับใด ๆ ไม่ได้เลย
“เรียนท่านผู้นำทัพพันธมิตร ข้าน้อยแซ่เล่า ชื่อปี่ นามรองเหี้ยนเต๊ก พวกนี้คือคนในสังกัดข้ากวนอู นามหุนเตี๋ยงและเตียวหุย นามเอ๊กเต๊ก”
“เล่าเหี้ยนเต๊ก! ข้าเคยได้ยินมาว่าเจ้าเป็นผู้นำทัพอาสา เข้าร่วมศึกปราบโพกผ้าเหลือง พวกเจ้ามาจากไหน ตอนนี้ทำงานตำแหน่งอะไร?”
อ้วนเสี้ยวประทับใจกับชื่อนี้ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ขอเพียงเล่าปี่มีตำแหน่งอยู่บ้าง ก็สามารถส่งทั้งสามคนออกไปสู้แนวหน้าได้!
“ข้า…”
เล่าปี่กลัวที่สุดคือถูกคนอื่นถามถึงชาติกำเนิดและตำแหน่ง เขาพูดไม่ออกจนดูน่าอายอย่างยิ่ง
“เจ้าบอกมาสิ อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ทำไม?”
อ้วนสุดร้อนใจเล็กน้อย กระนั้นหาใช่ร้อนใจให้เล่าปี่ออกรบ แต่แค่รู้สึกรังเกียจเมื่อเห็นเล่าปี่คนนี้!
“อะแฮ่ม… ก่อนหน้าข้าเคยเป็นนายอำเภอตุ้นกวน ทว่าลาออกไปแล้ว ส่วนกวนอูและเตียวหุยเป็นพลธนูม้ากับพลธนูเท้าชั่วคราว ข้าหาเลี้ยงชีพด้วยการทอเสื่อขายรองเท้า กวนอูเฝ้ายามประตูบ้าน เตียวหุยเชือดหมูขายสุรา”
เล่าปี่รู้ว่าเขาโกหกไม่ได้ มีเล่าเจี้ยงอยู่ด้วยต้องเปิดโปงเขาหมดเปลือกแน่! แทนที่จะถูกคนอื่นเปิดเผย มิสู้กล่าวออกมาเองจริงใจดีกว่า อย่างไรเสียตามคำโบราณว่าไว้ ควรให้ความสำคัญกับวีรกรรมยิ่งใหญ่มากกว่าถามหาภูมิหลังวีรบุรุษ
น่าเสียดาย เล่าปี่ซื่อเกินไป ในกองทัพพันธมิตรนี้ พื้นเพภูมิหลังคือเบี้ยที่สำคัญที่สุด!
“อะไรนะ! พวกเจ้าสามคนทำเช่นนั้นจริง ๆ หรือ?”
ในขณะที่อ้วนเสี้ยวกำลังตกตะลึง อ้วนสุดก็เปิดปากด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามที่สุด
“ใช่ขอรับ”
เล่าปี่ตอบอย่างนุ่มนวล มีหรือจะกล้าแย้งอ้วนสุด ได้แค่ก้มหน้ายอมรับเท่านั้น
“แล้วพวกเจ้าสามคนออกมาทำไม นี่คือที่ที่พวกเจ้าควรอยู่หรือ?”
เล่าปี่เข้าใจดี เขาบอกเตียวหุยแล้วว่าอย่าหุนหันพลันแล่น ทว่าก็ไม่อาจควบคุมลูกน้องได้ ผลที่ออกมาขายหน้าไปทั่ว
ถึงผู้เป็นนายนอบน้อมทนได้ ทว่าเตียวหุยกลับทนไม่ไหวแล้ว!
“ไอ้อ้วน เจ้าหมายความว่าอย่างไร! ไม่มีใครกล้ารับคำท้า ข้าจึงออกมาช่วยเจ้าสู้ แต่เจ้ากลับหันมาต่อต้านเราเช่นนี้!”
อ้วนสุดควบคุมกองกำลังจำนวนมาก เขามีหรือจะทนรับความโกรธของไอ้คนเลี้ยงสุกรนี้ได้จึงระเบิดออกมาทันที
“ใครก็ได้ เอากระบองฟาดไอ้นิรนามสามคนนี้ออกไปที! อย่าให้ข้าเห็นพวกมันอีก!”
ก่อนหน้าไม่มีใครกล้าออกมาสู้กับจูล่ง แต่พอได้ยินว่าตีคนกันเอง กลับมีทหารมาล้อมทันที ดูเหมือนอีกไม่นานใกล้จะปะทุแล้ว!
เล่าเจี้ยงยังคงเงียบ เขาย่อมดูเรื่องตลกอย่างมีความสุขอยู่ด้านข้าง
“ช้าก่อน!”
ในที่สุดท่ามกลางสงครามใกล้ปะทุ ก็มีอีกคนเอ่ยห้ามอ้วนสุด
“เมิ่งเต๋อ? ทำไมเจ้ายังอยากขอร้องแทนพวกเขาสามคนหรือ?”
อ้วนสุดมองโจโฉอย่างไม่เข้าใจ คาดไม่ถึงจริง ๆ เลยว่าอีกฝ่ายจะออกหน้า!
“แม่ทัพอ้วน สามคนนี้มากับข้าเอง โปรดเห็นแก่หน้าบาง ๆ ข้าได้หรือไม่?”
