พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 42 ชื่อของเล่าเจี้ยง
บทที่ 42 ชื่อของเล่าเจี้ยง
ณ จวนแม่ทัพใหญ่
เสียงทุบกระแทกดังก้องไปทั่ว
โฮจิ๋นกลับที่พำนักไปด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองยิ่งนัก และทำได้เพียงทุบสิ่งของเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น
หลังจากนั้นไม่นาน นายทหารของเขาก็มาถึง
“เหตุใดท่านแม่ทัพใหญ่จึงโกรธเกรี้ยวเพียงนี้?”
โฮจิ๋นเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนระงับโทสะและฝืนยิ้มออกมา
“เปิ่นชูนี่เอง มา เข้ามานั่งสิ”
คนผู้นี้มีรูปร่างสูงสง่า ยามย่างเดินดูมีอำนาจ หล่อเหลามีเสน่ห์ เป็นอ้วนเสี้ยวนั่นเอง ทายาทสายตรงของตระกูลอ้วนที่ดำรงตำแหน่งขุนนางมาสี่ยุคสมัย
ในเวลานี้โฮจิ๋นต้องการการสนับสนุนจากตระกูลอ้วน จึงให้ความสำคัญกับลูกน้องคนนี้เป็นอย่างมาก
“ไม่นานมานี้ เมิ่งเต๋อได้นำกองกำลังไปช่วยฮองฮูสงและคนอื่น ๆ ปราบศัตรู แต่ไม่คิดเลยว่ายังไม่ทันไปถึง กลุ่มโพกผ้าเหลืองในเอ่งช้วนก็ถูกเล่าเจี้ยงคนนั้นโจมตีแตกกระเจิงไปเสียก่อน แม้แต่แม่ทัพโจรโปไฉเองยังถูกตัดหัว”
“หืม? เหตุใดพวกเราถึงไม่รู้เลยเล่า? เล่าเจี้ยงผู้นี้เก่งกาจเพียงนั้นเลยรึ?”
อ้วนเสี้ยวประหลาดใจที่เล่าเจี้ยงมีความสามารถทางด้านการทหารแข็งแกร่งเช่นนี้ เล่าเจี้ยงผู้นี้เพิ่งอายุเท่าไรกัน?
“อะ!”
“นี่คือรายงานศึกที่ส่งมาเมื่อคืน เมื่อเช้าข้าคิดจะขอความดีความชอบให้กับฮองฮูสงกับจูฮี แต่ไม่คิดเลยว่าเตียวเหยียงขันทีเวรนั่นจะรู้รายละเอียดด้วย ทำให้ข้าตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ”
“เรื่องรายงานทางการทหารจะต้องผ่านมือของท่านแม่ทัพใหญ่ก่อน แล้วขันทีรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
โฮจิ๋นหันไปมอง เห็นเขาฮิวเอ่ยถามก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
“วันนี้ฝ่าบาทยังตำหนิข้าด้วย บอกว่าข้าไม่มอบม้าและอาวุธให้เล่าเจี้ยง”
ครั้นพูดจบ ก็ถลึงตาใส่กุนซืออันธพาลของตน
เมื่อเขาฮิวได้ยินเช่นนี้ ก็รู้ว่าท่านแม่ทัพกำลังตำหนิตัวเอง จึงรีบขออภัย
โฮจิ๋นโบกมือคล้ายจะอภัยให้ ทว่าบรรยากาศก็เริ่มอึดอัด
“ท่านแม่ทัพใหญ่ เล่าเจี้ยงผู้นี้เอาชนะโปไฉได้เยี่ยงไร? เท่าที่ข้ารู้ เขามีคนเพียงสองพันคนเท่านั้น อีกทั้งอาวุธต่าง ๆ ก็ย่ำแย่”
แม่ทัพใหญ่หันไปมองตามเสียง พบว่าเป็นบัณฑิตหนุ่มซุนฮิวที่ถามออกมา
เขาไม่กล้าล่วงเกินตระกูลซุนแห่งเอ่งช้วนมากนัก จึงเล่าเรื่องของเล่าเจี้ยงตั้งแต่ที่ลกเอี๋ยงตลอดจนถึงการตัดหัวโปไฉ
“แม้เล่าเจี้ยงหาใช่คนของข้า กระนั้นเขาก็เป็นขุนพลจริง ๆ แม้แต่ฮองฮูสงกับจูฮีเองยังชื่นชมเขามาก”
คำพูดของโฮจิ๋นทำให้ทุกคนเงียบลง นี่เป็นรายงานศึกจริงแท้แน่นอน ไม่มีปรุงแต่งใดเลย
ตั้งแต่โบราณนานมาใช้กำลังน้อยสยบกำลังมากมีอยู่นับไม่ถ้วน ทว่าต่อให้เทียบกัน อุบายนี้ก็ไม่มีช่องโหว่เลย
แค่กล้าแทรกซึมเข้าไปในค่ายศัตรูที่มีคนมากกว่าหนึ่งแสนคนด้วยคนพันคน ก็น่านับถือมากแล้ว!
