พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 360 ชื่อเสียงของลิโป้พลันผงาด
บทที่ 360 ชื่อเสียงของลิโป้พลันผงาด
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ด้านหน้าด่านเฮาโลก๋วนมีธงชัยโบกสะบัดพร้อมเสียงกลองรบดังกึกก้อง!
ตั๋งโต๊ะนำทหารม้าชั้นยอดสองหมื่นนายเข้าตั้งกระบวนทัพ ข้างกายรายรอบด้วยลิโป้ ลิฉุย และกุยกี
เล่าเจี้ยงและตั๋งโต๊ะยืนเคียงข้างกัน ครานี้พวกเขาไม่ได้นำทหารใต้บังคับบัญชาของตนไป หากแต่เตียนอุย จูล่ง ไทสูจู้ และเตียวเลี้ยวต่างก็อยู่ในขบวน
ในเวลานี้ ตั๋งโต๊ะและลิยูก็เข้าใจอย่างแท้จริงว่าทำไมเล่าเจี้ยงจึงไม่เห็นด้วยกับการใช้ทหารม้ารบพุ่งโดยตรง
พื้นที่ซึ่งอ้วนเสี้ยวเหลือทิ้งไว้ให้นั้นเล็กเกินไป แค่ทหารม้าเพียงสองหมื่นนายก็ถูไถอยู่พอตัวแล้ว หากมีทหารม้าอีกสองหมื่นนาย เห็นทีว่าต้องจัดกระบวนทัพแถวเดียวไปถึงประตูเข้าค่ายของอ้วนเสี้ยว!
กองกำลังพันธมิตรเองก็ได้จัดวางกำลังในการสู้รบไว้เช่นกัน โดยอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดสองพี่น้องรั้งอยู่ในตำแหน่งบัญชาการ เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงสถานะของสกุลอ้วนในบรรดาขุนพลทั้งหลาย จากนั้นเจ้าผู้ครองแคว้นและเจ้าเมืองต่าง ๆ ก็เรียงรายลดหลั่นกันไปตามลำดับ โดยมีธงของแต่ละคนจัดตั้งไว้ด้านหลัง
กองกำลังพันธมิตรส่วนใหญ่เป็นทหารราบได้จัดกระบวนทัพเป็นแนวป้องกันอยู่ตรงกลาง โดยมีทหารม้าอยู่ด้านข้างทั้งสองด้านเพื่อคอยปกป้อง ซึ่งทำให้สามารถพุ่งเข้าโจมตีได้อย่างรวดเร็ว
เล่าเจี้ยงเมื่อสังเกตกระบวนทัพของอ้วนเสี้ยว ในใจของเขาก็มองสิ่งที่อีกฝ่ายคาดการณ์ไว้ออกทั้งหมดแล้ว
อ้วนเสี้ยวไม่มีเจตนาที่จะสู้รบกันขั้นเด็ดขาด!
ทว่ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในค่ายกองทัพพันธมิตรจนทำให้เขาประหลาดใจ
โจโฉเปลี่ยนตำแหน่งจากเคยอยู่ห่างไกล กลับกลายว่ามาอยู่ข้างอ้วนเสี้ยว ทำให้ทั้งเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย สามสหายก็ยืนอยู่ทัดเทียมกับเหล่าขุนพล พร้อมกับตราลักษณ์แซ่เล่าตัวใหญ่เป็นสง่าอยู่เบื้องหลัง!
ดูเหมือนว่าความพ่ายแพ้ครั้งก่อนบีบบังคับให้อ้วนเสี้ยวต้องพึ่งพากำลังรบของกวนอูและเตียวหุย!
เสียงกลองดังขึ้น แตรหยุดลง ทั่วทั้งสนามรบพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วครู่ ก่อนตั๋งโต๊ะจะเป็นฝ่ายเดินขึ้นไปด้านหน้า
“อ้วนเสี้ยว ข้าได้แต่งตั้งเจ้าให้เป็นเจ้าเมืองปุดไฮ แต่เจ้ากลับตอบแทนคุณด้วยเนรคุณ รวบรวมกองทัพกว่าสิบกองกำลังเพื่อกบฏต่อราชสำนัก!”