อ้วนสุดหาได้ตั้งใจไว้หน้าโจโฉไม่ ดังนั้นโจโฉจึงทำได้เพียงมองไปที่อ้วนเสี้ยว
“ท่านผู้นำอ้วน ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นวีรบุรุษผู้กล้า ในหมู่พวกเขากวนอูและเตียวหุยยิ่งเป็นขุนพลไม่ธรรมดา มิสู้ปล่อยให้พวกเขาออกไปรบ หากพวกเขาชนะไม่ได้ ค่อยลงโทษก็ยังไม่สาย!”
อ้วนเสี้ยวเคลื่อนสายตากวาดมองกวนอูกับเตียวหุย หากมองจากภายนอก พวกเขาดูไม่ธรรมดาจริง ๆ ทว่าให้พลธนูตัวเล็ก ๆ ออกไปสู้รบ อ้วนเสี้ยวจะมีเกียรติได้อย่างไร?
ตนเป็นถึงผู้นำกองทัพพันธมิตร เพิ่งกล่าวอย่างฮึกเหิมไป แต่กลับจะส่งพลธนูออกไปรบ นี่ไม่ใช่เป็นการตบหน้าตัวเองหรอกหรือ?
หากส่งออกไปจริง เกรงว่าคงทำให้เล่าเจี้ยงหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังแน่!
“เมิ่งเต๋อ ใช่ว่าข้าดูถูกสามคนนี้ แต่ข้าปล่อยให้พวกเขาไปไม่ได้จริง ๆ เอาแบบนี้ไหม เจ้าพาพวกเขาสามคนกลับไปก่อน อย่าปล่อยให้มาขายหน้าต่อหน้าผู้นี้ที่นี่!”
วันนี้อ้วนเสี้ยวขายหน้าคนอื่นพอแล้ว ไม่ใช่แค่จะยอมเสียหน้าอีกนิดก็ไม่ได้เท่านั้น แต่เขาให้ความสำคัญกับหน้าตาเป็นอย่างมาก แถมยังคิดจะเอามันกลับคืนมาอยู่ตลอดเวลาด้วย
โจโฉพยักหน้า อ้วนเสี้ยวไว้หน้าเขาแล้วจริง ๆ เหตุที่โจโฉไม่ออกมายอมรับสามคนนี้ เพราะตัวโจโฉเองก็อยู่ในสังกัดของเตียวเมา เขาจะกล้าออกมาอ้างสิทธิ์รับได้อย่างไร? หากสถานการณ์ไม่วิกฤตถึงขั้นนี้ โจโฉคงไม่ก้าวออกมา
“เหี้ยนเต๊ก รีบตามข้ามา!”
เล่าปี่ กวนอูไม่พูดอะไร เดินตามโจโฉออกไป มีเพียงเตียวหุยเท่านั้นที่จ้องอ้วนสุดด้วยความโกรธ จากนั้นกระฟัดกระเฟียดออกไปอย่างไม่เต็มใจ หวนกลับไปยังตำแหน่งเดิมของพวกเขา
เมื่อเล่าเจี้ยงเห็นเรื่องสนุกจบลงแล้ว เขาก็ยังอยากจะแขวะอ้วนเสี้ยวอีกสักนิด
“อ้วนเปิ่นชู แม้เจ้าจะส่งพลธนูสองคนมา ข้าก็ไม่หัวเราะเยาะเจ้าหรอก!”
อ้วนเสี้ยวหรี่สองตาลง เขาแทบอยากใช้สายตาฉีกทึ้งเล่าเจี้ยงออกเป็นชิ้น ๆ ไหนเลยเขาจะไม่เข้าใจความหมายของเล่าเจี้ยง หากเมื่อครู่ตัวเองส่งกวนอูและเตียวหุยออกไปจริง เกรงว่าเล่าเจี้ยงคงหัวเราะเยาะเขาไปตลอดชีวิต!
“เล่าเจี้ยง อย่างไรเจ้าก็เป็นขุนพลพิทักษ์ที่มีเกียรติ ไฉนจึงเล่นลิ้นตลอดทั้งวัน ไม่มีความน่าเกรงขามของขุนพลพิทักษ์เลยสักนิด!”
เล่าเจี้ยงจะปล่อยให้อ้วนเสี้ยวเปลี่ยนเรื่องได้อย่างไร เขาดึงกลับมาประเด็นเดิมทันที!
“น่าเกรงขามหรือ? เจ้าบัญชากองกำลังสองแสนนาย แต่กลับมิอาจทำอะไรลูกน้องใต้บัญชาข้าได้สักคน นี่ยังไม่เรียกว่าน่าเกรงขามอีกหรือ? หรือข้าใช้ชื่อของตัวเองข่มเจ้าให้ตกใจกลัวถึงจะเรียกว่าน่าเกรงขาม?”
อ้วนเสี้ยวนึกเสียใจแล้วจริง ๆ เขาพูดเรื่องไร้สาระมากเกินไป เขาควรถอนทัพกลับค่ายไม่ให้โอกาสเล่าเจี้ยงได้หยิ่งผยอง ตอนนี้เป็นอย่างไร ตัวเองหาเรื่องให้ตัวเองเป็นทุกข์ไปเสียได้!
ดวลขุนพลก็ดวลไม่ชนะ ดวลสงครามน้ำลายก็สู้เล่าเจี้ยงไม่ได้ อ้วนเสี้ยวมองไปรอบ ๆ ขวัญกำลังใจมีค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว หากยังไม่ถอนทัพละก็เตรียมระเบิดค่ายได้เลย!
ในเวลานี้เอง ฮันฮกผู้ว่าการแคว้นกิจิ๋วเดินไปอยู่ด้านข้างอ้วนเสี้ยว
“ผู้นำพันธมิตรอ้วน ข้ามีคนผู้หนึ่งสามารถสู้กับจูล่งได้”