พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 353 สู้สามขุนพลรวด
บทที่ 353 สู้สามขุนพลรวด
สถานการณ์เสี่ยงอันตรายยิ่งยวด บุนทิวหาได้วิ่งกลับกองทัพของตนทันที ทว่ากลับถามไถ่ข้อสงสัยจากจูล่งแทน
บุนทิวต้องรู้ปัญหานี้ให้ได้ เขาอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วตนพลาดตรงไหนไปกันแน่
จูล่งควงทวนด้วยท่วงท่าสง่างามหลายรอบ เช็ดคราบเลือดบนใบหน้าจนเกลี้ยงเกลา จากนั้นจึงวางทวนไว้บนตัวม้า
“ง่ายมาก ในด้านฝีมือ การโจมตีของท่านไม่แกร่งพอทำลายแนวป้องกันของข้า ทว่าข้ากลับจับช่องโหว่ของท่านได้อย่างง่ายดาย”
บุนทิวกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาฉายแววสับสนสุดขีด ความอัปยศในวาจานี้หนักหนาเกินรับไหว ทว่าเขากลับมิอาจโต้เตียงได้แม้แต่น้อย
“ข้าได้บทเรียนแล้ว”
ทิ้งท้ายไว้เพียงไม่กี่คำ บุนทิวพลันหันหลังกลับเข้ากองทัพทันที
จูล่งส่ายหน้าเบา ๆ สายตาเจือแววสงสาร อดเห็นใจมิได้ว่าบุนทิวโชคร้ายจริง ๆ ที่มาเจอเขาผู้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด
หากทั้งสองคนสู้กันเมื่อครึ่งปีก่อน จูล่งคงทำไม่ได้ถึงขั้นนี้แน่
แต่เพราะเขาเคยแพ้พ่ายราบคาบในการประมือตัวต่อตัวกับลิโป้มาก่อน จึงสามารถทะลวงขีดจำกัดตนเองได้ในช่วงเวลาระหว่างความเป็นตายครานั้น
“เอ้อร์ไหล”
จูล่งส่งสายตาไปยังเตียนอุย ส่งสัญญาณว่าให้อีกฝ่ายถอยกลับก่อน ส่วนตรงนี้ยกให้ตนจัดการเอง
เตียนอุยมิได้ดื้อด้านแล้วถอยกลับไปอย่างว่าง่าย ความจริงตัวเขาเองก็เหนื่อยล้าบ้างแล้ว ปะทะกับงันเหลียงและบุนทิวติดต่อกัน ทำให้ขุนพลทวนคู่สูญเสียพลังไปอย่างมหาศาลเช่นกัน
กลางสนามรบอันกว้างใหญ่เหลือเพียงจูล่งคนเดียว ชายหนุ่มชี้ทวนไปทางอ้วนเสี้ยว ก่อนตะโกนกู่ก้องเสียงดัง
“ขุนพลใต้อาณัติขุนพลพิทักษ์ จูล่งแห่งเสียงสัน ใครกล้าก็เข้ามาได้เลย!”
เสียงทุ้มกังวานของจูล่งมิได้ดังกึกก้องเท่าเตียนอุย รูปร่างท่าทางก็มิได้น่าหวาดกลัวเท่า ทว่าความน่าเกรงขามที่ปะทุขึ้นฉับพลันนั้นมิได้ด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย
หนึ่งคนหนึ่งม้าหนึ่งทวน คาดไม่ถึงว่าจะทำเอากองทัพนับแสนของอ้วนเสี้ยวไร้ซึ่งผู้กล้าท้าประลอง!
อ้วนเสี้ยวหน้าดำหน้าแดง มองเล่าเจี้ยงที่คงท่าทีโอหังขีดสุด ยามนี้เขาไม่เหลือวิธีอื่นแล้ว ขุนศึกที่แข็งแกร่งที่สุดใต้อาณัติล้วนพ่ายแพ้ติดกันจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดด้วยซ้ำ
ครานี้อ้วนเสี้ยวไม่เหลือไพ่ตายในมืออีกต่อไป ทำได้เพียงฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่บรรดาเจ้าเมืองขุนศึกทั้งหลายของกลุ่มพันธมิตร
“ใครกล้าออกไปสู้กับจูล่ง ข้าให้ห้าร้อยตำลึงทอง และข้าจะทูลขอตำแหน่งจากฝ่าบาท!”