ทันทีที่อ้วนเสี้ยวเห็นตั๋งโต๊ะ ดวงตาก็พลันแดงก่ำ เขานั้นแตกต่างจากอ้วนสุด ด้วยอ้วนหงุยและอ้วนเสี้ยวมีความผูกพันที่ลึกซึ้ง อาจล่าวได้ว่าหากไม่มีอ้วนหงุย ก็คงไม่มีอ้วนเสี้ยวในวันนี้!
“ตั๋งโต๊ะ เจ้าข่มเหงรังแกฝ่าบาท มั่วโลกีย์ในวังหลัง ข่มเหงผู้จงรักภักดี เป็นภัยต่อราชธานี! ลกเอี๋ยงเคยรุ่งเรืองเพียงใด ทว่ายามนี้กลับถูกทำลายด้วยอำนาจป่าเถื่อนในเงื้อมมือของเจ้า เจ้าต่างหากที่เป็นทรราชใหญ่หลวงแผ่นดินนี้! ปัญญาชนทั่วทั้งใต้หล้าล้วนอดรนทนไม่ไหวที่จะตัดเส้นเอ็นถลกหนังเจ้าออกมาเพื่อระบายความเกลียดชังฝังลึกในใจ!”
ตั๋งโต๊ะเบื่อหน่ายจะฟังถ้อยคำก่นด่าสาปแช่งจากอ้วนเสี้ยวมานาน หากแต่ในวันนี้ เมื่อเขาถูกด่าประจานต่อหน้ากองทัพของทั้งสองฝ่าย โทสะในใจจึงปะทุขึ้นอีกครั้ง
“อ้วนเสี้ยว ข้าควรจะสังหารเจ้าไปให้สิ้นเสียตั้งแต่เมื่อครั้งที่อยู่ในลกเอี๋ยง! ตอนนั้นข้าใจอ่อน แต่วันนี้จะไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแล้ว! เห็นทหารม้าเกราะเหล็กด้านหลังข้าหรือไม่? การสังหารโจรกบฏต่อราชสำนักเช่นพวกเจ้าก็มิต่างอะไรกับเชือดไก่!”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
อ้วนเสี้ยวเงยหน้าเปล่งเสียงหัวเราะขึ้นฟ้าทันที ไม่หวาดกลัวต่อวาจาข่มขู่ของตั๋งโต๊ะเลยแม้แต่น้อย
“จอมกบฏตั๋ง เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว เจ้ายังกล้าพ่นวาจาเหลวไหลมากมายอีก! กองทัพสองหมื่นนายที่อยู่ข้างหลังเจ้าน่ะ พวกข้าแต่ละคนเพียงถ่มน้ำลายกันคนละทีก็สามารถทำให้ทรราชอย่างเจ้าจมน้ำตายได้แล้ว!”
“บังอาจนักไอ้สติฟั่นเฟือน! วันนี้เราจะบั่นหัวสุนัขเช่นเจ้าเสีย!”
นานแล้วที่ไม่มีใครมาดูหมิ่นก่นด่า ตั๋งโต๊ะจึงโกรธจัด เขาหันศีรษะไปทางลิโป้ในทันที
“เฟิ่งเซียน ตัดศีรษะของอ้วนเสี้ยวมาให้พ่อ!”
ลิโป้เมื่อได้ยินคำสั่ง ก็กระทุ้งข้างลำตัวม้าเซ็กเธาว์ให้เดินไปข้างหน้า
ฝ่ายพันธมิตรเองก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว พลันมีขุนพลนายหนึ่งรุดของออกมาด้านหลังอ้วนสุดและพุ่งตรงเข้าลิโป้
“แม่ทัพยูสิด แม่ทัพใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพหลัง ขอปลิดชีพศัตรู!”
ยูสิดประกาศนามตัวเอง และพุ่งตรงไปข้างหน้าพร้อมทวนในมือดูเปี่ยมล้นด้วยพลัง!
ลิโป้ไม่อยู่เฉย ควบม้าเซ็กเธาว์อย่างเต็มกำลัง เพียงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วตามปกติ แค่ครู่เดียวปรากฏกายเบื้องหน้ายูสิดแล้ว
ฟึ่บ!
