พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 36 เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
บทที่ 36 เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
ณ กระโจมหลักของกองทัพโพกผ้าเหลือง
โปไฉนอนอยู่บนเตียงด้วยอาการพลิกตัวไปมา นอนไม่หลับเลยแม้แต่น้อย
เขากระสับกระส่ายมาตั้งแต่หัววัน ตากระตุกหยิก ๆ ไม่หยุด
ฟิ้ว~ วืด~
เสียงลมหวีดหวิวข้างนอกดังก้องอยู่ข้างหูโปไฉ ยิ่งทำให้เขาว้าวุ่นมากยิ่งขึ้น
“โธ่เอ๊ย! น่ารำคาญชะมัด! ลมบ้านี่!”
เดิมทีรู้สึกว้าวุ่นอยู่แล้ว เมื่อนึกถึงสถานการณ์ในช่วงนี้อีก โปไฉก็ปวดหัวขึ้นมา
ผู้คนมากกว่าแสนคนโจมตีเมืองนี้มาเกือบสองเดือนแล้ว แต่กลับไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย
ฮองฮูสงกับจูฮีขี้ขลาดหัวหดเป็นเต่าเสียจริง ไม่กล้าโผล่หัวออกมาต่อสู้นอกเมือง!
ลูกน้องใต้บังคับบัญชามากกว่าหนึ่งแสนคน บริโภคเสบียงและใช้เงินในแต่ละวันไปมากมาย หากยังยืดเยื้อตีเมืองฉางชีมาไม่ได้ เกรงว่าคงต้องถอนทัพแล้ว
แต่เมื่อนึกถึงตัวเองที่เอาชนะจูฮีได้ จนทำให้สถานการณ์ของกลุ่มโพกผ้าเหลืองในแต่ละพื้นที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาก็รู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก
ราชวงศ์ฮั่นก็ไม่เท่าไรนี่ ไม่แน่ข้าโปไฉอาจเป็นผู้นำทัพเข้าโจมตีเมืองลกเอี๋ยงเป็นคนแรก และได้จารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ก็เป็นได้
เมื่อนึกถึงภาพอันรุ่งโรจน์ เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ในตอนนั้นเอง ด้านนอกก็เริ่มวุ่นวายเสียจนโปไฉต้องร้อนรนขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านแม่ทัพ ข้างนอกเกิดไฟไหม้ใหญ่ขอรับ!”
พลคุ้มกันพรวดพราดเข้ามาในกระโจม พร้อมตะโกนเสียงดังลั่น
โปไฉสบถอย่างกราดเกรี้ยว “ไอ้โง่ ยังไม่รีบไปดับไฟอีก!”
เขายังไม่ทันพูดจบ ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกจากในค่าย
“กองทัพหลวงบุกโจมตีแล้ว!”
“กองทัพหลวงบุกเข้ามาแล้ว!”
“รีบหนีเร็ว ไฟลามใหญ่แล้ว ดับไม่ไหวแล้ว!”
ข้างนอกวุ่นวายเสียงดังเสียจนโปไฉแทบฟังไม่รู้ความว่าตะโกนอะไรกันอยู่
“ท่านแม่ทัพ! ทั่วทั้งค่ายมีรายงานว่ากองทัพหลวงบุกโจมตีเข้ามาแล้วขอรับ!”
“อะไรนะ!”
โปไฉเตะทหารที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นให้หลีกไป แล้ววิ่งออกไปข้างนอก แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้แม่ทัพโพกผ้าเหลืองตกตะลึง
ตอนนี้เป็นยามจื่อ*[1] แต่ข้างนอกกลับสว่างจ้าดุจกลางวัน! เปลวไฟลุกสูงหลายหมี่ โชติช่วงท่ามกลางลมโหมแรง
กองทัพโพกผ้าเหลืองอยู่ในความโกลาหลมาสักพักใหญ่แล้ว ทหารบ้างก็ถูกไฟเผาจนวิ่งวุ่นไปทั่ว
ทหารโพกผ้าเหลืองจำนวนมากเหยียบย่ำกัน หลบหนีเอาชีวิตรอดจนถึงกับชักดาบใส่กัน ดูโหดร้ายสยดสยองราวกับนรกบนดิน
“ใจเย็น ๆ! ข้าคือแม่ทัพโปไฉ!”
