พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 359 การมาถึงของกองทัพของตั๋งโต๊ะ
บทที่ 359 การมาถึงของกองทัพของตั๋งโต๊ะ
เป็นดังที่ซุนฮิวคาดการณ์ไว้ การประมือกันระหว่างแม่ทัพในครานี้ทำลายขวัญกำลังใจอย่างใหญ่หลวงต่อกองทัพพันธมิตร!
ในอีกหลายวันข้างหน้านี้ อ้วนเสี้ยวจะต้องตั้งค่ายเพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้เหล่าทหาร และไม่บุกมาโจมตีด่านเฮาโลก๋วน
ในวันที่ห้า ในที่สุดตั๋งโต๊ะก็กรีธาทัพมาถึงด่านเฮาโลก๋วนพร้อมทหารใต้บังคับบัญชากว่าสี่หมื่นนาย
“ขุนพลพิทักษ์ ลำบากท่านแล้วจริง ๆ! ทำให้ขุนพลพิทักษ์ต้องรอกว่าสามวัน ข้าละอายใจนัก!”
โบราณว่ามือที่ง้างมาย่อมไม่ตบคนยิ้มให้ ใครทำดีด้วยย่อมไม่หักใจทำร้ายได้ลง ตั๋งโต๊ะจึงรีบปริปากขอโทษอย่างกระตือรือร้น แน่นอนว่าเล่าเจี้ยงย่อมไม่อาจคิดหยุมหยิมจนเกินไป
“ก็ยังดี หากท่านผู้สำเร็จราชการตั๋งมาช้าไปอีกไม่กี่วัน เล่าเจี้ยงคงทำได้เพียงทิ้งด่านและจากไป”
ตั๋งโต๊ะรู้สึกอับอายมากจนได้แต่ยิ้มเข้าสู้อยู่ข้าง ๆ ตอนนี้เขาขาดแคลนทหารอย่างหนัก ทั้งไม่มีข้อได้เปรียบด้านกำลังทหารอีกแล้ว ท่าทีของเล่าเจี้ยงจึงยิ่งสำคัญสำหรับเขา!
“แหะ ๆ ท่านขุนพลพิทักษ์ล้อกันเล่นแล้ว แต่ข้าได้ยินมาว่าขุนพลพิทักษ์แสดงแสนยานุภาพต่อหน้าอ้วนเสี้ยว ทำเอาโจรชั่วผู้นั้นหนีตายอุตลุดไปเลยนี่!”
หูตาของตั๋งโต๊ะนั้นมีอยู่ทั่วด่านเฮาโลก๋วน เล่าเจี้ยงจึงไม่แปลกใจอะไรนักที่อีกฝ่ายจะรู้ถึงสถานการณ์พวกนี้
“มิได้ ๆ ท่านผู้สำเร้จราชการตั๋งเชิญด้านใน”
ภายในที่ว่าการของด่านเฮาโลก๋วน ห้องซึ่งเดิมทีไม่ใหญ่นักพลันคลาคล่ำไปด้วยผู้คน โดยมีตั๋งโต๊ะนั่งอยู่ในที่นั่งหัวโต๊ะ
เล่าเจี้ยงมีสำนึกรู้ ยอมสละที่นั่งหัวโต๊ะให้ เขาไม่ต้องการให้เรื่องเล็กน้อยนี้มาสร้างปัญหาทำให้ตั๋งโต๊ะไม่สบอารมณ์ อย่างไรเสีย นี่ยังเป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยการถูกโจมตีเมืองหรืออะไรในทำนองนั้นได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สถานะของเล่าเจี้ยงก็ไม่ได้ลดลง เขานั่งต่ำกว่าตั๋งโต๊ะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเป็นเพียงสองคนในห้องที่ได้นั่ง ในขณะที่บุคคลอื่นที่เหลือต่างยืนอยู่สองฝั่ง
“ขุนพลพิทักษ์ เฟิ่งเซียนและเหวินโหยวนั้นท่านเองรู้จักแล้ว เช่นนั้นข้าขอแนะนำอีกสองคนให้ท่านได้รู้จัก”
ทันทีที่สิ้นประโยคของตั๋งโต๊ะ ขุนพลสองคนก็เดินออกมาจากทางซ้าย
“นี่คือลิฉุยและนี่คือกุยกี ทั้งคู่เป็นขุนพลคนสนิทของข้า”
ลิฉุยและกุยกีประสานมือคารวะเล่าเจี้ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน
“คารวะขุนพลพิทักษ์!”
ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของเล่าเจี้ยงนั้นดังก้องหูของชายทั้งสอง ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบเจอกันตัวจริงหลังเวลาอันยาวนานถึงเพียงนี้
“แม่ทัพทั้งสองมิต้องมากพิธี ข้าได้ยินมาว่ามีทหารม้าชั้นยอดในกองทัพของผู้สำเร็จราชการตั๋ง นามว่ากองทัพหมีทะยาน คงจะเป็นพวกท่าน แม่ทัพลิและแม่ทัพกุยที่เป็นผู้บังคับบัญชากระมัง? ”
“ถูกต้อง!”
ตั๋งโต๊ะเอ่ยตอบคำถามแทนทั้งสอง พลางโบกมือเพื่อส่งสัญญาณบอกให้พวกเขากลับเข้าไปอยู่ที่เดิมเสีย
“ครานี้ข้าได้นำกองทัพหมีทะยานมาสองหมื่นนาย กองทหารหมาป่าเป๊งจิ๋วสองหมื่นนาย รวมทั้งทหารราบอีกหนึ่งหมื่นนาย เพื่อมุ่งโจมตีอ้วนเสี้ยวผู้กินในคายนอก*[1] ผู้นั้น!”
เล่าเจี้ยงลูบคางเบา ๆ โดยไม่ได้เอ่ยตอบถ้อยคำของตั๋งโต๊ะ แต่กลับเล่าถึงสถานการณ์ที่นี่ให้อีกฝ่ายฟังแทน
“ท่านผู้สำเร็จราชการตั๋ง ที่อ้วนเสี้ยวกล่าวอ้างว่ากองทัพของตนนั้นมีทหารกว่าสองแสนนายนั้นน่าขบขัน ไร้ซึ่งมูลความจริง จากการสังเกตของข้าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กองทัพพันธมิตรน่าจะมีทหารอยู่ราวหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย…”
“หนึ่งแสนห้าหมื่นนายหรือ…”
ร่องรอยแห่งความกลัดกลุ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของตั๋งโต๊ะ แต่เล่าเจี้ยงรู้ว่าตั๋งโต๊ะต้องเสแสร้งเป็นแน่ อีกฝ่ายน่ะหรือจะไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่?
“ใช่แล้ว ผู้สำเร็จราชการตั๋ง กองทัพศัตรูมีจำนวนมาก หากเราบุกโจมตีเข้า เห็นทีว่าคงยากที่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน…”
ตั๋งโต๊ะเองมองออกว่าเล่าเจี้ยงไม่ต้องการออกไปนอกเมืองเพื่อรบรากับอ้วนเสี้ยว อย่างไรก็ตาม หากอีกฝ่ายไม่ออกรบลงสนาม ทหารม้าเพียงสามหมื่นนายของเขาไหนเลยจะสู้กับกองทัพหนึ่งแสนห้าหมื่นนายได้?
ในตอนนั้นเอง ลิยูพลันลุกขึ้นยืน แล้วคารวะตั๋งโต๊ะและเล่าเจี้ยง
“ท่านผู้สำเร็จราชการตั๋ง ขุนพลพิทักษ์ นอกด่านเฮาโลก๋วนเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เหมาะบุกเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วฉับไวของทหารม้ายิ่ง! หากเราส่งกองพลหมีทะยาน กองทัพหมาป่าเป๊งจิ๋ว และกองพลทหารม้าหัวหอกของขุนพลพิทักษ์ออกไป เราจะได้เปรียบอย่างท่วมท้นอย่างแน่นอน!”
ถ้อยคำของลิยูนี้กล่าวเอ่ยสิ่งที่อยู่ในก้นบึ้งหัวใจของตั๋งโต๊ะออกมาได้พอดี เมื่อครู่ตั๋งโต๊ะได้บอกเป็นนัยว่าอยากให้เล่าเจี้ยงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเอง ทว่าเล่าเจี้ยงกลับไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย
“ขุนพลพิทักษ์คิดเห็นอย่างไร ยินดีจะยกทัพไปต่อสู้นอกเมืองหรือไม่?”
เดิมตั๋งโต๊ะคิดว่าเอ่ยมาจนถึงจุดนี้แล้ว แม้ขุนพลพิทักษ์จะไม่คิดเห็นด้วยแต่ก็คงกัดฟันยอมตกปากรับคำ แต่เล่าเจี้ยงกลับไม่ได้สนใจมากมาย เอ่ยปากปฏิเสธทันควัน
“ข้าไม่ยินดี”
“เพราะเหตุใด?”
