พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 47 การจ้องมองของอสรพิษ
บทที่ 47 การจ้องมองของอสรพิษ
เตียวก๊กกับโลติดต่างตึงเครียด รีบมองไปยังปากทางเข้าป่า
โลติดได้แอบภาวนาในใจไปแล้ว เขาถึงขั้นคิดว่าแม้จะไม่ใช่กำลังเสริม แต่ห้ามเป็นกองทัพโพกผ้าเหลืองเด็ดขาด
เขาเริ่มหลอกตัวเอง หากเป็นกองกำลัง จักต้องเป็นกองกำลังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะมีคนที่สามเข้ามาเกี่ยวได้อย่างไร?
เตียวก๊กยิ่งเลือดพลุ่งพล่าน เขาแน่ใจว่าตนไม่ได้จัดทหารมาอีกแล้ว และหวังว่าขอให้ไม่ใช่กองทัพหลวงเด็ดขาด
หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ สามลมหายใจ… โลติดกับเตียวก๊กจ้องเขม็งไปทางเดียวกัน
กองทัพปรากฏออกมาแล้ว… เป็นชุดเครื่องแบบของกองทัพหลวง!
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในสายตาคือ กองทัพหลวง!
ธงสะบัดปลิวไสว มีอักษรใหญ่สามตัวคือเล่า กวน และเตียวอยู่บนนั้น
ฝุ่นตลบปลิวว่อน กองทัพหลวงเต็มทุ่งกว้างบุกเข้ากวาดล้างกลุ่มโพกผ้าเหลืองที่กำลังดักซุ่มโจมตี
กองทัพโพกผ้าเหลืองที่เดิมล้อมกองทัพหลวงไว้พลันถูกล้อมกลับ และสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
โลติดปลาบปลื้ม แม้ไม่รู้ว่ากำลังเสริมมาจากไหน กระนั้นก็ได้ดึงเขาออกมาจากขุมนรกในเวลานี้
“ทหารทั้งหลาย กำลังเสริมมาถึงแล้ว! ฆ่ามัน”
เสียงกองทัพหลวงดังลั่น เสียงแตรดังสนั่นพสุธา ขวัญกำลังใจพลันพุ่งสูงขึ้น
กำลังเสริมได้เข้าสู้กับกองทัพโพกผ้าเหลืองแล้ว ผู้นำสามคนองอาจกล้าหาญ ไปทางไหนล้วนมีแต่เลือดเนื้อสาดกระเซ็น
คนหนึ่งติ่งหูใหญ่ สองมือยาว ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลา ลักษณะดูสง่างาม ถือดาบคู่ กวัดแกว่งซ้ายทีขวาที
อีกคนหนึ่งมีเครายาวสองฉื่อ ใบหน้าแดงปลั่งดุจพุทรา ริมฝีปากแดงประหนึ่งทาชาด ดวงตาดั่งนกการเวก คิ้วโก่งสูง รูปลักษณ์ดูสง่างาม น่าเกรงขาม มือถือดาบใหญ่
อีกคนหนึ่งมีสีหน้าดำดุจถ่านหิน หน้าตาดุร้าย มีหนวดเคราดั่งเสือสมิง มีเสียงเหมือนฟ้าร้อง แข็งแกร่งดุจควบม้า มือถือทวนด้ามหนึ่ง
ทั้งสามคนบุกเข้าซ้ายขวา ไร้คนต้านทาน
เป็นเล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย*[1] นั่นเอง!
