พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 43 โลติดกับเตียวก๊กประชันฝีปาก
บทที่ 43 โลติดกับเตียวก๊กประชันฝีปาก
“เอาละ เล่าเจี้ยงมาถึงฮ่อปักแล้ว ต่อไปพวกเจ้าก็ได้เจอเอง”
“เล่าเจี้ยงสามารถโจมตีผู้คนนับแสนคนของโปไฉได้ด้วยคนพันคน ยามนี้กองทัพเรามีถึงสี่หมื่นคน ไยถึงยังโจมตีเตียวก๊กไม่ได้?”
โลติดหยุดเอ่ยถึงผู้บัญชาการหนุ่มเอาไว้ สิ่งสำคัญในตอนนี้คือพวกเขาต้องหารือกันว่าจะโจมตีเตียวก๊ก หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองอย่างไร
“ท่านแม่ทัพ กองทัพเรามีไม่ถึงหมื่นคนมิใช่หรือ?”
คำถามของขุนพลทำให้โลติดหัวเราะลั่น และพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ผู้กล้าทั้งหมดที่รับสมัครใหม่จากเมืองเงียบกุ๋นมาถึงตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว”
“ครานี้ กองทัพเรามีการเสริมกำลังทหาร ข้าปิดบังทุกคนเอาไว้จนแม้แต่พวกเจ้าก็ไม่รู้ แต่เตียวก๊กนั่นน่าจะรู้ดี”
“หากกลุ่มโพกผ้าเหลืองมาโจมตีเมืองอีกครั้งหน้า คงต้องให้บทเรียนแก่เตียวก๊กนั่นเสียแล้ว!”
“พวกโจรโพกผ้าเหลืองคิดว่ากองทัพเราคนน้อย ไม่กล้าออกรบ คราวหน้าหากพวกมันมาโจมตีเมืองอีก ก็รอให้พวกมันหมดแรง แล้วโจมตีอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว จักต้องคว้าชัยเป็นแน่!”
ในขณะที่โลติดกำลังหารือโจมตีโต้กลับอยู่นั้น ทหารด้านนอกก็เข้ามารายงาน
“รายงานท่านแม่ทัพ หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองเตียวก๊กนำทัพใหญ่เข้ามาบุกโจมตี ตอนนี้อยู่ห่างไปไม่ถึงสิบลี้”
“หืม? เตียวก๊กมาเองเลยรึ?”
ดวงตาของโลติดเปล่งประกาย มองไปทางทหารรายงาน
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ!”
“ดี!”
“ทหารทุกนายฟังคำสั่ง!”
แม่ทัพนายกองเบื้องล่างต่างเงี่ยหูฟัง คำสั่งทางการทหารของโลติดเข้มงวดมาก หากดำเนินการผิดพลาด ต้องถูกจัดการตามกฎทางการทหารแน่
“กองทหารม้า*[1] กับกองทหารม้าเร็ว*[2] เดินทัพอ้อมไปล้อมด้านหลังกลุ่มโพกผ้าเหลืองและรอคำสั่งบัดเดี๋ยวนี้ เมื่อกองทัพใหญ่ออกมาจากเมืองแล้ว ให้ก่อกวนทัพศัตรู”
“จำไว้! พวกเจ้าแค่ต้องถ่วงเวลากองทัพโจรเอาไว้ ห้ามเข้าปะทะ”
“ขอรับ!”
นายกองทั้งสองรับคำสั่งแล้วออกไป
“ทุกครากลุ่มโพกผ้าเหลืองมักจะโจมตีประตูทางทิศตะวันตก กองทหารราบ กองทหารม้านาวา*[3] แลกองธนูเสียงแยกกันไปประจำที่ประตูทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศเหนือ ข้าจักนำทัพใหญ่ไปที่ประตูทางทิศตะวันตก”
“ทุกกองต้องผลัดกันเฝ้าเมือง รักษากำลังเอาไว้ รอทัพโพกผ้าเหลืองถอนทัพกลับไป ให้บุกจู่โจมทั้งสี่ประตูพร้อมกัน สร้างความเสียหายแก่ทัพศัตรูให้หนัก”
เสียงของโลติดทั้งดังและทรงพลัง ไม่มีสิ่งใดมาหักล้างได้ง่าย
“ขอรับ!”
ทหารทุกคนขานรับคำสั่ง…
…
ณ ประตูทิศตะวันตก เมืองผิงเซียง
เตียวก๊กได้นำทัพทหารโพกผ้าเหลืองมาถึงเบื้องหน้ากำแพงเมืองแล้ว ครานี้หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองนำคนสี่หมื่นคนเข้าโจมตีประตูทิศตะวันตกด้วยตัวเอง
เตียวก๊กก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อย เดินไปยังที่ที่ธนูยิงไม่ถึงพลางตะโกนเสียงดัง
“ข้าคือเตียวก๊กแม่ทัพแห่งสวรรค์ เชิญแม่ทัพโลติดมาพูดคุยกัน!”