ลิยูปริปากเอ่ยถามขึ้นมาก่อน
“จริงอยู่ที่พื้นที่นอกด่านเฮาโลก๋วนนั้นเป็นพื้นที่เปิด แต่พวกท่านเคยเห็นหรือไม่ว่าอ้วนเสี้ยวตั้งค่ายอยู่ที่บริเวณใด?”
เล่าเจี้ยงเหลือบมองลิยูอย่างไม่สบอารมณ์ อีกฝ่ายมีแผนการร้อยเล่มเกวียนก็จริง แต่ไม่ได้ชำนาญงานศึกขนาดนั้น เวลายกทัพออกรบก็หวังพึ่งลิยูไม่ได้!
“มีปัญหาอะไรหรือ?”
ลิยูไม่เข้าใจความหมายของเล่าเจี้ยงเลย แต่กังขากับสายตาของอีกฝ่ายแทน
“เฮ้อ… มิสู้ท่านไปดูที่บริเวณด่านใกล้ประตูเมืองก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกว่า ทหารม้าสี่หมื่นนาย ยังไม่ต้องพูดถึงก่อนว่าจะสามารถต่อสู้กับทหารหนึ่งแสนห้าหมื่นนายได้หรือไม่ แต่ท่านจะกระจายกำลังไปได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่!”
เล่าเจี้ยงลุกขึ้นยืน ก่อนเดินไปยังแผนที่ด้านหลังเขา พร้อมใช้มือแสดงท่าทางแทนคำพูด
“นี่คือด่านเฮาโลก๋วน และนี่คือค่ายของอ้วนเสี้ยว เขาตั้งค่ายอยู่กลางเส้นทางอย่างพอดิบพอดี ค่ายของเราอยู่ห่างจากค่ายของอ้วนเสี้ยวไม่ถึงห้าร้อยก้าวเสียด้วยซ้ำไป”
“ระยะเพียงห้าร้อยก้าว ไม่ต้องพูดถึงว่าทหารม้าสี่หมื่นนายสามารถยืนอยู่ได้ไหม แม้ว่าจะสามารถทำได้ แต่นั่นก็แทบจะถึงค่ายของอ้วนเสี้ยวแล้วกระมัง เช่นนั้นแล้วท่านคิดจะต่อสู้อย่างไร? บุกตรงเข้าโจมตีค่ายของอ้วนเสี้ยวงั้นรึ?”
ลิยูไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ เมื่อหันมองไปยังตั๋งโต๊ะ ก็พบว่านายท่านของตนเองก็กลัดกลุ้มไม่น้อยเช่นกัน
“ผู้สำเร็จราชการตั๋ง อ้วนเสี้ยวผู้นี้ทราบถึงแสนยานุภาพของทหารม้าของเราเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เขาย่อมไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้ทหารม้าของเราได้สำแดงความสามารถอย่างเต็มที่!”
“ในทางตรงกันข้าม อ้วนเสี้ยวสามารถโจมตีด่านเฮาโลก๋วนได้ตลอดเวลา ทั้งยังสามารถถอยกลับไปที่ค่ายของเขาได้ โดยอาศัยค่ายตัวเองเพื่อป้องกันการโจมตีของเรา”
เมื่อเล่าเจี้ยงอธิบายเช่นนี้ ทุกคนในห้องก็เข้าใจในทันที
“ขุนพลพิทักษ์ การที่อ้วนเสี้ยวทำเช่นนี้ไม่เท่ากับว่าตั้งค่ายตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ไม่อาจโจมตีได้หรือ ไม่มีหนทางแก้เลยหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นจุดบอดของลิยูแล้ว เขาทำได้เพียงขอคำแนะนำจากเล่าเจี้ยงเท่านั้น
เล่าเจี้ยงมองลิยูด้วยท่าทางประหลาดใจ เป็นสายตาที่ดูเหมือนกำลังมองคนโง่!
“พี่เหวินโหยว ท่านพลาดพลั้งไปกระมัง พวกอ้วนเสี้ยวนั้นต้องการเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าช่วยเหลือจักรพรรดิ เราเองคอยป้องกันอยู่ที่นี่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? นิ่งรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ดีกว่าหรือ?”
เมื่อเล่าเจี้ยงพูดเช่นนี้ ทุกคนต่างก็มีปฏิกิริยาขึ้นมา
นั่นสิ! พวกเขาไม่จำเป็นต้องกังวลเลย ตราบใดที่พวกเขาปกป้องรักษาด่านเฮาโลก๋วนไว้ อ้วนเสี้ยวก็ทำได้เพียงมองตาปริบ ๆ อยู่ข้างล่าง
“ไม่ได้!”
