พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 358 ซุนฮิวแสดงความยินดี
บทที่ 358 ซุนฮิวแสดงความยินดี
“ใช่แล้ว! ไม่เลวเลยทีเดียว เล่าปี่เป็นตัวตลกแห่งใต้หล้า แข็งกับใครไม่ขึ้น จะยืดจะงออย่างไรก็ได้ เหมือนเป็นคนตัวเล็กที่มีไว้ให้คนใหญ่คนโตรังแกเล่นเท่านั้น ทว่า… ถึกทนอย่างกับแมลงสาบ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เดี๋ยวเขาก็พลิกฟื้นตัวเองกลับมาได้ ซ้ำยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม”
เล่าเจี้ยงรู้แจ้งถึงความเยี่ยมยอดของเล่าปี่เป็นอย่างดี อันที่จริงเขาเองก็ชื่นชมในจิตวิญญาณของเล่าปี่เป็นอย่างมาก แต่ในอนาคตพวกเขาทั้งสองถูกกำหนดมาให้เป็นศัตรู ลิขิตให้พบพานกันบนสมรภูมิ!
“ไม่คาดคิดเลยว่านายท่านจะประเมินค่าคนผู้นี้สูงส่งถึงเพียงนี้”
ซุนฮิวแอบจดจำชื่อเล่าปี่ไว้ในใจอย่างเงียบงัน คนที่ได้รับการชื่นชมยกย่องและความสนใจจากเล่าเจี้ยงถึงเพียงนี้ย่อมต้องไม่ใช่คนไร้ค่าธรรมดาเป็นแน่
เล่าเจี้ยงไม่สะดวกที่จะกล่าวมากกว่านี้ หากพูดมากไป ซุนฮิวต้องไม่เชื่อแน่ ทว่าในประวัติศาสตร์หน้าใหม่นี้ มีเขาอยู่ที่แคว้นเอ๊กจิ๋ว หากเล่าปี่หากคิดบุกแคว้นเอ๊กจิ๋วอีกก็เห็นทีว่าจะเป็นเพียงฝันกลางวัน!
“ไม่เพียงเท่านั้น กวนอูและเตียวหุยน่าทึ่งกว่านี้เสียอีก หากทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับจูล่งและเอ้อร์ไหล ก็ยากที่จะบอกผลแพ้ชนะ!”
ซุนฮิวอดเบิกตากว้างขึ้นมาไม่ได้ ศักยภาพของเตียนอุยและจูล่งเป็นอย่างไรนั้นเขาย่อมรู้ดี คาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จากการประเมินของเล่าเจี้ยงก็มิอาจคาดเดาผลลัพธ์ได้
“ใครจะคาดคิดว่าเล่าปี่ผู้ไร้ชื่อเสียง กลับมีแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่อยู่ในมือ”
เล่าเจี้ยงเมื่อนึกถึงกวนอูก็พลันรู้สึกทุกข์ใจขึ้นมา แอบชิงชังเล่าปี่ว่าทำไมในตอนนั้นจึงไม่ยอมขายกวนอูให้กับตน!
“ช่างเถิด เล่าปี่ไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อเราได้ในเวลานี้ ไม่ว่ากวนอูและเตียวหุยจะห้าวหาญเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ พวกเขาสามารถบินขึ้นฟ้า ร่อนไปในใต้หล้าได้อย่างอิสรเสรีหรือไร? ด่านเฮาโลก๋วนเป็นชัยภูมิซึ่งมีปราการกีดขวางทางธรรมชาติที่พวกเขาไม่มีหนทางข้ามผ่านไปได้”
เล่าเจี้ยงไม่สามารถหยุดยั้งการโลดแล่นไปในใต้หล้าของเล่าปี่ได้ และเขาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงตอนนี้ หลังจากเกิดกองทัพขุนศึกปราบตั๋งโต๊ะสิ้นสุดแล้ว การจัดการกับกิจการต่าง ๆ ในแคว้นเอ๊กจิ๋วนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
“จริงสินายท่าน ข้าเห็นว่าท่านได้ขุนพลนายหนึ่งของฝ่ายศัตรูมานี่ขอรับ?”