“ฟังคำสั่งข้า! อย่าเอะอะโวยวาย!”
เสียงที่โปไฉตะโกนออกมาสุดเสียงจมหายไปในสายลมโหมและความโกลาหล ไม่มีใครสนใจผู้บัญชาการอย่างเขาอีกแล้ว
พังหมด… ทุกอย่างจบสิ้นกันคราวนี้!
เหตุใดถึงเกิดไฟไหม้ขึ้น?
กองทัพหลวงแอบเข้ามาในค่ายเงียบ ๆ ได้อย่างไร?
โปไฉเต็มไปด้วยคำถาม นี่มันแปลกมาก ทั้งค่ายทหารถูกไฟไหม้จริง ๆ!
“ท่านแม่ทัพ!”
ท่ามกลางความเอ็ดตะโร เขาเห็นใครคนหนึ่งตะโกนเรียกตัวเอง โปไฉกวาดตาจนทั่ว กว่าจะเห็นคนมากกว่าร้อยคนวิ่งเข้ามาหาเขา
เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง!
โปไฉฉงนใจ
อีกฝ่ายมีใบหน้าอ่อนเยาว์ และมีรูปร่างกำยำ
ทว่าทหารที่อยู่ข้างกันดูโหดเหี้ยมดุดัน ราวกับผีร้ายท่ามกลางทะเลเพลิงก็มิปาน
เป็นเล่าเจี้ยงกับเตียนอุยนั่นเอง
“ท่านแม่ทัพ ตอนนี้มีเพลิงไหม้ไปทั่ว กองทัพหลวงบุกโจมตีจากทุกที่ ท่านแม่ทัพรีบออกไปเร็ว พวกเราจะปกป้องท่านแม่ทัพอย่างสุดชีวิต!”
เล่าเจี้ยงพูดอย่างเร่งรีบ เร่งเร้าให้โปไฉรีบหนีเอาชีวิตรอด
โปไฉรู้สึกซาบซึ้งใจนัก จนอดถามไม่ได้
“น้องชาย เจ้าเป็นใคร?”
“ท่านแม่ทัพ ข้าเป็นลูกน้องใต้บังคับบัญชาท่านนายพลเต๋ง ชื่นชมในตัวท่านแม่ทัพมานานแล้ว”
“ตอนนี้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในค่ายกะทันหัน กองทัพหลวงฉวยโอกาสจากความวุ่นวายเข้าโจมตี ข้ากลัวว่าท่านแม่ทัพจะพลาดท่า จึงรีบมาปกป้องด้วยตัวเอง!”
โปไฉพยักหน้ารัว รู้สึกซาบซึ้งอยู่ในใจ
ตัวเองไม่ได้มีบุญคุณอะไรต่ออีกฝ่าย แต่ในยามวิกฤตเช่นนี้กลับเสี่ยงชีวิตมาปกป้องเขา ช่างเป็นลูกน้องที่จงรักภักดียิ่งนัก!
“หากครั้งนี้ข้ารอดไปได้ เจ้าจะเป็นลูกน้องภายใต้บังคับบัญชาของข้าคนแรก!”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ!”
เล่าเจี้ยงเสแแสร้งน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้ง ทว่าในใจกลับยิ้มเยาะครั้งแล้วครั้งเล่า
“ท่านแม่ทัพ พวกเรารีบหนีกันเถิด!”