คราวนี้อ้วนเสี้ยวขูดเลือดขูดเนื้อตัวเองเข้าแล้วจริง ๆ
ห้าร้อยตำลึงทอง! นั่นเท่ากับทองคำนับห้าร้อยก้อน มากพอทำให้ผู้คนนับไม่หวาดไม่ไหว
ไหนจะตำแหน่งบรรดาศักดิ์อีก ในราชวงศ์ฮั่น การมีตำแหน่งยศถาเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติสู่เส้นทางการเป็นตระกูลชั้นสูงได้ ซึ่งตำแหน่งที่ว่าเปรียบเสมือนตั๋วผ่านธรณีประตูสู่แวดวงชั้นสูงนั่นเอง
เหล่าขุนศึกหลายคนล้วนรู้ว่าชั่วชีวิตนี้คงมิอาจได้รับแม้แต่ศักดิ์กวนเน่ยโหว ต้องรู้ก่อนว่ากวนเน่ยโหวนั้นไม่มีพื้นที่ศักดินา เป็นบรรดาศักดิ์ที่ต่ำที่สุดแล้ว
ส่วนงันเหลียงและบุนทิวขุนพลใต้อาณัติอ้วนเสี้ยวนั้น แม้แต่ศักดิ์กวนเน่ยโหวยังไม่มีเสียด้วยซ้ำ
อ้วนเสี้ยวกวาดสายตามองฝูงชน เขาพบว่าเหล่าขุนพลเหล่านี้ตาลุกเป็นไฟกันทั้งแถบ อุปสรรคเดียวที่ขัดขวางคือความกลัวที่มีต่อจูล่ง ถึงได้ไม่มีผู้ใดกล้าออกรบแม้แต่คนเดียว!
“ให้ข้าลองจัดการจูล่งน้อยแห่งเสียงสันนี่ดูก็แล้วกัน!”
ในที่สุดก็มีคนทนข้อเสนอล่อใจไม่ไหว พุ่งออกจากกองทัพบุกเข้าโรมรันกับจูล่งทันที
“นั่นคือผู้ใด”
อ้วนเสี้ยวตะโกนถามดังลั่น เขาจะใช้โอกาสนี้ลั่นกลองรบปลุกกำลังใจ!
“เรียนท่านผู้นำพันธมิตร คนผู้นี้คือฮันหย่ง ขุนพลแห่งแคว้นกิจิ๋วขอรับ!”
ฮันหย่งว่องไวยิ่ง ชั่วพริบตาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจูล่งแล้ว ทั้งยังยกขวานมหึมาเหนือหัว หมายจะใช้ความเร็วของม้าศึกเป็นแรงส่งสะบั้นคมขวานผ่าร่างขุนศึกรูปงามเป็นสองซีก!
จูล่งจดจ่อกับฮันหย่งตลอดเวลา คอยกระทั่งคมขวานจ่ออยู่ตรงหน้า ถึงได้ดึงบังเหียนม้าด้วยความเร็วสูง ม้าศึกพลันกระโดดยกเท้าหน้า หลบขวานมหึมาของศัตรูที่ฟันลงพื้นพอดี
“พังแล้ว!”
ฮันหย่งตะโกนดังลั่น เขาสะบั้นคมขวานครั้งนี้สุดแรง แต่กลับไม่ถูกตัวจูล่ง มันผ่าวืดไปในความว่างเปล่า ทำให้เขาไร้เรี่ยวแรงในการดึงขวานใหญ่กลับมาชั่วขณะ
ฉัวะ!
ทวนยาวเสียบทะลุขั้วหัวใจ เพียงชั่วลมหายใจก็สิ้นชีวิต!