ซุนฮิวไม่ได้ถามให้มากความ ทั้งยังเบี่ยงประเด็นออกจากหัวข้อสนทนานี้ด้วย
“แม่ทัพ… เอ่อ… ช่างเถิด…”
แก้มของเล่าเจี้ยงกระตุกบ่อยครั้ง พูดกันตามตรง หากไม่ใช่เพราะชื่อพัวหอง คาดว่าหัวของเจ้าตัวคงหลุดจากบ่าไปเสียนานแล้ว
เพียงเพราะความอยากสงสัยใคร่รู้ของขุนพลไร้พ่าย เล่าเจี้ยงจึงห้ามไม่ให้จูล่งแทงทวนของเขาเข้าไปที่หัวใจของพัวหอง
“นายท่าน?”
ในอดีต ยามที่เล่าเจี้ยงได้แม่ทัพมา ก็จะสนุกสนานเฮฮาเสียจนหุบยิ้มไม่ลง ทว่าปฏิกิริยาในวันนี้กลับผิดแปลกไปมาก อีกทั้งซุนฮิวยังเห็นได้ชัดเจนว่าขุนศึกฝ่ายศัตรูผู้นั้นไร้ความสามารถ ถูกจูล่งและเตียนอุยรังแกเสียหมดสภาพ ด้วยความอยากรู้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเล่าเจี้ยง
“หา? ไม่มีอะไร… ไม่มีอะไร…”
หากเล่าเจี้ยงรู้ความคิดของซุนฮิวในตอนนี้ จะต้องกล่าวบอกให้อีกฝ่ายเลิกสงสัยเสียทีอย่างแน่นอน
ทันใดนั้น จูล่งและเตียนอุยก็เดินเข้ามาพร้อมพัวหอง
“นายท่าน ท่านกุนซือ”
เล่าเจี้ยงมองไปยังพัวหองที่มีหน้าตาอมทุกข์ ก็รู้ทันทีว่าการแข่งขันครั้งนี้ไม่น่าพอใจเป็นแน่
“พัวหอง ท่านนี้คือกุนซือซุนฮิว ยังไม่รีบมาทำความเคารพอีก”
เมื่อเห็นว่าพัวหองเอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เตียนอุยจึงเอ่ยเตือนเขา พร้อมทั้งดึงเข้าให้ไปอยู่ตรงหน้าซุนฮิวอีกด้วย
“คารวะนายท่าน ท่านกุนซือ”
พัวหองพลันตอบสนองในฉับพลัน รีบกล่าวคำนับเล่าเจี้ยงและซุนฮิว
ซุนฮิวยกยิ้มพลางพยักหน้า ถือเป็นการตอบรับพัวหอง “เป็นอย่างไรบ้าง?”
แม้จะรู้ผลลัพธ์แล้ว เล่าเจี้ยงก็ยังสงสัยอยู่เล็กน้อย อีกทั้งเขายังอยากรู้ด้วยว่าพัวหองมีน้ำยามากแค่ไหน
“ว่าอย่างไรเอ้อร์ไหล? ว่ามาสิ…”
เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนไม่ตอบ เล่าเจี้ยงจึงขานชื่อเตียนอุยให้เป็นผู้เอ่ย
“นายท่าน เขาแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้เล็กน้อย หากแต่ก็ยังพอไปวัดไปว่าได้ เคี่ยวเข็ญประคองตัวประมือกับข้าไปได้สิบกระบวนขอรับ!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยถามเตียนอุยต่อ
“ด้วยทวนคู่น่ะหรือ?”
“ขอรับ ไม่เลวเลยทีเดียว ทั้งสอบรอบนั้นข้าไม่ได้ออมมือเลย”
ความสำเร็จนี้ทำให้เล่าเจี้ยงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เขายังกลัวอยู่ว่าเตียนอุยจะปลิดชีพพัวหองอย่างรวดเร็วตั้งแต่รอบแรก!