ทั้งประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย มีเพียงสองคนที่ถูกเรียกขานว่าเป็นศัตรูกับคนนับหมื่น นั่นคือกวนอูและเตียวหุย
ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นมีขุนพลกล้าหาญจำนวนนับไม่ถ้วน อย่างเช่นฮองตง เตียนอุยและไทสูจู้ ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของเล่าเจี้ยง แต่ละคนสามารถสู้หนึ่งต่อร้อยได้
แต่มีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ ได้รับการยอมรับจากประวัติศาสตร์ และถูกเรียกขานว่าเป็นศัตรูกับคนนับหมื่น
ความกล้าหาญของขุนพลคนหนึ่งมิอาจเปลี่ยนผลของสงครามได้ ทว่าสามารถส่งผลต่อแนวโน้มของสงคราม และสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารได้แน่นอน
สองคนที่เป็นศัตรูกับคนนับหมื่นพุ่งเข้าใส่ทัพศัตรู มีเพียงประโยคหนึ่งเท่านั้นที่เปรียบได้คือ ดั่งหมาป่ากระโจนเข้าใส่ฝูงแกะ
ทุกครั้งที่ง้าวใหญ่ของกวนอูกวัดแกว่ง ไม่เพียงปลิดชีพศัตรูเท่านั้น แต่ยังฟาดฟันขุนศึกให้กระเด็นไปหลายคนด้วย ง้าวถูกเหวี่ยงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะไปที่ใด ก็จะกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าในเวลาอันสั้น
ทุกครั้งที่ทวนของเตียวหุยแทงออกไป ต้องทะลุผ่านร่างข้าศึกแน่นอน ก่อนยกดาบใหญ่ฟันตาม แม้ความเร็วในการสังหารศัตรูจะไม่เร็วเท่ากวนอู ทว่าน้ำเสียงคำรามที่ดังดุจฟ้าร้องที่สั่นสะเทือนไปทั่วแดนดิน ทำเอากองทัพโพกผ้าเหลืองที่อยู่ภายในระยะไม่กี่หมี่ต่างหูอื้อ จนกระทั่งถูกฆ่าโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
เล่าปี่ไม่ได้ห้าวหาญอย่างพวกน้องชายทั้งสอง วรยุทธ์ก็ธรรมดา สองมือถือกระบี่คู่ กวัดแกว่งไปพร้อมกัน กำราบไพรีอย่างราบรื่น
กองทัพโพกผ้าเหลืองถูกทั้งสามคนบุกโจมตีจนล่าถอยไปเรื่อย ๆ กองทัพหลวงที่ถูกปราบปรามอยู่ด้านหลังก็ใช้โอกาสนี้ลุกฮือขึ้นมาอีกครั้ง
ทหารซุ่มโจมตีของกลุ่มโพกผ้าเหลืองถูกบีบจากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จนเริ่มถูกต้อนมารวมตัวกันตรงกลาง และเหยียบย่ำกันเอง
ขวัญกำลังใจของกองทัพโพกผ้าเหลืองลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งขบวนทัพตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน
ในที่สุดโลติดก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก กองทัพโจรแตกต่างจากกองทัพหลวง เมื่อเกิดความโกลาหลแล้วก็ยากจะสงบลงได้
อย่างไรเสียก็รวมตัวกันมาจากกลุ่มจลาจล ไม่สำคัญอะไร
โลติดมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างเหยียดหยาม นัยน์ตาไร้ความตื่นตระหนก
เตียวก๊กยืนอยู่บนที่สูง มองเห็นสถานการณ์ของทหารซุ่มโจมตีเช่นกัน จึงรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที
เดิมทีเป็นเป็ดต้มจะสุกแล้ว แต่ตอนนี้ต่างกำลังจะบินหนี! ทั้งยังกัดเนื้อตัวเองทิ้งเมื่อใดก็ได้ด้วย!
อารมณ์ของผู้นำกบฏโพกผ้าเหลืองย่ำแย่ ราวกับตกจากสวรรค์สู่ขุมอเวจี
แต่เขายังไม่ยอม สองมือกำหมัดแน่น หากครานี้ปราชัยอีก เกรงว่าคงจบสิ้นจริง ๆ แล้ว ไม่มีทางพลิกสถานการณ์กลับมาได้อีก
เตียวก๊กแผดเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง รีบสั่งกองทัพให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ขอแค่บุกฝ่าทัพหน้าของโลติดไปได้ และรวมเข้ากับกองทัพโพกผ้าเหลืองที่อยู่เบื้องหลัง ผลแพ้ชนะก็ยังไม่ตัดสิน!