แม้แต่เขาฮิวที่เกลียดเล่าเจี้ยงมากในเวลานี้ยังขมวดคิ้วอย่างพูดไม่ออก
ภายนอกซุนฮิวเองก็ดูเศร้าหมอง ทว่าภายในใจกลับปีติยินดียิ่ง
เล่าเจี้ยงมีพรสวรรค์เช่นนี้ด้วย ทำให้เขาคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูกระอักกระอ่วน อ้วนเสี้ยวจึงเอ่ยปลอบใจคลายความทุกข์
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ยามนี้ตระกูลสูงศักดิ์และผู้มีอำนาจในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วบ้านทั่วเมืองต่างพากันต่อต้านกลุ่มโพกผ้าเหลือง กองทัพฮั่นของข้ายิ่งรบยิ่งมีคนมากขึ้นเรื่อย ๆ แน่ และอีกไม่นาน เมื่อกลุ่มโพกผ้าเหลืองสงบลง ถึงครานั้นค่อยกำจัดขันทีชั่วเหล่านี้ไปก็ยังไม่สาย!”
ทุกคนต่างพยักหน้าคล้อยตาม นับตั้งแต่ขันทีเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง การตอบสนองของเหล่าขุนพลในแว่นแคว้นต่าง ๆ ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแล้วละ”
…
เพื่อลดขวัญกำลังใจของกลุ่มโพกผ้าเหลือง และกระตุ้นกองทัพทางการต่อสู้กับศัตรู พระเจ้าเลนเต้จึงทรงเผยแพร่เรื่องราวของเล่าเจี้ยงไปทั่วทุกสารทิศ แค่พริบตาเดียวต่างก็รู้กันทั่วหล้า
ณ เมืองปักไฮ แคว้นเซียงจิ๋ว
บัณฑิตสองคนกำลังนั่งร่ำสุรากันอยู่
“จือหนี่ ไม่คิดเลยว่าคำพูดของเล่าเจี้ยงจะเป็นจริง ลัทธิโพกผ้าเหลืองก่อกบฏจริงด้วย”
“เฮ้อ ราชสำนักทุจริต ประชาชนตกที่นั่งลำบาก แม้ไม่มีกลุ่มโพกผ้าเหลือง ก็มีกลุ่มโพกผ้าแดง โพกผ้าน้ำเงินโผล่มาแน่นอน ศิษย์น้องเล่าพูดถูก ราชวงศ์ฮั่นในตอนนี้มาถึงวิกฤตจริง ๆ แล้ว”
ทั้งสองคนนี้คือเพื่อนสนิทร่วมสำนักศึกษาของเล่าเจี้ยง ซุนเขียนกับกัวหยวนนั่นเอง
บัณฑิตลายมืองาม ซุนเขียนเลิกคิ้วขึ้นถาม
“จือหนี่ เจ้าได้ยินข่าวหรือยัง ศิษย์น้องเล่าโจมตีกลุ่มโพกผ้าเหลืองกว่าแสนคนด้วยคนพันกว่าคน ทั้งยังตัดหัวโปไฉเองด้วย”
กัวหยวนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้ใครบ้างจะไม่รู้เรื่องนี้
“ใช่แล้ว ยามนี้ต่างรู้กันทั่ว ไม่คิดเลยว่าบทกวี ‘ออกสู่ชายแดน’ ของศิษย์น้องเล่า หาใช่ความฮึกเหิมประเดี๋ยวประด๋าวไม่”
“ได้ยินมาว่าตอนนี้เขากำลังมุ่งหน้าไปยังฮ่อปัก เพื่อเผชิญหน้ากับโจรกบฏเตียวก๊ก น่าเสียดายที่จุดแข็งของข้าหาใช่เดินทัพทำสงคราม ไม่เช่นนั้นตอนนี้ข้าคงติดตามเขาไปแล้ว”