“จูล่ง เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
การต่อสู้กับเตียนอุยนั้นแทบจะเป็นการดวลพละกำลัง จึงเป็นการยากที่จะสะท้อนความสามารถด้านวรยุทธ์ ความพ่ายแพ้ของพัวหองก็น่าจะเกิดขึ้นจากความแข็งแกร่งที่ต่างกันอย่างมาก
จูล่งไม่อาจปริปากเอ่ยได้โดยง่าย ด้วยรู้ว่าคำตอบนี้ของเขาจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพัวหอง
“นายท่าน ฝีมือของพัวหองสูสีกับเอียวหลิมขอรับ”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
คำตอบนี้ค่อนข้างตรงตามความคาดหวังของเล่าเจี้ยง กำลังทางทหารนั้นให้ที่แปดสิบคะแนน อยู่ระหว่างขุนศึกชั้นสองและชั้นสาม
“นายท่าน ข้าได้ประจักษ์แล้ว ความแข็งแกร่งของท่านแม่ทัพเตียวและท่านแม่ทัพเตียนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะต่อกรได้”
หลังจากการแข่งขันครั้งนี้ พัวหองได้เห็นความสามารถของตนอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินเตียนอุยเล่าว่ายอดขุนศึกผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเล่าเจี้ยงนั้นไม่ได้มีเพียงจูล่งและเตียนอุย เขาก็ยิ่งตระหนกตกใจ
แต่ถึงแม้ว่าพัวหองจะจิตตกไปบ้าง แต่ก็ยังไม่สูญเสียความมั่นใจ ดูเหมือนว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเช่นกัน
“พัวหอง เจ้าไปรายงานโกซุ่นก่อนเถอะ โกซุ่นฝึกกองทัพด้วยความเข้มงวดและซื่อสัตย์ เมื่อใดที่เจ้าได้รับคำอนุญาตจากเขา เมื่อนั้นเจ้าก็สามารถนำทัพได้
บุคคลที่มีความแข็งแกร่งเช่นพัวหองนี้เหมาะที่สุดที่จะเป็นรองแม่ทัพ ตอนนี้เล่าเจี้ยงมีแม่ทัพขุนพลใต้การบังคับบัญชามากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าตำแหน่งรองผู้บัญชาการทัพยังขาดแคลนอยู่มาก ไม่ว่าจะพิจารณาไตร่ตรองจากความภักดีหรือสถานการณ์อื่น ๆ กองทัพก็จำเป็นต้องมีผู้นำทัพมากกว่าหนึ่งคนจึงจะเหมาะควร
นัยน์ตาของพัวหองฉายชัดถึงความปีติยินดี เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองจะถูกทอดทิ้ง ไม่คาดคิดจริง ๆ ว่าจะยังได้รับโอกาส!
ได้นำกองทัพ! พัวหองเชื่อว่าด้วยความมุมานะของเขาแล้ว เขาจะได้รับสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาอย่างแน่นอน!
“ขอบพระคุณนายท่าน!”
มันเป็นเพียงถ้อยคำห้าพยางค์ธรรมดา ๆ ไม่ได้มีวาจาอะไรมากมายนัก ทว่าเล่าเจี้ยงกลับรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่ชอบให้คนต่ำทรามประจบสอพลอมาอยู่ใต้บังคับบัญชา
“พัวหอง เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
พัวหองพยักหน้าอย่างจริงจัง ตอบกลับเล่าเจี้ยงพร้อมดวงตาเด็ดเดี่ยวของเขา
“เอาเถิด ข้าคาดการณ์ว่าอ้วนเสี้ยวคงไม่ยกทัพมาบุกโจมตีไปอีกสักพัก เราแค่ต้องรอให้ตั๋งโต๊ะเดินทางมาถึงด่านเฮาโลก๋วนก็เท่านั้น”
“หากแต่การป้องกันด่านก็อย่าได้ประมาท จะต้องทำอย่างไร้ข้อผิดพลาด!”