หลายครั้ง คนเรามักคิดว่าสิ่งที่เผชิญอยู่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแล้ว ทว่าความจริง… การเปลี่ยนแปลงที่เลวร้ายกว่ากำลังรอเราอยู่
เพราะมีอสรพิษตัวหนึ่งกำลังจ้องมองเตียวก๊ก ถูกต้อง… คือเล่าเจี้ยงนั่นเอง!
ผู้บัญชาการหนุ่มนำเตียนอุยกับไทสูจู้พร้อมด้วยทหารม้าพันนายคอยอยู่ด้านหลัง โดยที่กองทัพโพกผ้าเหลืองไม่รู้เลย หากเป็นสงครามปกติ ต้องมีสายลับสอดแนมอยู่แน่
แต่ตอนนี้การตะลุมบอนกำลังดุเดือดเลือดพล่าน ทั้งสองฝ่ายผลัดกันรับผลัดกันรบโดยไม่สนใจอะไรมากนัก
ทหารม้าลาดตระเวนของเล่าเจี้ยงตรวจสอบทัพโจรโพกผ้าเหลืองก่อนที่เตียวก๊กออกจากเมืองไปยังอำเภอผิงเซียงแล้ว
ตอนนั้นกองทัพหลวงกำลังไล่ตามกองทัพโพกผ้าเหลือง ทุกนายอยากไล่ตามไป แต่ถูกเล่าเจี้ยงห้ามเอาไว้
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ไม่บอกไม่ได้ว่าคืออะไร
จนกระทั่งหน่วยสอดแนมมารายงานว่า มีคนนับหมื่นหลั่งไหลออกมาจากเมืองจวี้ลู่ และเข้าไปในป่าหางม้าไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เล่าเจี้ยงจึงเข้าใจทุกอย่างทันที
แต่เข้าใจตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว กองทัพหลวงเข้ารบราจนเสียสติไปแล้ว
เขาทำได้เพียงซ่อนอยู่เบื้องหลังเตียวก๊ก และรอโอกาสเคลื่อนไหวไปตามสถานการณ์ในสนามรบ
มีโอกาสหลายครั้งที่เล่าเจี้ยงทนไม่ไหว อยากจะเข้าไปช่วยโลติด ทว่าเขามีความทะเยอทะยาน อยากได้ผลงานเหมือนที่ฉางชีอีกครั้ง
หากสามารถสังหารเตียวก๊กได้ ไม่เพียงแต่ได้เลื่อนขั้นเท่านั้น ยังมีชื่อเสียงไปทั่วหล้าด้วย
บัดนี้ ข้างกายเล่าเจี้ยงมีเพียงทหารม้าหนึ่งพันนาย หากรีบจู่โจมหัวหน้าลัทธิโพกผ้าเหลืองก่อนคนแรก ผลลัพธ์ที่ได้ต้องน่าอนาถแน่ อีกทั้งอาจจะพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย!
หากคิดในแง่ดีก็สามารถช่วยโลติดได้ หากคิดในแง่ร้าย ไม่แน่กองทัพทั้งหมดอาจพ่ายแพ้ย่อยยับ
ดังนั้นเล่าเจี้ยงจึงรอมาตลอด… รอโอกาสที่จะเข้าจู่โจม
เพียงแต่เด็กหนุ่มไม่คิดเลยว่า โลติดจะมีแผนสำรองอีก!
เขายิ่งไม่รีบร้อนเข้าไปใหญ่ และรอคอยอย่างอดทน
จนในที่สุด โอกาสก็มาถึง!
กองทัพโพกผ้าเหลืองถูกทหารซุ่มโจมตีปิดล้อมไว้ นับว่าอยู่ในสถานการณ์ระหว่างความเป็นความตาย
เพื่อทำลายทัพหน้าของโลติด เตียวก๊กได้ทุ่มกำลังทหารทั้งหมดที่มีบุกเข้าโจมตี ข้างกายจึงเหลือเพียงทหารองครักษ์ไม่กี่ร้อยคน
“ทหารทุกนายฟังคำสั่ง!”
เล่าเจี้ยงตะโกนออกมา จากนั้นคนพันคนก็พากันขึ้นหลังม้า
“รองแม่ทัพโลติดได้ล้อมทัพโจรไว้แล้ว เตียวก๊กอยู่เบื้องหน้านี้ พวกเจ้าตามข้าเข้าบุกโจมตีศัตรู สังหารเตียวก๊กให้สิ้น!”