ภาพอันน่าตกใจปรากฏขึ้น ยูสิดนำตัวเองปะทะเข้ากับคมง้าวกรีดนภาของลิโป้อย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้ศีรษะก็ร่วงหล่นสู่พื้นดินทันที
ลิโป้ยังไม่ได้เคลื่อนไหวเสียด้วยซ้ำ ยูสิดนั้นฆ่าตัวตายเองอย่างนึกไม่ถึง!
แม้แต่เล่าเจี้ยงที่อยู่ในขบวนก็มองดูสนามรบด้วยความตื่นตะลึง จนถึงขั้นกะพริบตาซ้ำ ๆ ด้วยคิดว่าตนฝันไป
“ช่างเป็นการตอบสนองอย่างรวดเร็ว!”
พลันได้ยินขุนศึกรูปงามซึ่งอยู่ข้าง ๆ อุทานด้วยความประหลาดใจ เล่าเจี้ยงจึงรีบหันมองตาม
“จูล่ง นี่มันอะไรกัน เหตุใดยูสิดถึงไม่หลบ?”
สีหน้าท่าทางของจูล่งนั้นเคร่งขรึมมาก ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของลิโป้ในครานี้จะกดดันเขาไม่น้อย
“นายท่าน ดูเหมือนลิโป้จะไม่ได้ขยับเลย ทว่าอันที่จริง เขาเบี่ยงหลบคมง้าวของยูสิด จากนั้นก็จงใจโจมตีเข้าที่ด้านหลัง ทำให้ยูสิดตื่นตระหนก จนต้องการพุ่งไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงคมง้าวนี้ แต่ความเร็วของลิโป้นั้นยิ่งยวด หมุนง้าวกรีดนภากลับทันควัน ทำให้ใบมีดกลับลงมาอยู่ใต้คอของยูสิดพอดิบพอดี!”
“จากมุมมองของเรา แขนของลิโป้ไม่ได้ขยับเลย แต่จริง ๆ แล้วมือของเขาควงง้าวกรีดนภาไปแล้วรอบหนึ่ง”
ยิ่งเล่าเจี้ยงรู้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งตกใจมากเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถกระทำได้อย่างนั้นหรือ?
ในตอนนั้นเอง ก็มีใครอีกคนพุ่งออกมาจากแนวรบของกองทัพพันธมิตร พร้อมกระบองลูกเหล็กใหญ่*[2]ในมือทั้งสองข้าง
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ระบุตัวตนว่าคือใคร แต่เล่าเจี้ยงก็พอจะคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นบู๋อันก๊ก ขุนศึกของขงเบ้งแห่งปักไฮ
นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับพัวหอง เล่าเจี้ยงก็ไม่เชื่อถือในอาวุธที่แม่ทัพเหล่านี้ถืออยู่เลย
เช่นเดียวกับขุนพลใต้บังคับบัญชาของเล่าเจี้ยง อาวุธของพวกเขาล้วนเป็นเหล็กตั้งแต่หัวจรดปลาย อย่างไรก็ตาม น้ำหนักของอาวุธเหล็กนั้นหนักเกินไป และหากพละกำลังของผู้ใช้ไม่เพียงพอ ก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้งาน ด้วยเหตุนี้จึงมีการเสริมด้ามจับซึ่งเป็นไม้ยาวเข้าไป
กระบองลูกเหล็กขนาดใหญ่ทั้งสองของบู๋อันก๊กนั้นมีขนาดไม่น้อยเลยจริง ๆ หากทำจากเหล็กทั้งหมด ลองคำนวณน้ำหนักแบบโบราณคร่าว ๆ ก็น่าจะราวหกสิบกว่าจิน!
ลิโป้เองก็รู้สึกประหลาดใจกับกระบองลูกเหล็กใหญ่ทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า ก่อนรีบควบม้าเซ็กเธาว์ให้รุกตรงเข้าหาบู๋อันก๊ก!
ฝีเท้าม้าเซ็กเธาว์ดุจดั่งสายลม เพียงไม่กี่ลมหายใจ มันก็พุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูงสุด
เมื่อเห็นบู๋อันก๊กเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ลิโป้ก็ฝ่าฝืนความสามารถมนุษย์อย่างคาดไม่ถึง ยกง้าวกรีดนภาขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง
เคร้ง!
พลันเกิดเสียงปะทะดังก้อง!