โปไฉหรี่ตาลง และส่ายหน้าเล็กน้อย
“เรียกรวมพลคุ้มกันส่วนตัวของข้าก่อน จากนั้นไปหาจางม่านเฉิง*[2] ที่เมืองลำหยง”
“รับทราบ!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าตอบตกลง โปไฉหาใช่จะไว้ใจเขาเต็มร้อย จึงมิควรทำตัวผิดปกติเกินไป
…
ณ เมืองฉางชี
“อี้เจิน เหตุใดจู่ ๆ ค่ายทหารโพกผ้าเหลืองถึงเกิดเพลิงไหม้ใหญ่เช่นนี้?”
แม่ทัพจูฮีมองไฟลุกไหม้ขนาดใหญ่นอกเมือง และมองไปที่แม่ทัพฮองฮูสงด้วยสีหน้าฉงน
ฮองฮูสงในเวลานี้ก็มีสีหน้ามึนงงเช่นกัน เขาสับสนไม่น้อยไปกว่ากัน
“หรือจะเป็นเปลวเพลิงแห่งสวรรค์?”
ทั้งสองคนเหลือบมองหน้ากัน แต่กลับไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงเปลวเพลิงแห่งสวรรค์เท่านั้นที่สามารถอธิบายได้!
“ไม่ว่าอย่างไร นี่เป็นโอกาสที่ฟ้าปะทานให้!”
“ใช่แล้ว ในยามนี้โจรโพกผ้าเหลืองคงตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกแน่”
“เดิมทีโจรโพกผ้าเหลืองก็เป็นพวกคนถ่อยอยู่แล้ว ตอนนี้ไฟลุกไหม้ขึ้นมา คงตื่นตระหนกเป็นแน่!”
“หากพวกเราส่งทหารออกไปในตอนนี้ จะต้องตีกลุ่มโพกผ้าเหลืองแตกพ่าย! และลบล้างความอัปยศได้แน่!”
สิ้นเสียง แม่ทัพทั้งสองก็ปลุกระดมกองทัพทหาร เปิดประตูเมืองฉางชีออก
ฮองฮูสงกับจูฮีนำทหารห้าพันคนแยกออกไปบุกโจมตีค่ายกลุ่มโพกผ้าเหลืองเป็นสองทาง
ไฟลุกลามไปทั่วค่ายโพกผ้าเหลืองแล้ว ทั้งคนแก่และเด็กทำได้เพียงปิดหน้าร้องไห้ และนั่งรอความตาย
ทหารหนุ่มที่แข็งแรงรีบวิ่งหนีไปข้างนอกก่อน พวกเขาเหยียบย่ำและทำให้พวกเดียวกันเองต้องตาย ไฟที่โหมกระพือทำให้ผู้คนต้องพยายามเอาชีวิตรอด ทั่วทุกสารทิศล้วนเต็มไปด้วยทหารโพกผ้าเหลืองที่กำลังหลบหนี
ฮองฮูสงกับจูฮีถูกปิดล้อมมานานกว่าหนึ่งเดือน มีเพลิงแค้นสุมอยู่ในอกมานานแล้ว!
โดยเฉพาะจูฮีที่พ่ายแพ้ให้แก่โปไฉเมื่อไม่นานมานี้ รู้สึกอัปยศอดสูยิ่งนัก
แม่ทัพทั้งสองคว้าโอกาสนี้ไว้แล้วฆ่าทุกคนที่ขวางหน้า เจอผู้ใดก็สังหารทิ้ง ไม่มีจับเป็นเชลย และไม่ปล่อยให้ใครรอดชีวิต เพื่อระบายความเคียดแค้นในใจ
โปไฉในเวลานี้ได้หนีออกจากค่ายไปแล้ว เขารวบรวมพลคุ้มกันได้หนึ่งพันกว่า รวมกับคนของเล่าเจี้ยงอีกสองร้อยคน มุ่งหน้าไปยังเมืองลำหยง
พลคุ้มกันส่วนตัวของโปไฉดึงดูดความสนใจของเล่าเจี้ยง คนเหล่านี้ไม่เหมือนกับทหารธรรมดา แต่ละคนบึกบึนแข็งแกร่ง ติดอาวุธครบครัน!