“ฆ่าเตียวก๊ก ฆ่าเตียวก๊ก!”
“โจมตี โจมตี โจมตี”
“ฆ่ามัน ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!!”
“บุก!”
สิ้นเสียงสั่งการของเล่าเจี้ยง ม้าพันตัวควบทะยานไปทางเตียวก๊กอย่างฉับไว
เสียงควบม้าย่ำผืนดินจนสนั่นสั่นไหวของทหารม้ามิอาจปิดบังได้
เตียวก๊กได้ยินการเคลื่อนไหวแล้ว จึงจ้องมองไปทางด้านหลัง ท่าทางดูตึงเครียดถึงขีดสุด
เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าโลติดจะมีแผนสำรอง ทั้งยังซุ่มโจมตีจากเบื้องหลังตัวเองด้วย!
เขาหวังให้เป็น ‘กำลังเสริมต้องเป็นคนโพกหัวสีเหลือง! นั่นต้องเป็นกองทัพโพกผ้าเหลือง!’ อยู่ในใจ
ทว่าสิ่งที่สะท้อนอยู่ในม่านตาเขา คือกองทัพหลวงชุดเดียวกัน ทั้งยังเป็นทหารม้าทั้งหมด โดยมีตัวอักษร ‘เล่า’ เขียนอยู่ตรงกลางธงบัญชาการ
แม่ทัพผู้นำสวมชุดเกราะสีทอง มือถือดาบใหญ่ ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก!
“อัก!”
เตียวก๊กกระอักเลือกออกมาก่อนร่วงลงไปกับพื้น ทหารองครักษ์ที่อยู่รอบ ๆ รีบพยุงเขาทันที
“เหตุใดสวรรค์ถึงไม่ช่วยข้า!”
เตียวก๊กมองดูสนามรบด้วยจิตใจห่อเหี่ยว ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ พลางคำรามอย่างเจ็บแค้นแสนสาหัส
“ฆ่า!”
“ฆ่าเตียวก๊ก!”
เสียงคำรามขู่ฆ่าดังออกมา ทหารม้าจะบุกเข้ามาสังหารได้ในไม่ช้าแล้ว
“เร็ว รีบพาท่านแม่ทัพแห่งสวรรค์ไปเร็ว!”
โฮงีที่อยู่ข้างเตียวก๊กโกรธเกรี้ยวจนดวงตาวาวโรจน์ เขาไม่เข้าใจเหตุใดด้านหลังถึงมีทหารม้าของกองทัพหลวงอยู่ด้วย!
“พวกเจ้ารีบพาท่านแม่ทัพออกไป ข้าจะไปสกัดศัตรูเอาไว้!”
ทหารองครักษ์แบกเตียวก๊กขึ้นหลังม้า ก่อนคุ้มกันเขาหลบหนีไปไกล
โฮงีกวัดแกว่งกระบี่ยาวในมือ ต้านศัตรูที่บุกเข้ามา
เขาได้ตัดสินใจสู้จนตัวตายกับกองทัพหลวงแล้ว
[1] สามพี่น้องร่วมสาบานแห่งจ๊กก๊ก ประกอบด้วย
1.1 เล่าปี่ เชื้อสายราชวงศ์ฮั่นผู้ตกยาก เดิมทอเสื่อขาย ภายหลังกลายเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ปกครองคนแรกของจ๊กก๊ก และเป็นตัวเอกในวรรณกรรมสามก๊ก
1.2 กวนอู น้องชายร่วมสาบานของเล่าปี่ เป็นชาวไก่เหลียง มณฑลซานซี ภายหลังได้รับการสักการะในฐานะเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์
1.3 เตียวหุย น้องชายคนเล็ก พ่อค้าหมูเมืองตุ้นก้วน ร่ำรวยที่สุดในหมู่สามคน เป็นผู้ออกทุนทรัพย์หลัก
ทั้งสามเข้าร่วมสงครามครั้งแรกในการเป็นทัพอาสาปราบโจรโพกผ้าเหลือง