“ศิษย์น้องเล่าคือคนที่จะทำการใหญ่สำเร็จ ข้ามีลางสังหรณ์ว่ากบฏโพกผ้าเหลืองเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเขาเท่านั้น”
ซุนเขียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น ทั้งสองคนมีใจอยากติดตามเล่าเจี้ยงแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส
แต่หลังไตร่ตรองที่มาที่ไป กัวหยวนรู้สึกว่าหลังจากกลุ่มโพกผ้าเหลืองล่มสลายลง ความวุ่นวายที่แท้จริงจึงจะเริ่มขึ้น
…
ณ แคว้นกิจิ๋ว ปากทางข้ามฟากแม่น้ำเหลือง
หลังจากผ่านการเดินทางมาครึ่งเดือน ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็พาฮองตง เตียนอุย ไทสูจู้และทหารม้าสองพันนายมาถึงดินแดนกิจิ๋ว
“นายท่าน ตามที่คนสอดแนมรายงานมา ตอนนี้รองแม่ทัพโลติดกำลังเผชิญหน้ากับเตียวก๊กโจรโพกผ้าเหลืองอยู่ที่เมืองจวี้ลู่ พวกเราจะทำอย่างไรต่อไป?”
หลังจากผ่านบทเรียนมาก่อนหน้านี้ ฮองตงก็จริงจังกับการสอดแนมข่าวเป็นพิเศษ
พวกเขาเข้ามาเหยียบในดินแดนกิจิ๋วแล้ว จะไปไหนตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องวางแผนก่อน
เล่าเจี้ยงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงขรึม
“ยามนี้พวกเราล้วนเป็นทหารม้า ต้องสำแดงความเหนือกว่าออกมาให้ได้มากที่สุด!”
“โลติดไม่เหมือนกับฮองฮูสงกับจูฮี เขาไม่เพียงบัญชาการได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นนักปราชญ์ และเป็นพวกที่เก่งบุ๋นมากกว่าบู้ ”
“ตั้งแต่เขามาที่ฮ่อปัก สถานการณ์ของกลุ่มโพกผ้าเหลืองก็หยุดชะงัก”
เล่าเจี้ยงจำได้ว่าในประวัติศาสตร์ โลติดเอาชนะกองทัพนับหมื่นของเตียวก๊กได้หลายครั้งด้วยทหารเพียงไม่กี่พันคนในมือ อีกทั้งในสนามรบ ยังสามารถเห็นฝีมือบัญชาการของโลติดว่าแข็งแกร่งเพียงใดด้วย
ผู้บัญชาการหนุ่มรู้ดีว่าการมาแคว้นกิจิ๋วครั้งนี้ เขาแค่ต้องช่วยสนับสนุนโลติดให้ราบรื่นกว่าขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือมากมายนัก
ถึงอย่างไรแม้ไม่มีเล่าเจี้ยง โลติดก็สามารถเอาชนะเตียวก๊กได้เหมือนเดิม
เหตุผลหลักที่มาแคว้นกิจิ๋วคือไขว่คว้า ‘ห้าทหารเสือ’ ในการพิชิตใต้หล้าต่างหาก
ตามการคาดเดาของเขา ตอนนี้ขาดไปแค่คนเดียวเท่านั้น!
ห้ามเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ เด็ดขาด!
ดวงตาของเล่าเจี้ยงเปล่งประกาย