ตั๋งโต๊ะปริปากขึ้นมาโดยพลัน ปฏิเสธแผนการของเล่าเจี้ยงทันที
“ผู้สำเร็จราชการตั๋งหมายความว่าอย่างไร?”
“ขุนพลพิทักษ์มีอะไรที่ยังไม่เข้าใจรึ ที่ด่านเฮาโลก๋วนนี้มีทหารกว่าแปดหมื่นนาย ลกเอี๋ยงนั้นไม่มีเสบียงอาหารมากมายถึงเพียงนี้ อย่างมากที่สุดก็สามารถรั้งอยู่ได้ราวหนึ่งเดือน เสบียงก็หมด! หากเราไม่สามารถเอาชนะอ้วนเสี้ยวได้ภายในหนึ่งเดือน เราก็ต้องล่าถอย”
แท้จริงแล้วตั๋งโต๊ะไม่ขาดแคลนเสบียงอาหารเลย เมื่อครั้งอยู่ราชธานีลกเอี๋ยงเขาปล้นโภคทรัพย์มามากมายถึงเพียงนั้น คาดเดาว่าไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านต้าน แล้วจะขาดแคลนเสบียงได้อย่างไร?
เล่าเจี้ยงเองก็เข้าใจ ไม่แปลกใจเลยที่ตั๋งโต๊ะจะรีบร้อนขนาดนี้ ที่แท้อีกฝ่ายก็ไม่อาจยอมสละเสบียงอาหารและหญ้าแห้งพวกนั้นได้!
“ผู้สำเร็จราชการตั๋ง เรามีแรงกดดันเรื่องเสบียง แต่อ้วนเสี้ยวเองก็มีเช่นกัน เขามีภาระรับผิดชอบมากกว่าเราสองเท่า! ขอเพียงอ้วนเสี้ยวไม่มีเสบียงเหลือแล้ว จะอย่างไรเขาก็ต้องถอนทัพออกไป เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราค่อยนำทหารม้าชั้นยอดออกไปรบ ย่อมคว้าชัยชนะอันยิ่งใหญ่มาได้เป็นแน่!”
ตั๋งโต๊ะส่ายศีรษะ เขาไม่ยอมทำการค้าที่ขาดทุนเช่นนี้หรอก!
“แคว้นกิจิ๋ว แคว้นซีจิ๋ว แคว้นอิจิ๋ว แคว้นกุนจิ๋วล้วนเป็นแว่นแคว้นผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารขนาดใหญ่ทั้งสิ้น เราจะเทียบกับพวกเขาได้อย่างไร?”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกเสียจากดำเนินตามแผนการอันยอดเยี่ยมของท่านผู้สำเร็จราชการตั๋ง”
ในเมื่อตั๋งโต๊ะกล่าวเอ่ยเช่นนี้แล้ว เล่าเจี้ยงเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก อย่างไรก็ต้องปล่อยให้เขาและอ้วนเสี้ยวเปิดศึกกัน ตนอับจนหนทางแล้วจริง ๆ
ตั๋งโต๊ะเหลือบมองขุนพลพิทักษ์โดยไม่มีโทสะแม้เพียงเล็กน้อย อย่างไรเสียในภาวะคับขันเช่นนี้ การมีเล่าเจี้ยงร่วมรบอยู่แนวหน้ากับเขาก็นับว่าดีมากแล้ว
“เหวินโหยว ส่งสารท้าประลองถึงอ้วนเสี้ยวทันที นัดหมายให้เขามาประลองในวันพรุ่งนี้!”
“น้อมรับคำสั่ง!”
“จริงสิ เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับอ้วนหงุยไม่ใช่หรือ? ลองถามเขาดูว่าอยากได้ศีรษะของอ้วนหงุยหรือไม่! หึหึ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะอดกลั้นได้!”
ดวงตาของลิยูพลันวาวโรจน์ขึ้นมา นี่เป็นความคิดที่ดีจริง ๆ!
“ท่านขุนพลพิทักษ์ วันพรุ่งเชิญท่านไปพบกับสกุลอ้วนสองคนนั้นด้วยกันกับข้าด้วย!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้ารับ คาดการณ์ว่าวันพรุ่งนี้คงเป็นการประลองขุนพลอีกวัน!
“ไม่มีปัญหา!”
[1] กินในคายนอก (吃里扒外) หมายถึง ผู้ได้ผลประโยชน์จากฝั่งหนึ่งแล้ว ทว่าเมื่ออีกฝ่ายเสนอผลประโยชน์ที่มากกว่าให้ ก็รีบเอาข่าวของฝ่ายแรกไปบอก กอบโกยประโยชน์เข้าตัว