โลติดในตอนนี้ได้ตั้งทัพรออยู่ทางประตูทิศตะวันตกแล้ว ครั้นได้ยินศัตรูตะโกนเรียกตัวเอง ก็รู้สึกเหนือความคาดหมาย
เขาเองก็ไม่เคยเจอเตียวก๊ก จึงค่อนข้างอยากรู้หัวหน้านำก่อกบฏผู้นี้นัก
“ข้าคือโลติด รองแม่ทัพแห่งกองทัพเหนือ”
เตียวก๊กกุมมือเคารพแบบขอไปทีให้โลติดที่อยู่บนกำแพงเมือง
“ได้ยินชื่อท่านมานาน วันนี้มีบุญได้พบ โลกผันเปลี่ยน แผ่นดินผลัดมือ ควรจะเป็นของคนมีความสามารถแลคุณธรรม นี่เป็นหลักของแผ่นดิน”
“ใต้หล้าทุกวันนี้วุ่นวาย ฮ่องเต้ไร้ความสามารถ ขุนนางชั่วมีอำนาจ ประชาราษฎร์เดือดร้อนหนัก ปวงประชาอับจนหนทาง หาใช่ข้าเตียวก๊กตั้งมั่นก่อกบฏไม่ เพียงทนให้ผู้คนอยู่บนความทุกข์ยากเหมือนตกนรกทั้งเป็นไม่ไหว”
“นับแต่เกิดเรื่องขึ้น ผู้คนต่างแย่งกันมาเข้าร่วม กองทัพผู้ชอบธรรมแต่ละพื้นที่เพิ่มมากขึ้น นี่คือลิขิตสวรรค์!”
“ท่านแม่ทัพเป็นถึงนักปราชญ์ในใต้หล้า แต่เหตุใดชอบทำอะไรฝืนกฎฟ้าดิน? เคยได้ยินหรือไม่ที่ว่า ‘คล้อยฟ้าดินรุ่ง ขืนฟ้าดินดับ’ อย่าไปฝืนฟ้าดินเลยบ้านเมืองจะอันตราย หวังว่าท่านแม่ทัพจะเห็นประชาราษฎร์เป็นสำคัญ! เข้าร่วมกับข้าแล้วปราบปรามทรราช คืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้คน!”
เตียวก๊กพูดจบ ก็มองไปทางโลติดอย่างพึงพอใจ เขามั่นใจว่ารองแม่ทัพผู้มากสติปัญญาไม่มีอะไรมาโต้แย้งตัวเองแน่นอน
ถึงขั้นมีความคาดหวังอยู่ในใจเล็กน้อย หากโลติดแปรพักตร์มาเข้าร่วมตน บางทีอาจจัดการลกเอี๋ยงได้ในคราเดียว!
“ฮ่า ๆ!!!”
โลติดไม่มีการตอบสนองเหมือนอย่างที่เตียวก๊กคาดหวังไว้ เขากลับแหงนหน้าหัวเราะออกมา
“เตียวก๊ก เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าต้องมีความปราดเปรื่อง ถึงมีคนมาติดตามหลายแสนคน แต่ได้เห็นยามนี้ ดูเหมือนข้าจะประเมินเจ้าสูงไป”
“โลกผันเปลี่ยน แผ่นดินผลัดมืองั้นหรือ… เจ้าเตียวก๊กนับว่าเป็นคนมีคุณธรรมหรือ? แล้วเหตุใดใต้หล้ายังโกลาหลเล่า? ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของโจรกบฏอย่างเจ้า และความพยายามอันไร้ประโยชน์ที่อยากครองแผ่นดิน!”
“ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หาใช่จะเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังคน จะโทษแต่องค์ฝ่าบาททั้งหมดได้เยี่ยงไร?”
“พวกเจ้ารู้แค่ชีวิตยากลำบาก กลับไม่รู้ว่าชายแดนนั้นข้นแค้นอยู่ตลอดเวลา ข้าไม่มีวันเปลี่ยนใจแน่นอน!”
“แม้นชีวิตผู้คนขัดสนข้นแค้น กระนั้นก็ยังอยู่รอด จนกระทั่งพวกเจ้าก่อกบฏ จึงต้องมีผู้บริสุทธิ์กี่คนแล้วที่ติดร่างแหไปด้วย?”
