พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 357 พัวหองยอมแพ้
บทที่ 357 พัวหองยอมแพ้
“ช้าก่อน!”
ปลายทวนหยุดอยู่ตรงหน้าอกพัวหอง ไม่ใช่เพราะเสียงตะโกนของเจ้าตัว แต่เป็นเพราะคำว่า ‘ช้าก่อน’
เสียงนี้สำหรับจูล่งเป็นเหมือนพระราชโองการก็ไม่ปาน ผู้พูดคือเล่าเจี้ยงนั่นเอง
“นายท่าน จะไม่ฆ่าเขาหรือ?”
เมื่อจูล่งเอียงข้างหันไปมอง ขุนพลพิทักษ์ก็เดินมาถึงแล้ว
“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งลงมือ ข้าสนใจคนผู้นี้มาก”
แม้พัวหองจะตื่นตระหนกสุดขีด ทว่ายังนับว่ามีความกล้าหาญอยู่ จึงไม่ได้ตกใจกลัวจนฉี่รดกางเกง และนับว่าคู่ควรกับร่างกายที่ทรงพลังอยู่บ้าง
“พัวหอง เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอม เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถเอาชนะจูล่งได้หรือ?”
พัวหองรอดมาได้ชั่วคราว และมองความเป็นตายอย่างเรียบเฉยมากขึ้น
“ขุนพลพิทักษ์ ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจูล่ง แต่ถ้าไม่ใช่เพราะอาวุธข้าไม่เหมาะมือ คงไม่พ่ายอย่างอนาถเช่นนี้!”
เล่าเจี้ยงคิดว่าพัวหองอยากรอด จึงจงใจดึงดูดความสนใจของเขา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเข้าใจผิด
“อาวุธไม่เหมาะมือหาใช่ปัญหาข้า เรื่องนี้เจ้าต้องไปถามฮันฮก”
พัวหองส่ายหัวเบา ๆ ไหนเลยจะมีโอกาสเจอฮันฮกอีก เขาในตอนนี้มีแต่ความคับแค้นเสียใจ!
“นี่จะโทษเจ้าผู้ครองแคว้นฮันอย่างเดียวไม่ได้ เป็นข้าเองหลงระเริงในคำชมขุนพลไร้พ่ายจนสูญเสียตัวเองไป…”
“ลงมือเถิด ถ้าข้าตายด้วยน้ำมือขุนพลพิทักษ์ได้ ก็นับว่าเป็นการข่มชื่อเสียงนั้นแล้ว”
ไม่รู้เหตุใด จู่ ๆ เล่าเจี้ยงก็รู้สึกว่าพัวหองหาได้ไร้ประโยชน์ อย่างน้อยตอนนี้อีกฝ่ายก็เข้าใจตระหนักตัวเองชัดเจนแล้ว
“สำหรับข้า จะฆ่าเจ้าหรือไม่นั้นไม่สำคัญ เพราะเจ้าไม่ได้คุกคามอะไรข้า เพียงแต่เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าข้าไม่ฆ่าเจ้า แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?”
พัวหองเผยรอยยิ้มเวทนา เหตุที่เขาไม่หวั่นกลัวความตายขนาดนั้น เป็นเพราะสิ่งนี้
วันนี้ตนทำขายหน้าต่อหน้าเหล่าวีรชนในใต้หล้า จากนี้ไปใครจะกล้าใช้เขาอีก? แม้กระทั่งชื่อพัวหองก็จะกลายเป็นเรื่องตลกไปทั่วทั้งราชวงศ์ฮั่น!
หากเขาได้ใช้ชีวิตด้วยความอัปยศอดสูเช่นนี้ พัวหองรู้สึกว่ามิสู้ตายไปเสียจะดีกว่า ไม่ว่าอย่างไร พัวหองก็ยังเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง!
“ขุนพลพิทักษ์กล่าวไม่ผิดนัก วันนี้พัวหองเสียหน้าไปหมดแล้ว! ข้าน้อยยอมตาย ขอบคุณขุนพลพิทักษ์ที่ช่วยเหลือทุกอย่าง”
เล่าเจี้ยงมองเข้าไปในดวงตาพัวหอง เขาต้องการดูว่าอีกฝ่ายนั้นไม่หวั่นกลัวจริง ๆ หรือแค่แสดงกันแน่
ไม่นานก็แน่ใจ ในดวงตาพัวหองมีความตั้งใจที่จะตาย ดูท่าคงจะหดหู่เศร้าใจจริง ๆ
ก้าวพลาดครั้งหนึ่ง ก็พลาดทั้งหมด!