เผื่อว่าบรรดาผู้บัญชาการกองทัพของเขาจะประมาทเลินเล่อเพราะชัยชนะอันน้อยนิดนี้ เล่าเจี้ยงจึงต้องกำชับตักเตือนพวกเขา
“นายท่านโปรดวางใจเถิด เรื่องด่านเฮาโลก๋วนในเวลานี้สามารถมั่นใจได้เต็มร้อย!”
“เหอะ ๆ ดูเหมือนว่าท่านกุนซือจะเชื่อมั่นในตัวโกซุ่นไม่น้อยเลยทีเดียว!”
หากเป็นคนอื่น ซุนฮิวคงไม่กล้ากล่าวเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจเช่นนี้ แต่ตอนนี้การป้องกันด่านเฮาโลก๋วนอยู่ในความดูแลของเตียวเลี้ยวและโกซุ่น ซึ่งทำให้เขาวางใจอย่างยิ่ง
สำหรับโกซุ่นนั้นไม่จำเป็นต้องพูดอะไรนัก คนผู้นี้ค่อนข้างจะเหมือนพระอิฐพระปูน น่าเบื่อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ชอบพูด ซ้ำยังเป็นคนคาดเดายากคนหนึ่ง หากแต่ระดับความเข้มงวดกวดขันนั้นถือเป็นที่หนึ่งในบรรดาคนของเล่าเจี้ยง!
ซุนฮิวเป็นคนที่ชอบตรวจสอบข้อบกพร่องแล้วเติมเต็มมันเสีย กระทั่งเรื่องการจัดวางกำลังของฮองตง จูล่ง ตลอดจนคนอื่น ๆ เขาก็สามารถสังเกตเห็นและดึงช่องโหว่บางอย่างออกมาได้ แต่ภายใต้การจัดการของโกซุ่นนั้น ซุนฮิวไม่สามารถจับสังเกตถึงข้อบกพร่องได้แม้แต่จุดเดียว!
การทำงานของเตียวเลี้ยวเองก็สามารถวางใจได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าโกซุ่น
หลังจากได้คบค้าสมาคมกันมาในช่วงระยะนี้ ซุนฮิวตระหนักได้ว่าเตียวเลี้ยวเป็นคนประเภทกล้าหาญแต่ไม่ประมาท
เช่นเดียวกับเรื่องระดับการป้องกัน โกซุ่นจะวางกำลังป้องกันทุกกระเบียดนิ้ว ทุกช่องโหว่ล้วนถูกอุดกั้นเพื่อให้ไร้ซึ่งข้อผิดพลาดใดอย่างแท้จริง
ในทางกลับกัน เตียวเลี้ยวนั้นแตกต่างออกไป เขาใจเย็นก็จริง แต่ไม่ใช่คนละเอียดเท่าโกซุ่น จึงมักจะมองหาโอกาสที่จะเอาชนะศัตรู ในขณะเดียวกันก็ต้องแน่ใจอยู่เสมอว่าการป้องกันของตนนั้นจะไม่หย่อนยาน
ซุนฮิวเคยเอ่ยถึงนิสัยของทั้งคู่ ซึ่งในท้ายที่สุด เล่าเจี้ยงก็ตัดสินใจว่าจะไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ และปล่อยให้พวกเขายืนหยัดไปตามอุปนิสัยของพวกเขาเอง อย่างไรเสียเตียวเลี้ยวและโกซุ่นก็มีประโยชน์ใช้สอยที่แตกต่างกัน
แน่นอนว่าในอนาคต เตียงเลี้ยวจะเป็นแม่ทัพอาจหาญบุกพิชิตข้าศึก สามารถนำกองทัพโดยลำพัง กระทั่งอาจได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ
ส่วนประโยชน์ใช้สอยโกซุ่นก็ชัดเจนมาก ด้วยสามารถวางอีกฝ่ายไว้ข้างหลังตัวเองได้ เล่าเจี้ยงเชื่อว่าตราบใดที่เขาออกคำสั่ง โกซุ่นจะยืนหยัดอดทนเป็นทหารที่เหลืออยู่คนสุดท้ายอย่างแน่นอน