“เตียวก๊ก ตระกูลเตียวเจ้าเคยเสวยสุขกับเงินทองของราชวงศ์ฮั่น ไม่คิดภักดีต่อฝ่าบาทรับใช้ชาติก็ว่าแล้ว กลับริอาจคิดก่อกบฏ ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษเจ้าจะรู้สึกเยี่ยงไรเมื่อรู้ว่าตระกูลเตียวมีคนทรยศเช่นเจ้าก่อกวนบ้านเมืองอยู่?”
“แค่ก ๆ ๆ!”
เตียวก๊กถลึงตาจ้องโลติดแทบถลน และโขลกไออย่างรุนแรงด้วยความโกรธ
“โลติด ข้าเคารพท่านในฐานะนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้า ท่านกล้าดีเยี่ยงไรมาดูหมิ่นข้าเช่นนี้!”
เห็นเตียวก๊กกระหืดกระหอบ โลติดก็ยิ้มเยาะเย้ย
“เหตุใดข้าต้องรับความเคารพจากโจรกบฏเช่นเจ้า? กลุ่มโพกผ้าเหลืองของเจ้ารู้จักแค่เผา ฆ่า ปล้นสะดมผู้คนเท่านั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่ากลุ่มโพกผ้าเหลืองในเอ่งช้วนถูกทำลายและมีผู้คนนับแสนตายก็เพราะเจ้า? หากเจ้ายังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ก็สลายกองทัพโพกผ้าเหลืองเสีย ปล่อยให้พวกเขากลับไปยังบ้านเกิด และเจ้าฆ่าตัวตายเพื่อขอบคุณใต้หล้าซะ!”
“ไอ้แก่โลติด…”
“หุบปาก!”
โลติดตะโกนเสียงดัง “โจรชั่วไร้ยางอาย มิรู้หรือว่าทุกคนบนโลกนี้ต่างอยากกัดกินเนื้อของเจ้า ยังกล้ามากล่าววาจาปลุกปั่นที่นี่อีก? รีบถอยออกไปเสีย จะฆ่าเจ้าก็กลัวว่าเลือดสกปรกจะเปื้อนดาบล้ำค่าของข้า”
ผู้ฟังกระอักเลือดอย่างรุนแรง พลางกรีดร้องออกมา และตกจากหลังม้า
ขุนพลกลุ่มโพกผ้าเหลืองทุกคนต่างรีบรุดไปข้างหน้า พยุงหัวหน้าขึ้นมา
“เตียวก๊กตายแล้ว!”
เมื่อทหารเฝ้าเมืองบนกำแพงเห็นเตียวก๊กกระอักเลือดหมดสติ ก็ตะโกนเสียงดังทันที
ดวงตาของโลติดพลันสว่างขึ้น ภายในใจอดไม่ได้ที่จะชื่นชมคนผู้นี้ที่ตะโกนออกมาได้ถูกเวลา
กองทัพโพกผ้าเหลืองกระสับกระส่ายอย่างมาก และเริ่มตื่นตระหนก
“ท่านแม่ทัพ ยามนี้หัวหน้าโจรเตียวก๊กมิรู้เป็นหรือตาย กองทัพโจรตื่นตระหนก นี่เป็นโอกาสที่ดี!”
นายกองหลายคนต่างก็เห็นด้วย และร้องขอคำสั่งให้โจมตีกองทัพโพกผ้าหลืองทันที
โลติดเฝ้าดูปฏิกิริยาของกองทัพโพกผ้าเหลืองอย่างจริงจัง เขาไม่กล้าประมาทเลินเล่อ ด้วยกลัวว่าจะเป็นกลอุบายของ เตียวก๊ก
ความโกลาหลในทัพโพกผ้าเหลืองเห็นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะทัพหน้า ครั้นได้ยินว่าเตียวก๊กตายแล้ว ก็ทำอะไรไม่ถูก
“เร็วเข้า กองทัพทั้งหมดโจมตี!”
“ต้องแย่งศพของเตียวก๊กมาให้ได้!”
โลติดมีสีหน้าดูกังวล ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความเร่งเร้า
ทัพหลังของกองทัพโพกผ้าเหลืองเปลี่ยนมาเป็นทัพหน้า และเริ่มล่าถอยไป
[1] กองทหารม้า เป็นกองทหารม้าที่เข้าจู่โจมกะทันหัน ถือหอกกับดาบ สวมชุดเกราะ มีกำลังประมาณเจ็ดร้อยนาย ส่วน
[2] กองทหารม้าเร็ว เป็นกองทหารม้าเหมือนกัน มีทหารเท่า ๆ กัน แต่ถือธนูโจมตีระยะไกล ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการค้นหา เตือนภัยหรือไล่ตามโจมตี
[3] กองทหารม้านาวา รับผิดชอบกองทหารม้าที่ประจำการอยู่ที่ฉางสุ่ยและซวนชู ซึ่งทั้งสองเป็นชื่อของแม่น้ำ