พัวหองสูญเสียตัวเองไปเพราะคำชมเพียงประโยคเดียว และละทิ้งอาวุธที่ตัวเองใช้มานานหลายปี ส่งผลให้เกิดสถานการณ์อย่างตอนนี้
“พัวหอง อ้อนวอนขอความตายนั้นมันง่าย แค่ปาดคอก็เสร็จสิ้น! ทว่าคล้อยหลังเจ้าตายแล้ว ขุนพลรุ่นต่อไปจะกล่าวถึงเจ้าอย่างไร? เจ้าไม่เพียงแต่กลายเป็นตัวตลกของราชวงศ์ฮั่นเท่านั้น แต่จะยังมีชื่อเสียติดตัวไปตราบนาน แม้ตายก็ยังเป็นที่รังเกียจของผู้คน เดิมขุนพลไร้พ่ายที่มีชื่อเสียงน่าเกรงขาม จากนี้ไปจะกลายเป็นเรื่องตลก! เจ้าเต็มใจหรือ?”
พัวหองก้มหน้า ขอบตาค่อย ๆ แดงเรื่อขึ้นมา เขาเต็มใจหรือ? ชีวิตที่ผ่านมาตลอดกว่าสามสิบปี สุดท้ายก็จบลงเช่นนี้! พัวหองจะเต็มใจได้อย่างไร?
ทว่า… ไม่เต็มใจแล้วจะทำอย่างไรได้เล่า ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล แต่กลับไร้หนทางไป!
“หากเจ้ายังมีเจตจำนงในการสู้ ข้าสามารถให้โอกาสเจ้าได้ ให้เจ้าได้ล้างความอับอายด้วยมือเจ้าเอง พิสูจน์ให้คนทั้งใต้หล้าได้เห็น ต่อให้เจ้าหาใช่ขุนพลไร้พ่ายแค่ในนาม แต่ก็ยังเป็นขุนพลไร้พ่ายอย่างแท้จริง!”
เดิมทีโลกของพัวหองได้มืดสนิทไปแล้ว แต่เล่าเจี้ยงเป็นเหมือนแสงตะวันก็ไม่ปานที่สาดส่องผ่านความมืดสะท้อนหาตัวเอง
“ขุนพลพิทักษ์หมายถึง…”
“เจ้ายินดีสวามิภักดิ์ต่อข้าหรือไม่?”
ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะชักชวนพัวหอง นี่ทำให้เตียนอุยรับไม่ได้อย่างมาก!
“นายท่าน เราจะต้องการไอ้สวะผู้นี้ไปไยกัน?”
วาจาของเตียนอุยเหมือนสลักอันแข็งแกร่งขึ้นก็ไม่ปาน ค่อย ๆ ปิดช่องว่างที่ดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาอีกหน
นั่นสิ… เศษสวะ
จากนี้ไปด้านหน้าชื่อตัวเองจะมีคำว่า ‘สวะ’ พ่วงอยู่ด้วยแน่นอน!
ความหวังเพียงน้อยนิดที่เพิ่งจุดประกายขึ้นนั้นก็ถูกกำลังดับลง แม้นเล่าเจี้ยงจะเป็นเจ้านายที่ปราดเปรื่อง ทว่าคนใต้บัญชาเขาดูแคลนตัวเองเช่นนี้ เขาจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร?
“ข้า…”
เล่าเจี้ยงรู้ว่าพัวหองถูกกระตุ้นด้วยคำพูดของเตียนอุย ทว่าก็ไม่ได้ห้ามขุนศึกทวนคู่แต่อย่างใด หากพัวหองไม่อาจทนคำสบประมาทไม่ดีได้ เกรงว่าต่อไปคงสร้างความดีความชอบอะไรไม่ได้แน่ และการชักชวนเขาก็จะไม่มีประโยชน์อะไร
“พัวหอง คำพูดคนอื่นควบคุมหนึ่งคน สองคนได้ แต่ควบคุมคนทั้งใต้หล้าได้หรือ? หากอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น เจ้าต้องใช้ความจริงมาพูด!”
“ข้าบอกได้เลยว่าตอนนี้จิตใจอ่อนแอของเจ้าเป็นแค่เศษสวะจริง ๆ แต่ลูกน้องใต้บัญชาข้าห้ามเป็นเศษสวะ!”
เล่าเจี้ยงขยิบตาให้จูล่งกับเตียนอุย จากนั้นก็หมุนตัวจากไป ปล่อยให้พัวหองคุกเข่าอยู่ตรงนั้นอย่างไม่รู้จะทำอะไร
“เศษสวะ… ไม่! ข้าจะไม่เป็นเศษสวะ!”
แววตาพัวหองเผยความเด็ดเดี่ยวออกมา เขาผุดลุกขึ้นยืน วิ่งไปคุกเข่าลงข้างเดียวต่อหน้าเล่าเจี้ยง
“พัวหองขอขุนพลพิทักษ์รับข้าเอาไว้ด้วย!”