“พลคุ้มกันส่วนตัวของท่านแม่ทัพแข็งแกร่งเช่นนี้ เหตุใดยังต้องกลัวกองทัพหลวง?”
เมื่อได้ยินดังนั้น โปไฉก็กัดฟันกรอด และสาปแช่งด้วยความเคียดแค้น
“นี่คือทหารโพกผ้าเหลือง เป็นกองกำลังใหญ่ที่สุดของกลุ่มโพกผ้าเหลืองของข้า! ข้ามีทหารโพกผ้าเหลืองห้าพันคนสำหรับยึดเมืองเอ่งช้วน แต่ยามนี้นำมาได้แค่หนึ่งพันกว่า!”
“จนถึงตอนนี้ ข้ายังนึกไม่ออกเลยว่ากองทัพหลวงบุกเข้าไปในค่ายโดยไม่มีเสียงและจุดไฟเผาทุกที่ได้อย่างไร! ช่างน่ารังเกียจนัก ไอ้สารเลวพวกนี้!”
เล่าเจี้ยงยิ้มเยาะในใจ จนตัวตายเจ้าก็ไม่มีวันรู้หรอก! ทว่าปากก็ยังพูดคำปลอบใจอยู่
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้กลุ่มโพกผ้าเหลืองของข้าแข็งแกร่งมาก เมื่อไปถึงลำหยง ร่วมมือกับท่านแม่ทัพจาง ต้องฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิมแน่!”
โปไฉถอนหายใจ และเอ่ยในใจว่าก็ต้องเป็นแบบนั้นละ จากนั้นก็มองเล่าเจี้ยงด้วยความรู้สึกขอบคุณ
“โชคดีที่มีคนภักดีเช่นเจ้า เมื่อเราไปถึงลำหยง ข้ามีรางวัลให้แน่!”
เล่าเจี้ยงขอบคุณอีกฝ่ายอย่างล้นหลาม และยกมือชี้ไปทางถนนเล็กทางด้านซ้าย
“ท่านแม่ทัพ ตอนนี้กองทัพหลวงกำลังตามล่าอย่างดุเดือด เราควรจะใช้เส้นทางลัดเพื่อไปให้ถึงลำหยงโดยเร็วที่สุด”
“ได้”
ข้างกายโปไฉมีพลคุ้มกันส่วนตัวมากกว่าพันคน จึงรู้สึกมั่นใจมากพอตัว ก่อนโบกมือนำทัพเข้าไปในป่า
หลังจากลำบากลำบนมาครึ่งค่อนคืน ฟ้าก็ค่อย ๆ สว่างแจ้ง
เล่าเจี้ยงพึมพำอยู่ในใจ ห้ามผิดพลาดเป็นอันขาด… ห้ามผิดพลาดเป็นอันขาด จะสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่ตรงนี้แล้ว!
ใบไม้พลิ้วไหวไปตามลมแรงจนเกิดเสียง
โปไฉรู้สึกหวาดระแวงมาก ยามทอดมองไปโดยรอบ มักรู้สึกหวาดกลัวอยู่เสมอ
“น้องชาย อีกนานไหม ถึงจะออกไปได้…”
ตู้ม!!
ก่อนที่เขาจะพูดจบก็ได้ยินเสียงดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงตะโกนเปี่ยมจิตสังหารดังมาจากทั่วสารทิศ
[1] ยามจื่อ คือเวลาประมาณ 23.00 – 24.59 น.
[2] แม่ทัพโจรผ้าเหลืองเมืองลำหยง.นำกองโจรผ้าเหลืองอาระวาด สุดท้ายถูกแม่ทัพทางการของเมืองลำยลงฆ่าตาย.