กระบวนท่าเดียวสังหารฮันหย่งสิ้น!
“จูล่ง หยุดบ้าคลั่งได้แล้ว เล่าซานเตามาจับเจ้าแล้ว!”
“จูล่งอย่าเพิ่งหนี หวังชงมาแล้ว!”
ลำพังกำลังแค่คนเดียวนั้นยากต่อกร ใจกลางกองทัพพันธมิตรพลันมีคนสองคนพุ่งออกมาพร้อมกัน แต่ละคนต่างถือดาบใหญ่ควบม้าทะยานไปหาจูล่ง!
จูล่งได้เปรียบอย่างหนึ่ง คือไม่ว่าศัตรูจะอ่อนแอเพียงใด เขาจะไม่ออมมือทั้งสิ้น ความผิดพลาดอย่างเตียนอุยนั้น จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเขาจูล่งผู้นี้
จูล่งพลิกข้อมือ ใช้กลยุทธ์ลดทอนแรงกับดาบที่ตวัดฟันเข้ามาก่อน หลังจากปัดคนแรกไปได้ ยามเผชิญหน้ากับคนที่สองจึงใช้ศาสตราวุธต้านรับเต็มกำลัง แรงปะทะมหาศาลทำเอาทั้งสองต้านกันจนหยุดนิ่งทันที!
ทวนยาวพลิ้วไหวดุจมังกรล่องหน เพียงชั่วพริบตาก็แทงทวนออกหลายดอก กระหน่ำแทงคนตรงหน้าหลายรู
จูล่งไม่รู้ว่าคนเบื้องหน้าคือเล่าซานเตาหรือหวังชง กระนั้นก็ลงมือมาดหมายปลิดชีพอีกฝ่ายอยู่ดี
ชั่วเวลานั้นขุนพลคนแรกที่ปะทะ เพียงชั่วพริบตาก็กระหน่ำแทงทวนหลายดอก เสียบคนเบื้องหน้าจนพรุน
จูล่งไม่รู้แล้วว่าเบื้องหน้าคือเล่าซานเตาหรือหวังชง อย่างไรก็ลงมือมาดหมายปลิดชีพทั้งหมดอยู่ดี
ชั่วเวลานั้นขุนศึกคนแรกที่ประมือกันก่อนหน้าพลันปรี่เข้ามาจากด้านหลัง ทั้งยังยกดาบขึ้นสุดหัวมาสะบั้นร่างจูล่ง
ราวกับจูล่งมีตาหลัง เขาเอี้ยวตัวครึ่งหนึ่ง ชั่วเวลาที่อีกฝ่ายขี่ม้าวิ่งประชิดตน ทวนยาวพลันพุ่งออกไปทันใด
ม้าศึกยังคงควบราวกับทะยานลม หากแต่ตัวคนกลับถูกจูล่งเหวี่ยงทวนตวัดร่างขึ้นกลางอากาศ!
ตึง!
คล้อยหลังเสียงร่วง ร่างที่ห้อยบนทวนกระแทกพื้นหนักหน่วง ดวงตาไร้ซึ่งแววพลังชีวิตเป็นที่เรียบร้อย
สนามรบเงียบสนิทในชั่วพริบตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพของอ้วนเสี้ยวที่เงียบเชียบเป็นทุนเดิมแล้ว ยามนี้ไม่เหลือแม้แต่เสี้ยวเสียง ดวงตาเหล่าไพร่พลทั้งหลายต่างฉายแววหวาดกลัวเห็นชัด
ไม่คิดไม่ฝันว่าจูล่งรูปร่างหน้าตาไร้ที่ติปราศจากความน่าพรั่นพรึง แท้จริงแล้วจะมีฝีมือเหนือชั้นกว่าเตียนอุยเสียได้!
ขุนพลใต้อาณัติเล่าเจี้ยงมียอดฝีมือกี่คนกันแน่?