พัวหองก้มหน้าลงไม่พูดอะไรมาก และไม่ได้รับปากใด ๆ เขารู้สึกว่าพูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ มิสู้ใช้ความจริงพิสูจน์ให้เล่าเจี้ยงเห็นในอนาคตดีกว่า
เขาไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ
…เห็นเพียงเล่าเจี้ยงควบม้าตรงออกไป
ความเศร้าโศกแล่นเข้าสู่หัวใจพัวหอง หากขุนพลพิทักษ์ไม่รับเขา นั่นคงไม่มีหนทางเดินต่อแล้วจริง ๆ!
“ไปสิ มัวคุกเข่าอยู่ทำไม?”
พัวหองสะดุ้งไปทั่วร่าง เงยหน้ามองเล่าเจี้ยงด้วยความว่างเปล่า ราวกับไม่เข้าใจเจตนา
“ข้า…”
เล่าเจี้ยงเผยรอยยิ้มอันอบอุ่นออกมา จากนั้นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
พัวหองปีติยินดีทันที ก่อนวิ่งไปตามทางที่ขุนพลพิทักษ์จากไปอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มนี้ทำให้พัวหองแน่ใจว่าเล่าเจี้ยงคือคนที่เขาจะปกป้องด้วยชีวิต!
…
เมื่อกลับมาที่ด่านเฮาโลก๋วน พัวหองแทบอดทนที่จะแลกเปลี่ยนฝีมือกับจูล่งและเตียนอุยไม่ไหว เล่าเจี้ยงเองก็อนุญาตแล้ว เขาก็อยากเห็นว่าความไม่ยอมจำนนของพัวหองจะอยู่ในระดับไหนกันแน่
“นายท่าน คราวนี้กำลังใจของกองทัพพันธมิตรลดฮวบอย่างรุนแรง เกรงว่าภายในสามถึงห้าวันคงยังฟื้นกลับมาไม่ได้แน่!”
ซุนฮิวเห็นทุกอย่างอยู่ที่ด่านเฮาโลก๋วนแล้ว เขารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
เตียนอุยแค่คนเดียวก็สร้างความปวดหัวอย่างมากให้กับกองทัพพันธมิตรแล้ว ยิ่งจูล่งปรากฏตัวในสนามรบอีก ต่อให้อ้วนเสี้ยวมีกองทัพกว่าแสนนาย ก็ยังจนมุม!
“กงต๋า วันนี้แค่โชคดีเท่านั้น หากข้าไม่ยั่วยุอ้วนเสี้ยว และไอ้โง่อ้วนสุดให้ความร่วมมือ การประลองขุนพลในวันนี้คงยากจะพูดจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงไม่ได้มองโลกในแง่ดีนัก หากวันนี้ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยได้โอกาสลงสนามจริง บวกกับงันเหลียงและบุนทิว จูล่งกับเตียนอุยคงรับมือไม่ได้!
แม้จะให้เล่าเจี้ยงกับโกซุ่นฝืนลงสนามไปด้วยก็ไม่มีประโยชน์แน่นอน! เขาสองคนสามารถต่อสู้กับงันเหลียงกับบุนทิวได้หรือ?
“เหตุใดนายท่านจึงพูดเช่นนี้ อ้วนเสี้ยวหนีกลับไปค่ายด้วยความอับอายแล้วมิใช่หรอกหรือ?”
ซุนฮิวไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเล่าเจี้ยง เขาเห็นอย่างชัดเจนที่ด่านว่าฝ่ายของนายท่านได้เปรียบมาตลอด
“ไม่คิดเลยว่าเล่าปี่ กวนอู กับเตียวหุยจะมาอยู่ที่นี่ด้วย ข้าคิดว่าเวลานี้พวกเขาจะติดตามกองซุนจ้านอยู่ที่แคว้นอิวจิ๋วเสียอีก วันนี้ไม่ได้พาไทสูจู้กับเตียวเลี้ยวไปด้วย เป็นความผิดพลาดของข้าจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงแอบดีใจ โชคดีที่เขาค้นพบทั้งสามเร็ว และกระตุ้นอ้วนเสี้ยวได้ทัน
“เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย? หรือจะเป็นเล่าเหี้ยนเต๊กที่เป็นผู้นำทัพอาสาจากชาวบ้าน ยกทัพไปปราบกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลือง?”
[1] กองซุนจ้าน (公孙瓒) เจ้าเมืองปักเป๋ง ตั้งตัวเป็นใหญ่ในแคว้นอิวจิ๋ว เรียนจบสำนักเดียวกับเล่าปี่ เล่าปี่คอยดูแลและให้ความเคารพกองซุนจ้านเหมือนพี่ชาย ตามวรรณกรรม กองซุนจ้านเป็นผู้ชวนเล่าปี่ไปเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรกับอ้วนเสี้ยวด้วยกัน ภายหลังมีเหตุให้สู้รบกับอ้วนเสี้ยวหลายครั้งจนกองซุนจ้านถูกอ้วนเสี้ยวสังหาร