ปรากฏว่าลิโป้ต้องการโจมตีก่อน เขาจึงกระทุ้งง้าวกรีดนภาของตนเข้ากับกระบองลูกเหล็กใหญ่ของบู๋อันก๊กอย่างไร้ปรานี
หากเป็นสถานการณ์ปกติ บู๋อันก๊กที่ถือกระบองไว้ทั้งสองมือสามารถใช้มือข้างหนึ่งปัดง้าวกรีดนภาของลิโป้ให้ออกไป และใช้มืออีกข้างฉวยโอกาสทุบเข้าที่ลิโป้ เช่นเดียวกับรูปแบบการโจมตีของเตียนอุย หากมือทั้งสองข้างออกแรงโจมตีแยกจากกันก็ย่อมได้เปรียบโดยธรรมชาติ!
ทว่าบู๋อันก๊กไม่เพียงแต่ไม่เหวี่ยงกระบองลูกเหล็กใหญ่ซึ่งอยู่ในมือซ้าย แต่เขากลับนำกระบองลูกเหล็กใหญ่ในมือซ้ายไปวางไว้ใต้กระบองลูกเหล็กใหญ่ในมือขวา
ถูกแรงอัดกดทับจนตาย!
แรงกำลังเพียงมือเดียวของบู๋อันก๊กนั้นยังห่างชั้น ไม่อาจต่อกรกับพลังแห่งเขาไท้ซัวของลิโป้ได้!
แม้ว่ามือทั้งสองข้างของเขาจะออกแรงต้านอย่างเต็มที่ แต่ง้าวกรีดนภาก็กดอัดลงมาอย่างต่อเนื่อง
กระบองลูกเหล็กใหญ่บู๋อันก๊กในยามนี้พลันกลายเป็นภาระขึ้นมาแทน เขาไม่เพียงต้องต้านทานความแข็งแกร่งของลิโป้ แต่เขายังต้องรับน้ำหนักของกระบอกลูกเหล็กทั้งสองด้วย
“อ๊ากกก!!!”
นี่เป็นครั้งแรกที่บู๋อันก๊กปริปากเปล่งเสียงนับตั้งแต่พุ่งออกมาจากกระบวนทัพ หากแต่เสียงนั้นเป็นเสียงคำรามอันเปี่ยมล้นด้วยความกระวนกระวาย
น่าเสียดายที่เสียงคำรามนี้ไม่ได้นำพละกำลังมาสู่บู๋อันก๊ก แต่กลับทำให้เรี่ยวแรงของเขาหมดลง ก่อนที่กระบองลูกเหล็กใหญ่จะกดทับลงบนหน้าอกของเขา!
ทันใดนั้น ลิโป้ก็ยกง้าวกรีดนภาในมือขึ้นสูง แล้วกระแทกลงบนกระบองลูกเหล็กใหญ่ของบู๋อันก๊กอย่างแรงอีกครั้ง
เคร้ง!
เสียงอาวุธกระทบกระแทกกันดังบาดหู
คราวนี้ผลแพ้ชนะออกมาชัดเจน บู๋อันก๊กโยนกระบองลูกเหล็กใหญ่ในมือทั้งสองข้างทิ้งพร้อม ส่งผลให้ง้าวกรีดนภาของลิโป้กดลงบนร่างของเขา และบั่นคอได้อย่างง่ายดาย!
เพียงพริบตาเดียว ลิโป้ก็สังหารขุนพลคนสำคัญของกองกำลังพันธมิตรไปได้อีกคนหนึ่ง!
กองกำลังพันธมิตรเต็มด้วยเสียงฮือฮา คนผู้นี้หลุดมาจากที่ไหนอีก?
คราแรกคือเตียนอุยและจูล่ง ใต้บังคับบัญชาของเล่าเจี้ยง มาตอนนี้ก็มียอดขุนศึกใต้บัญชาตั๋งโต๊ะก็นำแม่ทัพมาอีกคน!
ณ ด่านเฮาโลก๋วน แท้จริงแล้วยังมีผู้เหี้ยมหาญไร้เทียมทานอยู่อีกกี่คนกันแน่?
[1] อาวุธชนิดนี้ทำจากเหล็กหรือสำริดมีน้ำหนักมาก มีลักษณะด้ามสั้น มีลูกเหล็กขนาดใหญ่ตรงปลาย มักใช้เป็นคู่