อ้วนเสี้ยวตกตะลึงพูดไม่ออกเช่นกัน ประกายโทสะในแววตาวาวโรจน์กว่าที่เคยเป็นมา
วันนี้เขาสิ้นท่าราบคาบ ต่อให้รางวัลสูงเพียงใด ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปอีกแล้ว!
อย่าว่าแต่เล่าเจี้ยงเลย แค่ขุนพลสองคน แม้แต่มหากองทัพพันธมิตรขนาบสองข้างกายยังสู้ไม่ได้แม้แต่น้อย กองทัพแสนห้าคนเป็นได้เพียงเป็นที่หัวเราะเยาะของเหล่าประชาชนแค่นั้น
ย้อนกลับมาทางเล่าเจี้ยง ยามนี้ยิ้มไม่หุบ เขารู้ว่าจูล่งก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปแล้ว แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าความสามารถของอีกฝ่ายจะสูงส่งเช่นนี้!
ฝีมือของจูล่งในตอนนี้ คงไม่อ่อนไปกว่าลิโป้เป็นแน่!
“อ้วนเปิ่นชู ยังจะส่งคนมาอีกไหม? กองทัพนับสองแสนของเจ้า ไม่มีใครสู้ได้สักคนเลยหรือ? ไม่ได้ก็เลือกเอาในบรรดาทหารเอาสิ? ดูว่าจะหาผู้กล้าออกมาจากบรรดาทหารพวกนี้ได้สักคนไหม?”
เล่าเจี้ยงเย้ยหยันเต็มประดา ไม่เพียงเยาะเย้ยอ้วนเสี้ยว แต่ยังเย้ยหยันเหล่าเจ้าเมืองขุนพลทั้งหลายอีกด้วย!
ช่างน่าขัน ในบรรดาขุนศึกเหล่านี้จะไม่มีแม่ทัพที่พอไปวัดไปวาได้สักคนเลยหรือ? ถึงขั้นต้องเฟ้นหาจากเหล่าไพร่พลทหารเอาหรือ
ต่อให้ในบรรดาทหารมีคนจริง อ้วนเสี้ยวก็ไม่มีทางใช้ เขาไม่มีทางทิ้งคนที่ว่าไปได้!
“เล่าเจี้ยง เจ้าเลิกโอหังอวดดีได้แล้ว เจ้าคิดจริงหรือว่าพวกเราสิ้นไร้ไม้ตอก เจ้านั่นละที่ไปเฟ้นหาจากไพร่พลทหารมาเสีย เจ้าเห็นแม่ทัพอย่างพวกเราเป็นอะไรกัน?”
เล่าเจี้ยงแสยะยิ้ม รู้อยู่ว่าอ้วนเสี้ยวรับความอัปยศนี้ไม่ได้ แต่ความเป็นจริงแล้วเขาจงใจพูดเช่นนั้น เพราะเผลอไปเห็นบางคนเข้า
“ได้ เช่นนั้นข้าให้โอกาสเจ้าอีกครา ส่งคนมาเสีย!”
อ้วนเสี้ยวขมขื่นเต็มทรวง เขายังเหลือใครให้ออกไปอีกหรือ? ออกไปก็เท่ากับส่งไปตาย เช่นนั้นย่อมทำลายขวัญกำลังใจของไพร่พลอย่างต่อเนื่องแทนแน่!
ไม่ได้ช่างเถิด ไม่สู้กับเล่าเจี้ยงแล้ว วันอื่นค่อยไปโจมตีก็แล้วกัน!
อ้วนเสี้ยวคาดการณ์ไว้ครู่หนึ่ง ขืนแน่นิ่งอยู่ต่อไปย่อมไม่เป็นการดี ลูกน้องใต้อาณัติตนมีตั้งมากมาย ไฉนต้องสู้กับเล่าเจี้ยงด้วย!
ขณะเตรียมถอยกลับ ก็ได้ยินใครคนหนึ่งพุ่งออกมา พร้อมชี้หน้าเล่าเจี้ยง
“เล่าเจี้ยง เจ้าเลิกอวดดีได้แล้ว คงจำข้าได้สินะ!”